วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/28 (3)


พระอาจารย์
4/28 (540607B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 มิถุนายน 2554
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/28  ช่วง 2

โยม –  อย่างสมมุติบางทีเราห่วงครอบครัว เราห่วงคนใกล้ชิดอย่างนี้น่ะค่ะ บางทีเราก็ อื้อ กลัวเขาจะไปตกนรกอย่างนี้ ใจมันก็แบบเป็นห่วงว่า ..เอ เราควรจะช่วยเขามากกว่านี้ หรือเราจะทำยังไงดี อะไรอย่างนี้น่ะค่ะ ควรจะวางใจยังไง 

คือพอดีศิษย์เคยได้ไปอ่านหนังสือของหลวงพ่อเพียร แล้วท่านก็บอกว่า จะไปห่วงใคร ก็คือไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมาย ไม่ต้องไปห่วง...ทำไมถึงไม่ต้องไปห่วงล่ะคะ ก็อย่างสมมุติถ้าเราจะช่วยเขานี่ มันจะไม่เกิดประโยชน์เลยหรือคะ  

พระอาจารย์ –  เตี้ยอุ้มค่อม  


โยม –  (หัวเราะ)

พระอาจารย์ –  เวลาสมมุติคนว่ายน้ำไม่เป็น แล้วก็มีอีกคนนึงว่ายน้ำไม่เป็น สงสาร เขาเป็นแม่เป็นพ่อ ต่างคนต่างว่ายน้ำไม่เป็น ช่วยกัน ... ตายทั้งคู่

ว่ายน้ำเป็นก่อน ...ว่ายน้ำเป็นรึยัง ต้องถามก่อน ...เป็นป่าว  


โยม –  ยังค่ะ  

พระอาจารย์ –  ถ้ายัง ก็อย่าริอ่านเกินกำลัง นี่...แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปฏิเสธ  


โยม –  แล้วแค่ไหนที่จะพอดีล่ะคะ

พระอาจารย์ –  ละที่ใจ แล้วรู้เอง ...ละความคิด ละความปรุง ละความอยาก ละความหวังดี   


โยม  เนี่ยค่ะ ยากมากเลย

โยมอีกคน –  คือมันหน้าที่ลูกอย่างนึง ที่ว่าจะต้องพาพ่อแม่ไป

พระอาจารย์ –  ก็ทำไปสิ ...แล้วมันจะรู้เอง เวลานั้นน่ะ ว่าควรทำยังไงแค่ไหน


โยม –  ทำได้แค่ไหนแค่นั้น 

พระอาจารย์ –  เออ เมื่อเหตุปัจจัยมาถึงขณะนั้น...ก็ทำ เชื่อสิ 


โยม –  ถ้ามีเหตุสมควรทำก็ทำ  

พระอาจารย์ –  เออ แล้วเดี๋ยวก็รู้เองน่ะ ...แต่ว่าถ้านั่งอยู่อย่างนี้แล้วก็คิดไปน้อมไป อย่างนี้ละออกซะ ไม่มีประโยชน์

ให้ถึงเวลาแม่มานั่งอยู่ตรงนี้แล้วลุกไม่ขึ้น แล้วค่อยพยุง...เออ ทำไปเถอะ อันนี้ไม่ต้องห่วงน่ะ มันต้องทำ มันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องทำอย่างนี้ ...เข้าใจรึยังว่าตามเหตุปัจจัยในปัจจุบันนั้น เป็นตัววัด

แต่ตอนนี้แม่ไม่อยู่ใช่มั้ย ผัวก็ไม่อยู่ พี่น้องก็ไม่มี อย่างนี้ ไม่ต้องไปห่วง ...ละเลย และไม่ต้องไปเตรียมการว่าจะช่วยยังไงข้างหน้า ไม่ต้องเตรียม  
 

โยม  มันชอบไปเตรียมไว้  

พระอาจารย์ –  นั่นมันเป็นแค่ความปรุง อันนี้คือที่หลวงพ่อเพียรท่านพูด...คือให้ละห่วงนี้

แต่ไม่ใช่ว่าเจอหน้ากันปัจจุบันนั้นแล้วเขากำลังหกล้ม แล้วเราวางเฉยว่าเรื่องของเขา อย่างนั้นไม่ใช่ ...ก็มีเหตุเขาเดือดร้อนอะไร เราก็ดูก็ช่วย แล้วก็ดูใจพร้อมกันไป จบก็จบ ได้ก็ได้ ตามกำลังอย่างนี้

แต่มานั่งคร่ำครวญ พิรี้พิไร  เข้าใจคำว่าพิรี้พิไรไหม เยิ่นเย้อ ยืดเยื้อ ห่วงข้ามชาติ ห่วงแม้กระทั่งเราตายแล้วเขาจะอยู่ยังไง อะไรอย่างนี้ ...เห็นมั้ย มันห่วงข้ามชาติข้ามภพเลย มันไม่จบ ไอ้อย่างนี้ถึงว่าพากันจมน้ำตาย

