วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/25 (2)


พระอาจารย์
4/25 (540604A)
4 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/25  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เมื่อกลับมาอยู่ในฐานของกายใจปัจจุบัน ดำเนินเดินไปในองค์มรรคเช่นนี้ ...มันอาจจะเหงา มันอาจจะเปลี่ยวเปล่า วิเวกวิเหวโหว หาใครไม่มีเลยในนั้นน่ะ ไม่มีเพื่อนสักคนน่ะในนั้น 

นี่ มีกายใจอันเดียว ไม่มีอย่างอื่น ...แล้วก็หักอาลัยตายอยากซะ ไม่เอาอะไรมาเป็นนิมิตหมาย เครื่องหมายเครื่องมั่น ที่พึ่งที่อาศัย ไปมันคนเดียวนั่นแหละ อยู่กับกายอยู่กับใจนั่นแหละ 

เพื่อนไม่มี สหธรรมมิกไม่มี  อาจารย์ยังไม่มีเลย พระพุทธเจ้าก็ไม่มี ไม่มีใครแล้ว ...มีกายกับใจน่ะสองอัน ไปอยู่อย่างนั้น ตัวคนเดียว จนสุดสิ้นทางมรรคน่ะ 

อย่าไปพะรุงพะรัง อย่าไปแบก อย่าไปหาม อย่าไปหาบ อย่าไปหาอะไร เป็นเครื่องยังชีพ ถ้ามันมีเครื่องยังชีพน่ะ เดี๋ยวงูเห่าก็ฟื้น เดี๋ยวเสือก็คืนถิ่นแล้ว ...มันจะไปเที่ยวขย้ำใครเขาไปทั่วแล้ว 

งูก็จะไปฉก...มันเริ่มฉกข้างในก่อน ...ถ้าไม่ทันเวลาฉกข้างใน พอออกมาแล้วนี่ เดี๋ยวปากนี่มันแง็บๆ  แล้วก็ตา...สายตาก็ขว้างค้อนมาแล้วเป็นสิบรอบ

เนี่ย ทุกอาการกริยา เห็นมั้ย ด้วยความปรุงแต่งแล้วไม่รู้เท่าทัน  มันก็ออกมาเป็นสังขาร...กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ...เริ่มจากมโนสังขารก่อน

ยอมแพ้ให้หมด แพ้ซะ...ไม่ชนะหรอก...ก็ของโลกเขา  ไม่เอาชนะอารมณ์ในโลก ...ใครอยากมี ใครอยากใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือเครื่องอาวุธอะไรก็เอาเถอะ เราไม่เกี่ยว

เราก็ไม่ไปตัดสิน สู้รบตบมือกับใคร ...เราก็สู้กับกิเลสภายใน สู้กับใจหลงเผลอเพลิน สู้กับความไม่รู้เท่าทัน ด้วยการกลับมารู้ให้ทัน ...แค่นั้นน่ะงาน

เป็นงานหลักงานเดียว เป็นงานชิ้นเอก เป็นงานที่เรียกว่า...ถ้าเป็นศิลปกรรมก็เป็นระดับไมเคิล แอนเจโลนะเนี่ย ...มันไม่ใช่งานที่มาล้อเล่น มาทำกันเล่นๆ น่ะ 

เหมือนเป็นจิตรกรรมชิ้นยอด นี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ...เพราะนั้นการที่จะเข้าไปชำระ จนหมดสิ้น เด็ดขาด สะเด็ดน้ำ ขาดเยื่อสิ้นใยนี่...อย่าล้อเล่น

ไม่ใช่ว่านิดๆ หน่อยๆ...นิดๆ หน่อยๆ นะ ...นิดๆ หน่อยๆ เอง ...ปล่อยให้มันอยู่เรื่อย "นิดหน่อยน่า คุยหน่อยน่ะ คิดหน่อยน่ะ หาหน่อยน่ะ ทำหน่อยน่ะ เดี๋ยวมันก็นั่นเอง"

อย่างตอนนั้นก็มีคนที่ก็ฝึก เขาก็เป็นกลางดี อยู่ในมรรค อยู่ในวิถีแห่งมรรค ...ก็มาเล่า มีปัญหาสงสัยมาถาม ว่าไปฟังธรรมบรรยายของด๊อกเตอร์หมอในโรงพยาบาลมา สอนเรื่องวิชาธรรมชาติ 

แบบน้อมสู่ความว่างไปสู่ธรรมชาติ แล้วก็เป็น healing การบำบัด ด้วยจิตที่เป็นกลาง...บำบัด …นี่ก็มาถามว่า เนี่ย ทำอย่างนี้ ถือเอาพลังธรรมชาติมาช่วย ได้มั้ย

