วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/30 (1)


พระอาจารย์
4/30 (540607D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  จะพูดว่าคนบางคนนี่เขาชอบเอาการดูจิตเป็นมาตรฐาน มันก็จะไปติดการดูจิต ...พอดูจิตไปดูจิตมา มันหลงไปโดยไม่รู้ตัว มันไม่รู้ตัวเลยนะนั่นน่ะ

มันดูจิตโดยไม่รู้ตัว อย่าไปเชื่อ ...ถ้าดูจิตแล้วไม่รู้ตัว จะดูทำไม ...ดูจิตแล้วต้องรู้ตัว ว่ากำลังดูจิตอยู่ อย่างนี้ ...แต่ส่วนมากมันดูไม่เป็นหรอก ดูจิตแล้วรู้ตัวน่ะ


โยม –  คือถ้าดูกายจะง่ายกว่า 
  
พระอาจารย์ –  ถูกต้อง มันเป็นฐานเลย เข้าใจมั้ย ฐานของการรู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน ...กายนี่เป็นตัวที่ยึดโยงอยู่กับปัจจุบันธรรม ดูตรงไหนก็เห็นว่าเป็นปัจจุบันของกายทันที

ปัจจุบันของจิตน่ะ ดูได้ขณะเดียว บอกให้เลย ...ถ้ายังไม่มั่นคงพอนะ ถ้าดูไปแล้วมันจะหลงไปเรื่อย พอหลงไปเรื่อยแล้วมันจะสร้างภพหลอกๆๆๆ  แล้วเข้าใจว่าดับๆๆๆ ว่างๆๆๆ หมดๆๆๆ ไปเลยน่ะ

มันก็บ้าๆๆๆ ไปเลย แล้วตอนนี้กู่ไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ...นั่นคือไปยึดการดูจิตเป็นหลักโดยไม่เข้าใจ ว่าจริงๆ แล้วการดูจิตไม่ใช่ดูอย่างนั้น ...มันต้องอยู่ในหลักของปัจจุบัน

เพราะนั้นตัวอะไรที่จะยึดโยงปัจจุบันที่สุด...กาย ... พอมีกายแล้วจิตอยู่ตรงไหน ...ก็ตรงที่มันผุดขึ้นมาแล้วเราไม่เอามันนั่นแหละ   


โยม –  แล้วจะเห็นได้เอง 

พระอาจารย์ –  เออ มันก็เห็นเองแหละ มันก็ออกมาในกายนี่แหละ  ความคิด อารมณ์น่ะ ก็ออกตรงนี้ ...พอเราไม่สนใจมัน ก็จะเห็นความดับไปของนาม

อย่างนี้เขาเรียกว่าเห็นจิตตามความเป็นจริง ว่าเป็นแค่สภาวธรรมหนึ่ง เป็นแค่สภาวะไตรลักษณ์หนึ่ง เป็นแค่อาการเกิดดับหนึ่ง ...ไม่ใช่ดูจนกว่ามันจะจบแล้วก็ดับ อย่างนี้เข้าใจผิดแล้วนะ

ดู คอยเฝ้าดู จ้องดู ตั้งหน้าตั้งตารอดู ดักดู ...ใช่ป่าว เคยเป็นรึเปล่า เนี่ย เหมือนมีสุ่มอันนึง แล้วจะไปจับปลาในมหาสมุทร เผื่อจะเจออะไรสักอย่างให้ได้กินมั่ง ...ไม่ได้กินหรอก

ถ้าอยากได้กินต้องอยู่เฉยๆ รู้อยู่เฉยๆ ...ถ้ารู้อยู่เฉยๆ จะอยู่ตรงไหนล่ะ ...กายนี่เฉยมั้ย


โยม  เฉย

พระอาจารย์ –  กายเป็นกลางมั้ย ...กายมันมีคำพูดอะไรมั้ย     


โยม –  ไม่มี

พระอาจารย์ –  กายมันจะหลอกอะไรเราได้มั้ย ...ถ้าเราไม่เอาความคิดลงไปเป็นมัน ไม่เอาความเห็นไปเป็นมันสักอย่าง...ไม่เอา ปิดตำราหมด