จนว่ายน้ำเป็น แล้วจะเข้าใจเอง...ว่าจะช่วยยังไง แล้วจะสงเคราะห์ยังไง ที่เรียกว่าเป็นการสงเคราะห์ในธรรม ตามธรรม แล้วก็เพื่อธรรม ไม่ใช่เพื่อความสุขในโลก ...สงเคราะห์แบบทีเดียวสำเร็จ


โยม –  แล้วอย่างสมมุติว่าถ้าเรามาปฏิบัติธรรมอย่างนี้น่ะค่ะ แล้วเรามีอานิสงส์ผลบุญอย่างนี้ แล้วเราแผ่เมตตาให้ หรือแบบอุทิศส่วนกุศลให้ใครอย่างนี้ค่ะ จะช่วยเขาได้ไหมคะ  

พระอาจารย์ –  ไม่ได้ ไม่ต้องแผ่    


โยม –  ไม่ถึงหรือคะ 

พระอาจารย์ –  ไม่รู้ ไม่สน


โยม –  ไม่เกี่ยวกันเลยหรือคะ   

พระอาจารย์ –  ไม่เอาอะไร ...อยู่ที่เดียวเท่านั้น  


โยม –  (หัวเราะ) ไม่ต้องแผ่ด้วยหรือคะ

พระอาจารย์ –  อยากได้มาเอาเอง  


โยม  เนี่ยค่ะ พระอาจารย์ ตัวนี้ที่หนูสงสัยค่ะว่าเราควรจะยังไงดี เราควรจะ...  

พระอาจารย์ –  อยู่เฉยๆ    


โยม –  ไม่ต้องแผ่เลยนะคะ  

พระอาจารย์ –  ไม่แผ่ ...อย่าไปกลัว     


โยม –  ก็ไอ้นี่ล่ะค่ะความเป็นห่วงที่เราเป็นห่วง ไอ้ตัวนี้ล่ะค่ะ  อ๋อ ไม่ต้องแผ่ โอเคค่ะ

พระอาจารย์ –  ไอ้ห่วงพวกนี้คือความปรุงแค่นั้นเองนะ ...เป็นความอยาก เข้าใจความอยากมั้ย มันเป็นเรื่องของความอยาก

รู้อยู่ตรงนี้ แสงสว่างนี่ ต้องไปแจกใครมั้ย ...สมมุติว่าตัวเรามีเทียนอยู่เล่มนึงนี่ กูจะแจกแสงสว่างให้มึง...ต้องแจกมั้ย ...อยากเห็นหน้าตาตัวเองชัดๆ เข้ามาเด่ะ เข้าใจมั้ย

เอ้า ถ้าแสงสว่างมาก อยู่ไกล มึงไม่ต้องเข้ามาใกล้ มึงก็เห็นทางแล้ว ก็จะได้ ...เข้าใจไหม คำว่าใจที่สว่างแล้วน่ะ ตรงนั้นน่ะคือเมตตาในตัวอยู่แล้ว มันเป็นการส่งอำนาจของเมตตาญาณอยู่แล้ว เข้าใจไหม 

นี่เป็นเมตตาเจโตวิมุติ เมตตาโดยสภาวะอยู่แล้ว ความสว่างนี่ ...เพราะนั้นน่ะ ไม่ใช่ว่าเราต้องเอาแสงสว่างไปแจกให้ใคร...ได้ยังไง ...แต่เราทำหน้าที่อย่างเดียว คือทำให้มันสว่างขึ้น

เพราะนั้นจิตของพระอรหันต์ หรือจิตของพระพุทธเจ้า...ที่เป็นธรรมชาติของใจแล้วนี่ สว่างท่านไม่มีประมาณ ...มานั่งใกล้นี่ ท่านไม่มีเจตนาจะแผ่เผ่ออะไรให้ใครเลย เอาดิ เย็นเองน่ะ ...ด่าด้วย แต่เย็นน่ะ

เห็นมั้ย ไปฟังอาจารย์มหาบัวด่า ยิ้มแป้นกันหมด อยากให้ท่านด่า เอาดิ มันต่างกัน ...เพราะนั้นท่านไม่ได้มีเจตนาจะเมตตาเลยนะ ไม่ได้จะสงเคราะห์ใครโดยความอยากหรือไม่อยาก

แต่โดยธรรมชาติของใจที่เป็นอัปปมาโนพุทโธ อัปปมาโนธัมโม อัปปมาโนสังโฆ คือไม่มีประมาณ ใจดวงนั้นไม่มีประมาณ คือความสว่าง ความบริสุทธิ์ มันเจิดจ้า