ไอ้ตอนแรกที่บอกว่าอยู่ในองค์มรรค คือเขารู้อยู่กับกาย แล้วก็เห็นอาการวนเวียนของความคิดความปรุง รูปที่เห็นผ่านด้วยจิตที่ว่างเปล่า กับกายที่ว่างเปล่า กับความคิดที่ว่างเปล่า ...นี่ก็เข้าใจว่าอยู่ในลักษณะของธรรม

เราก็บอกว่า รู้จักคำว่าธรรมโอสถมั้ย ธรรมโอสถ ...ไอ้ที่เล่ามาตั้งแต่ตอนแรกถึงว่ากำลังรู้เห็น ทำงานด้วยจิตที่ไม่รู้เห็นอะไร เป็นกลาง แล้วก็เห็น รู้อยู่ การกระทำทุกอย่าง ก็ทำไป...อย่างนี้แหละธรรมโอสถ

แต่มันไม่ได้อะไร มันช่วยอะไรไม่ได้อย่างที่ด๊อกเตอร์หมอพูดหรอก ว่าเอามาบำบัด เกิดความกระชุ่มกระชวย เกิดแข็งแรงขึ้น แก้โรคแก้ภัย อายุขัยยืนยาว หน้าตาสดใส สาวขึ้น หนุ่มขึ้นอะไร

ก็บอกว่ายาแรกนั่นแหละธรรมโอสถ เป็นโอสถของพุทธะ …แต่ไอ้ที่กำลังจะไปฝึกทำ ธรรมชาติ น้อมอะไรๆ เข้ามานี่  เราบอกว่า นี่กำลังจะไปหายาผีบอก โดยเข้าใจว่ามันช่วยได้ มันมาเกื้อกูล มาสนับสนุน

เห็นมั้ย เห็นความเนียนมั้ย เห็นความอ้างอิง แอบอิงอาศัยธรรมะที่ดูว่า...นี่ ใกล้ธรรมชาติ แล้วก็ใกล้ใจ แล้วก็เกี่ยวข้องกัน สนับสนุนกันได้ มีประโยชน์

เราถามว่า...แล้วด๊อกเตอร์ที่พูดน่ะมันตายมั้ย มันฮีลลิ่ง(บำบัด) ตัวมันเองจนไม่ตายได้มั้ย ...ธรรมโอสถนี่ มันช่วยอะไรอย่างนั้นไม่ได้หรอก 

ไม่ได้ช่วยแก้ไข ไม่ได้แก้อายุขัย ไม่ได้แก้ให้มันไม่เสื่อมปรักหักพัง ...แต่มันแก้อย่างเดียว มันเป็นยาแก้เกิด ...ไม่แก้ตาย ไม่แก้ความแปรปรวน แต่แก้เกิด

รักษาไปด้วยธรรมโอสถ ปฏิบัติไป กินยานี้ไป ยาขนานเอกของพระพุทธเจ้านี่...รักษาได้ถึงข้ามภพข้ามชาติ คือไม่มาเกิดอีกเลย ...แต่ตายแน่ เจ็บแน่ ป่วยแน่ เป็นธรรมดา...ท่านไม่สนใจหรอก

เราถามว่า...ถ้ากินยาผีบอก อาจจะดีนะ แข็งแรง ดูดี ไม่ค่อยมีทุกขเวทนาทางกาย ...แต่แก้เกิดไม่ได้นะ เดี๋ยวก็กลับมาเกิดอีกน่ะ เอาไหมล่ะ

เพราะนั้นอย่าได้ริอ่าน บังอาจ ไปหาอะไรออกนอกใจ หรือไปหาอะไรเข้ามาในใจ ...ไอ้ที่มีน่ะเอาออก ไอ้ที่จะเข้าก็ไม่ให้เข้า ...นี่เขาเรียกว่าเป็นนายทวาร

ด้วยศีลสติสมาธิปัญญา ถือว่าเป็นนายทวารบาล คอยเฝ้าไว้ ดูไว้ ..เอาออกอย่างเดียว เข้าไม่ให้เอา ...ได้ทำอย่างนี้มั้ย และทำกันเต็มกำลังความสามารถมั้ย 

หรือทำแบบล้อๆ เล่นๆ หนึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง ...แล้วมันจะสมกับเป็นนายทวารบาลมั้ยล่ะ ละทิ้งหน้าที่การงาน  มันก็เละเทะหมดน่ะ อะไรเข้า...อะไรออก...ก็ไม่รู้ 