ไม่เอาเลยว่าสวย-ไม่สวย ไม่เอาเลยว่าสุภะหรืออสุภะ ไม่เอาเลยว่าเป็นคุณเป็นโทษอะไร ...รู้ตรงๆ ลงไปที่กาย ด้วยความโง่ ...ถึงบอกว่ารู้โง่ๆ ที่กาย ตรงที่สุด แล้วมันไม่มีคำพูดอะไรออกมาเลย 

นั่นแหละปรมัตถ์... กายก็ปรมัตถ์ แล้วก็ใจก็จะเป็นปรมัตถ์มากขึ้น ...พอเริ่มแย็บๆๆๆ ปากหอยปากปูออกมา...ก็ให้ทัน ...เนี่ย มันปรุง มันเริ่มปรุงด้วยความเห็นต่างๆ นานาที่มันแอบอยู่ภายใน

ก็ให้เท่าทันอันนั้น แล้วก็เงียบ ดับๆๆ ก็เห็นสภาวะจิตเกิด-ดับๆๆ  ก็จะเห็นสภาวะจิตเป็นไตรลักษณ์ เกิดดับๆๆ แล้วก็มีแค่อะไร...กายกับใจ ก็รู้กายกับใจ ก็มีแค่กายกับใจ

อยู่แค่นี้ ดูแค่นี้ อยู่ในฐาน อยู่ในกรอบของกายกับใจ ไม่ออกนอกกรอบ ไม่ส่งออกนอกกายใจนี้ …ส่งออกเป็นทุกข์ เนี่ย หลวงปู่ดูลย์ก็บอกแล้ว ผลของการที่จิตส่งออกเป็นทุกข์
   

โยม –  แสดงว่าครูบาอาจารย์ท่านอยู่ในสัมมาสมาธิได้ตลอดเลยหรือคะพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  ใช่ ต่อเนื่องเป็นมหาสติ ไม่ออกเลย ...เพราะด้วยการที่ว่า ขัดเกลา ฝึกฝน ด้วยสติสัมปชัญญะ รู้อยู่ตลอด...ต่อเนื่องเลย 

เคยเห็นเส้นตรงมั้ย นั่นแหละ ไม่เว้นวรรคเลย ...ไม่ใช่ จุดๆๆๆ ไม่ใช่ ขีดๆๆๆ  แต่ท่านเป็นเส้นตรง ...เนี่ย มหาสติ

เจริญสติจนถึงจุดนึง นะ แค่นั้นแหละ แล้วจะรู้เอง ว่ามันจะผันต่อเนื่องตลอด เหมือนสายน้ำที่ไหลไม่ขาดสายเลยน่ะ เป็นเส้นเลย ...เนี่ย ถึงเรียกว่าเป็นมรรค เป็นกระแสมรรค

เพราะนั้นเมื่อสติมันต่อเนื่องได้ปุ๊บนี่ จะเป็นกระแสของมรรค


โยม  แล้วกรณีลมหายใจล่ะคะ อันนี้จะยากกว่ามั้ยคะ 

พระอาจารย์ –  ลมหายใจ...ลมหายใจเป็นของละเอียด มันดูได้เป็นบางคราว ไม่สามารถต่อเนื่องได้  ...มีมือมีตีนมั้ย  มันเห็นได้ง่ายกว่ามั้ยล่ะ

เพราะนั้นลมหายใจนี่เป็นกายนึงที่ละเอียด มันดูได้เป็นบางขณะ บางช่วงนะ ...แล้วผลข้างเคียงของอานาปาน่ะ จิตจะเข้าไปสู่ฌานได้ง่าย เป็นอารมณ์ที่เข้าสู่ฌาน เข้าสู่สมาบัติได้ง่าย สำหรับคนที่ไม่ชำนาญ

อย่างให้โยมนั่งดูลมสักพักนึงน่ะ ใจหายไปกับลม บอกให้เลย  ไม่มีรู้..กับลม ...มีแต่ลมกับสงบ มีแต่ลมกับฟุ้งซ่าน..ไม่มีรู้ ... แต่ถ้านั่งอยู่แล้วรู้ตัว ...ขยับรู้มั้ย