โยม  คือไม่ต้องแผ่ก็ถึงโดยอัตโนมัติ 

พระอาจารย์ –  มันถึง-ไม่ถึง แล้วแต่ไอ้คนรับ    


โยม –  เกี่ยวกับคนรับด้วย ว่าเขาจะรับหรือไม่รับ

พระอาจารย์ –  เออ บางทีมันหนีก็มี เอาดิ ...เพราะนั้นไอ้การที่จะไปหยิบยื่นให้นี่มันเป็นแค่สมมุติ คิดเอา เขาเล่าว่า เจ้ากรรมนายเวร หรือว่าผีสางคางแดงอะไรก็ตาม ไม่สน เรื่องของกู ไม่ใช่เรื่องของมึง 


โยม –  แล้วที่เขามาขอส่วนบุญเราอย่างนี้ล่ะคะ 

พระอาจารย์ –  มันก็มาขอ...ธรรมดาของมันน่ะ ...เคยเห็นรึเปล่า   


โยม  ไม่ค่ะ  ยังค่ะ

พระอาจารย์ –  นี่ ต้องถามก่อนว่าเคยเห็นรึเปล่า หรือว่าเชื่อเอาว่า ...เพราะนั้นน่ะ ตั้งใจไว้เป็นกลาง ที่เดียว ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องไปสนใจเลยว่าเขาจะได้ เขาจะไป เขาจะมา หรืออะไร

เราตั้งมั่นอยู่ที่ใจที่เดียว บอกให้เลย แค่นั้นเอง ไม่ได้เพื่ออะไร เพื่อใคร ไม่ได้เพื่อประโยชน์อะไรเลย  เนี่ยคือเมตตาอัปปมัญญา ไม่ใช่เมตตาด้วยเจตนา ...เพราะนั้นเมตตาด้วยเจตนายังเจือด้วยราคะ


โยม –  เป็นกิเลส เพราะยังเป็นห่วง   

พระอาจารย์ –  เป็นเมตตาที่ยังมีห่วงโซ่คล้องผูกพันกันอยู่ 

แต่เมตตาที่ใจ ตั้งลงที่ใจที่เดียว ดูเหมือนไม่เมตตาใครเลย นั่นจึงเรียกว่าเป็นเมตตาอัปปมาโน หรือเมตตาอัปปมัญญา ...ครูบาอาจารย์ถึงพูดบ่อยๆ ว่าให้เมตตาตน คือเมตตาตัวเอง   


โยม –  ทำตัวเองให้ดีก่อน  

พระอาจารย์ –  อยู่ที่ใจนี่แหละ ...อยู่ที่ใจนี่ เขาได้เอง เชื่อสิ   


โยม  จิตมันก็จะส่งถึงกัน    

พระอาจารย์ –  ใช่ มันจะรับรู้ได้เลย เมื่อเราไม่โกรธใครนี่ เขาก็รู้ได้ว่าคนนี้ดี ใช่ไหม ...แต่ถ้าแกล้งทำไม่โกรธภายนอก แต่ใจด่าเขานี่ เขาก็รู้อยู่ว่าข้างในมันแอบซ่อนมีดอยู่ อย่างนี้ มันจะรับรู้กันได้ ใจมันถึงใจอยู่แล้ว

แต่จะเอามาเป็นชิ้นเป็นอันอย่างที่ว่า ทำเป็นกระบวนการหรือวิธีการน่ะ มันเป็นอุบาย เพื่อละความคิดที่เป็นอกุศล ...อย่ามาติดอุบาย แล้วก็ไปสร้างอุบายใหม่ให้ติดอุบายใหม่อีก

ละอุบายเก่าก็มาติดอุบายใหม่ ละบาปก็มาติดบุญ ละอกุศลก็มาติดกุศล  เดี๋ยวต่อไปนะ ละอกุศล ละกุศล แล้วก็มาติดอัพยากฤต   


โยม –  คืออะไรน่ะคะ   

พระอาจารย์ –  กลางๆ ... มันยังมีให้ติดอีก พอละออกจากกลางๆ ก็มาติดความว่างอีก เอ้า มันมีให้ติดไปทุกที่น่ะ บอกให้เลย จนไม่เหลืออะไรให้ติด นั่นแหละ เขาเรียกว่าสะเด็ดน้ำ หมดจด

ไม่เหลืออะไร ไม่สงสัยอะไรทั้งสิ้น ไม่มีอะไรในนี้ที่จะเข้าไปแช่อยู่กับมัน หรืออาศัยมันเป็นที่พึ่ง หรืออาศัยมันเป็นประโยชน์ เป็นสาระ

เห็นมั้ย โยมยังเห็นว่าอันนี้เป็นสาระ ...โยมยังเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสาระ อันนี้ควร อันนี้ไม่ควร

จนไม่มีอะไรไม่ควรหรือไม่มีอะไรควรน่ะ นั่นแหละ หมดสิ้นสงสัย ถอนออกหมดๆ ...เมื่อนั้นแหละ อัปปมาโนพุทโธ ไม่มีประมาณ


(ต่อแทร็ก 4/29)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น