มันออกมาตอนไหนก็ไม่รู้ มันเข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้ ...ไม่รู้อะไรเลย เพราะมันไม่มีนายทวารคอยดู ...ไม่รู้แล้วเป็นไงล่ะ ...ก็สงสัย...สงสัย แล้วก็ค้นหาๆ  

ก็บอกให้เป็นนายทวาร แล้วก็นั่งดู ยืนดู ปูเสื่อนอนดูก็ได้ ไม่ต้องไปค้นหา ...แล้วรู้เองน่ะ อะไรเข้าอะไรออก  ไอ้ที่ออกก็ควรออก ไอ้ที่เข้าก็ไม่ควรเข้า ...มันก็รู้ 

ใครจะมาจูง ใครจะมาให้ละทิ้งหน้าที่การงาน ...ไม่ไป กินเงินเดือนแล้วก็ได้รับบรรจุมาเป็นนายทวารบาลแล้วน่ะ จะมาละทิ้งหน้าที่ได้ยังไง

(ถามพระที่มาฟังอยู่ด้วย) ...จะไปสร้างบ้านอีกรึเปล่าล่ะ ...ไม่สร้างแล้วนะ ... เดี๋ยวก็ดับ เดี๋ยวก็สึกอีก ...เห็นมั้ยว่า มันเล่นไม่เลิก ถ้านายทวารละทิ้งหน้าที่น่ะ เดี๋ยวรู้กัน

นี่ ก็บอกว่า "ไม่เจอกันแล้วนะ" ...เพราะนั้น อย่าให้เสียโอกาส ในการชำระใจ ด้วยศีลสมาธิปัญญา ...อย่ามัวแต่ไปเล่นกับสภาวะจิต ...มันร้อน

เหมือนเด็กอมมือน่ะ มันไม่รู้จักหรอกว่าไฟ มันคิดว่าจะเอามาใช้ประโยชน์เกื้อกูลอะไรได้ ...มันร้อน อย่าไปแตะต้อง อย่าไปจับ อย่าไปสร้าง อย่าไปก่อ

อยู่เหมือนคนโง่ ด้วยจิตโง่ๆ ...เขาถึงบอกว่า ศิษย์โง่เรียนเซ็นไง  ต้องโง่นะ อย่ามาฉลาดเกินอาจารย์นะ ไม่รู้อะไรนะ รู้แค่ตรงนี้ ไม่มีอะไรตรงนี้ ...นี่โง่ รู้แบบโง่ๆ เลยน่ะ

รู้กับตัวเงียบๆ นี่...ไม่รู้อะไรหรอก ก็เป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้น่ะ เนี่ย อย่างนี้ รู้โง่ๆ ...ไม่ได้บอกว่านี่เป็นขา นี่เป็นแขน นี่เป็นตัว ขนเล็บฟันหนัง...ไม่รู้ แม้แต่ในชื่ออะไรในกายยังไม่ออกไปรู้เลย  

รู้แต่ว่าเนี่ยๆๆ (เสียงสัมผัสกาย) เป็นลักษณะอย่างหนึ่งอยู่ตรงนี้  นี่ รู้แบบโง่ๆ ...เห็นมั้ย ต้องโง่ อย่าไปรู้มาก แล้วจะเห็นว่า จริงๆ แล้วน่ะ กายน่ะมันเป็นปรมัตถ์ยังไง

แต่ถ้าจิตยังไม่เป็นปรมัตถ์ ไม่มีทางเข้าไปเห็นกายปรมัตถ์นะ ...มันว่านั่นว่านี่ ตินั่นพูดนี่ หมายนั่น จำได้ว่าเขาบอกว่า ต้องอย่างนั้น มันคืออันนี้ ...นั่นน่ะ มันเข้ามาปิดบังกายปรมัตถ์หมด 

เพราะนั้น อย่าไปว่า อย่าไปพูด อย่าไปหา อย่าไปสอด อย่าไปขุดค้น ขุดคุ้ย...ด้วยสัญญาอารมณ์ใด ความเชื่อทิฏฐิใดๆ ที่จดจำมา ที่คาดเดา ...รู้โง่ๆ ไม่ต้องว่าอะไร 

ก็อยู่เงียบๆ ไป ...เดินไปเดินมาเงียบๆ ทำงานทำการเงียบๆ ...ใจน่ะเงียบ แล้วก็ดู มันก็จะเห็น พึ่บพั่บๆๆ แค่นั้นแหละ นั่นแหละกายตามความเป็นจริง