โยม –  รู้ค่ะ  

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละ ชัดมั้ย 


โยม –  ชัดค่ะ   

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ รู้ก็ชัดกับกายอย่างนี้แหละ แค่นี้ นี่เรียกว่ามีสมาธิหนึ่งขณิกะ ...ใจนั่นน่ะคือความสงบพอแล้วขณะที่ขณิกะรู้ เรียกว่าสัมมาสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิที่ตรงแล้ว

ตรงยังไง...คือถ้าไม่ตรงก็ไม่เห็นว่าขยับสิ  ถ้าไม่แจ้งด้วยปัญญาก็ไม่เห็นในสิ่งที่ขยับในความเป็นจริงในปัจจุบันสิ ...เห็นมั้ย ศีลสมาธิปัญญามันเกิดในขณะนั้นพร้อมกัน

ไม่ต้องไปสะสมอะไรหรอก สะสมที่ว่ารู้บ่อยๆ ศีลสมาธิปัญญาก็มากขึ้นไปเป็นเงาตามตัว ...คราวนี้ว่าบ่อยถึงขนาดไหน ก็บ่อยถึงขนาดว่าต่อเนื่องไม่ขาดสาย เรียกว่าสัมปชัญญะ ทั้งรู้และเห็น

เพราะนั้นสังเกตดู ถ้าจะรู้กายได้ต่อเนื่อง ต้องเห็น เหมือนมีภายใน...เห็นร่างกายเหมือนหุ่นยนต์น่ะ เดินไปเดินมา ขยับ หยิบ จับ มันจะเห็นไม่ขาดระยะเลย อย่างนี้สัมปชัญญะ

เจริญสัมปชัญญะเช่นนี้ไป แล้วก็จะเห็นว่ากายขยับ แล้วก็ในกายมีวุบวิบๆ  นั่นอย่างนั้นจะมีอาการนามปรากฏวูบๆ วาบๆ ...แต่มันจะเป็นคนละส่วนกับตัวที่เห็น 

เนี่ย เรียกว่าการเจริญมรรค ...ไม่ได้อะไรเลย เห็นมั้ย ไม่ได้ว่าสงบ ไม่ได้ว่าไม่สงบ ...แต่มันรู้สึกว่าคล่อง มันจะมีอาการคล่อง อิสระ เบา โปร่ง เดินเหินไปมาเบาสบาย

แล้วก็ไม่มีปัญหากับภายนอก ยังไงก็ได้  มันจะรู้สึกอยู่ว่า ยังไงก็ได้ นี่…มันจะไปอย่างนี้ แบบแคล่วคล่องว่องไว  ไม่แช่ ไม่จมกับอะไร

แต่อย่างที่ไปนั่งสมาธินานๆ ใครมาเรียกให้ลุก...ไม่อยากลุกเลย จิตกำลังดีอยู่เลย เห็นมั้ย บอกให้เลย ติด...ติดแล้ว ติดที่นั่ง ติดที่นอน ติดที่สงบ ติดสภาวะ ติดภพ ติดชาติ ติดเวทนา

แล้วก็คิดว่า...ได้ผลว่ะเฮ้ย ...เห็นมั้ย เกิดมานะ เกิดทิฏฐิมานะแล้ว ...รู้ได้ไงว่าติดทิฏฐิมานะ ก็ลองคนมาเรียกสิ มันโกรธให้ ถือว่าไอ้ตัวนี้เป็นผู้ขัดขวาง แล้วมันก็ยกบาปให้เขาเลยว่า เนี่ย มันเป็นบาป


โยม  (หัวเราะ) มาขัดขวางความสงบ

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย จะไม่เรียกว่าเป็นอัสมิมานะเกิดได้ยังไง ใช่มั้ย ...ถ้าสงบจริง สัมมาสมาธิจริง ทำไมยังมีอารมณ์กิเลสเมื่อมันเสียหายไป

มันก็เป็นสมาธิที่ไม่มีปัญญาประกอบ ท่านเรียกว่าโมหะสมาธิ ...แต่สัมมาสมาธิ หมายความว่าขณะที่สงบตั้งมั่น ลักษณะตั้งมั่นน่ะมันจะมีปัญญาอยู่ในนั้นด้วย

คือพร้อมที่จะยอมรับในทุกสิ่งโดยไม่มีเงื่อนไข เริ่มจะไม่มีเงื่อนไขกับอะไรมากขึ้นๆ ...จนไม่มี...ไม่มีอะไรเป็นเงื่อนไข ...แล้วเราล่ะมีเงื่อนไขเยอะมั้ย


โยม –  เยอะเหมือนกันค่ะ 

พระอาจารย์ –  ไอ้เงื่อนไขนั่นแหละคือปม...ปมที่รัด แล้วเราก็ติด คลายไม่ออก คลายปมไม่ออก กี่ทีกี่ทีก็มาติดแค่เงื่อนไขนั่นแหละ

เงื่อนไขคืออะไร ดูเอา...สมมุติหนึ่ง บัญญัติหนึ่ง จำได้หนึ่ง เชื่อเอาหนึ่ง ถือเอาหนึ่ง ...เพราะนั้นตัวเงื่อนไขนั่นแหละสีลัพพตะ เป็นโซ่ร้อยรัด เป็นมลทินร้อยรัด

เป็นอุปกิเลสเบื้องต้นของสัตว์โลก ของปุถุชน...คือผู้หนาแน่นด้วยกิเลส ถูกร้อยรัดด้วยสังโยชน์เบื้องต้นสามตัว สีลัพพตะ วิจิกิจฉา แล้วก็ตัวตนหรือกายเรา..สักกาย  เนี่ยเป็นตัวร้อยไว้ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา 

เพราะนั้น เมื่อมีเงื่อนไขอะไรขึ้นมา อย่าสนใจ รู้ลงที่กาย...เป็นยาขนานเอก เป็นยาสามัญประจำบ้าน  ต้องกินยาสามัญประจำบ้าน อย่าไปกินยาเฉพาะทาง

คิดอะไรไม่ออก แก้อะไรไม่ถูก ทำอะไรไม่เป็น ...ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน ขยับ ...กำลังนั่งหงุดหงิด กำลังยืนหงุดหงิด กำลังยืนด่า กำลังดีใจ กำลังหัวเราะ ดูมันลงไป

คิดอะไรไม่ออก กลับมาหาพ่อหาแม่ก่อน...กายเราเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นแผ่นดิน  ยืนอยู่กับพ่อแม่ ยืนอยู่บนแผ่นดิน เป็นกฎเกณฑ์ไว้ก่อน 

แล้วมันจะค่อยๆ กระจ่างแจ้ง ในส่วนที่เป็นทั้งรูปทั้งนาม ...ไม่ต้องมักมาก ไม่ต้องโลภมากในธรรม


โยม –  แค่นี้ก็พอที่จะ (หัวเราะ)..ถึงที่สุดแห่งทุกข์ในชาตินี้แล้วใช่ไหมคะ  

พระอาจารย์ –  โอ้โห ไอ้ที่เราพูดทั้งหมดนี่เกินนิพพานอีก ...แต่ไอ้คนทำน่ะมันยังไม่ถึงไหนเลย (หัวเราะกัน)

เราพูดไม่รู้กี่รอบแล้วนี่ ตั้งแต่ต้นจนจบนี่...เราพูดไป-กลับนิพพาน ไป-กลับนิพพานนี่ สิบรอบแล้วมั้ง บอกให้เลย เชื่อมั้ยล่ะ เราพูดนี่ไปนิพพานจนกลับมาไม่รู้กี่รอบแล้ว เอาดิ แค่นี้

แต่ไอ้คนฟังนี่ มันยังไม่ไปไหน มันยังไม่เดินเลย  มันไปเดินในเงามั้ง มันไปเดินในวิมานในอากาศ จะเอาอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ...เห็นมั้ย จะเอาอะไรอยู่ยังไม่รู้เลย งมๆ งำๆ มะงุมมะงาหราอยู่นะ 


(ต่อแทร็ก 4/30  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น