ถ้ายังไม่เห็นกายตามความเป็นจริง แล้วยังไม่เชื่อว่ากายตามความเป็นจริงคืออะไร ...มันจะไม่เข้าไปเห็นกายในกาย

ถ้าไม่เห็นกายตามความเป็นจริง ...มันก็จะไม่เข้าไปเห็นจิต...ที่เรียกว่าจิตสักแต่ว่าจิต ธรรมสักแต่ว่าธรรม เวทนาสักแต่ว่าเวทนา

มันไม่เห็นเพราะอะไร เพราะมันพูดมาก...จิตน่ะ ปรุง หา ค้นธรรม ...ไม่เงียบ ไม่วิเวก ไม่รู้เฉยๆ ไม่รู้นิ่งๆ ไม่รู้ธรรมดา ไม่รู้แบบไม่มีความคิดความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ไม่รู้แบบคนโง่

มันรู้แบบอวดฉลาด ฉลาดจำ...สุตตะ ฉลาดคิด...จินตา ปรุงอยู่ตลอดในการรู้เห็นในสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า นั่นแหละ มันถึงไม่เห็นกายเป็นกาย ไม่เห็นจิตเป็นจิต ไม่เห็นธรรมเป็นธรรม ไม่เห็นเวทนาเป็นเวทนา

เพราะมันมาติดคิดติดปรุงนี่แหละ ติดสมมุติติดบัญญัติ ...มันไม่ข้าม  มันติดกับความเห็น ที่จดจำมา ได้ยินมา พวกนี้...มันทำให้ความจริงของกาย เวทนา จิต ธรรม หรือขันธ์ห้านี่คลาดเคลื่อน

"กายเป็นอย่างนี้หรือเปล่า หรือกายต้องเป็นอันนี้หรือเปล่า หรือกายต้องเป็นอสุภะ หรือเป็นสุภะ หรือกายจะต้องแตก หรือกายต้องเป็นดินน้ำไฟลม หรือกายจะต้องเป็นธาตุ หรือกายจะต้องหายไป"

เห็นมั้ย มันจะมีตัวเลือกเกิดขึ้นเยอะแยะทันที ...เพราะความเห็นนั่นแหละ เข้าไปจำแนก ด้วยการแส่ออกไปรู้

แต่ถ้ารู้เฉยๆ รู้ตรงๆ ก็จะเห็นกายตามความเป็นจริง...ที่ไม่มีคำพูด เงียบๆ เห็นกายเงียบๆ ในนั้นไม่มีภาษาว่ากายด้วย

เอาให้มันได้ต่อเนื่องไป ...ไม่ต้องทำงานอื่น ไม่ต้องไปหาความรู้อื่นเลย ไม่ต้องไปเข้าใจแจ้งอะไรหรอก เอาให้มันต่อเนื่องนี่แหละ เดี๋ยวมันจะกระจัดกระจายออกมาในส่วนของเวทนาจิตธรรมเอง

มองเป็นเรื่องเดียวหมด ไม่ได้แตกต่างกันในเรื่องของกาย ของเวทนา ของจิต ของธรรม ...มันก็จะถอดถอนความเป็นเราด้วยความเห็นนั้นออกไป

มันถึงจะถอนสักกายออก มันถึงจะถอนสีลัพพตะออก มันถึงจะถอนวิจิกิจฉาออก จากการที่หลงคิดหลงปรุง หลงกระทำกับมัน หลงค้นหลงหากับอะไรอยู่ ค้นคิดพิจารณาอะไรก็ตาม

เอามันจนแจ้ง นี่...ไม่ใช่ไปรู้จนสว่างคาตานะ  แต่เอาจนแจ้งว่ากายไม่ใช่กาย หากายไม่เจอในความหมายน่ะ ...นี่ มันเหลือกายเป็นแค่ก้อนอะไรอยู่กับรู้แค่นั้น 

ถึงจะเข้าใจได้ว่า มันไม่ใช่ของเรา ...ซึ่งถ้ามันยังมีชื่ออยู่ล่ะเป็นของเราแน่  ถ้ามันยังเป็นชาย ยังเป็นหญิงอยู่ ในความเห็นน่ะ...ก็ยังเป็นเราแน่ๆ

ก็เอาจนมองไม่เห็น...ว่ามันเป็นแขน เป็นขา เป็นหน้า เป็นหลัง เป็นผม เป็นตัว เป็นกาย เป็นมือ เป็นมือเท้าน่ะ...ไม่มีเลย ...นี่ เห็นกายตรงๆ


(ต่อแทร็ก 4/26)



  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น