วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/29 (2)


พระอาจารย์
4/29 (540607C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/29  ช่วง 1

โยม –  พระอาจารย์คะ พอเป็นอย่างนั้น ไอ้การที่มันเงียบลงเรื่อยๆ นี่ มันจะเงียบไปเรื่อยๆ เงียบไปเรื่อยๆ เหรอคะ 

พระอาจารย์ –  เงียบไปเรื่อยๆ   


โยม  แต่พอเงียบเรื่อยๆ มันเริ่มเห็นบางอย่าง เช่น ไอ้ลมหายใจเข้าออกปกติ มันรู้สึกมันทุกข์ทั้งเข้ามันทุกข์ทั้งออก  

พระอาจารย์ –  มันเห็นปรากฏยังไงก็ดูมันไป รู้มันไป  


โยม –  ดูมันไปในความเงียบนั้น  

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์  มันปรากฏ...ธรรมปรากฏยังไง แสดงอาการอะไรขึ้นมา เกิดความรู้เป็นปัจจัตตังอะไรของมันขึ้นมา ...ก็รู้อย่างเดียว ให้รู้ไป ตามรู้อาการมันไป

ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องไปอุทธัจจะฟุ้งซ่านรำคาญอะไร ...เนี่ย ธรรมเขาแสดงเอง ธรรมเขาสอนเอง มันเกิดขึ้นมานั่นแหละโดยธรรม เป็นธรรมเขาแสดง เขาก็แสดงธรรมคือความเป็นจริงนั่นแหละ

ไม่ต้องไปขุดค้น ค้นหาเลย ...ให้มันตัดให้สั้นที่สุด แล้วก็ลง..จำเพาะลงแค่รู้กับปัจจุบันธรรม ...เพราะนั้นถือว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นปัจจุบันธรรมหมด จะดี-ร้าย ถูก-ผิด จะใช่-ไม่ใช่ จะควร-ไม่ควร...ไม่สน

ไม่สนตามสมมุติโลก ตามสัญญาอารมณ์ ตามความเชื่อความเห็นของคนอื่นหรือของเราเอง หรือตามตำราตามอาจารย์...ไม่ตาม ...เอาตามที่มันปรากฏอันนั้น ดูมันไป ...เนี่ย ไม่ถูกหลอก   


โยม –  อย่างที่เกิดๆ ดับๆ นี่น่ะค่ะ บางทีมันก็จะเสียดายไอ้อะไรที่มันดีๆ อย่างนี้ค่ะ  

พระอาจารย์ –  อือๆ  


โยม  อย่างสมมุติบางที แบบเวลาจิตมีปีติอย่างนี้ค่ะ เราควรจะรีบละไวๆ ไหมคะ  

พระอาจารย์ –  บอกว่าไม่ได้รีบอะไร ก็ให้แค่รู้ ...รู้ทันเมื่อมันจะเข้าไปยินดี เมื่อจะยินดีกับปีติ ...ไม่ได้ห้ามปีติ แต่ห้ามไปยินดีกับปีติ เข้าใจมั้ย


โยม –  มันชอบไปยินดี   

พระอาจารย์ –  เออ ก็บอกแล้ว นี่คือความว่า ถ้าสติอ่อน ปัญญาอ่อน สมาธิอ่อน ไม่ตั้งมั่นดี ไม่รู้ดีพอ ...มันก็จะไหลคล้อยออกไป  คล้อยออกจากรู้..ก็จะเข้าไปยินดี คล้อยออกจากรู้..ก็จะเข้าไปยินร้าย

เพราะนั้นสติก็เท่าทันอีก พอเริ่มยินดีก็ทัน เริ่มยินร้ายก็ทัน ...อย่าเบื่อๆ แล้วพอไม่ทันแล้วเราก็จะไปโทษว่าทำไมถึงต้องมีปีติ เราก็จะไปดับปีติอีก

ไม่ได้ไปดับตรงนั้น เข้าใจมั้ย ไม่ได้ไปดับอาการ ...ก็ช่างอาการ  จะปีติก็ปีติขึ้นมา ก็ช่างมัน ...ก็เป็นปีติเฉยๆ ไม่ได้รึไง ...เอ้า หรือว่าฟุ้งซ่านก็ฟุ้งซ่าน ก็ช่างหัวมัน  ฟุ้งซ่านเฉยๆ ไม่ได้รึไง ทำไมต้องเดือดร้อน 

หรือสงบ...ก็สงบไปสิ มันไม่เห็นจะต้องรักษาหรืออะไรมัน ก็สงบเฉยๆ ไป ...เออ พอเรารู้อย่างนี้ เวลาสงบหายไป ก็เฉยๆ ก็รู้เฉยๆ  พอสงบมากขึ้นก็รู้เฉยๆ ไม่ได้กระดี๊กระด๊าขึ้นมาภายใน 

หรือว่าเมื่อเริ่มไปฟุ้งซ่านก็เห็นความฟุ้งซ่านเฉยๆ ...เห็นมั้ย รู้เฉยๆ มันตั้งมั่น อย่างนี้เรียกว่าจิตตั้งมั่นแล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่รู้...อยู่ที่ใจ 

นี่เขาเรียกว่าสมาธิ ก็เริ่มหนักแน่นขึ้นภายใน ...ไม่ใช่ว่ามากขึ้นนะ แต่มันตั้งมั่นอยู่ที่รู้มากขึ้น

คราวนี้อะไรๆ มันก็แค่ อือ สักแต่ว่ารู้ไป เกิดก็...เฉยๆ  ตั้งอยู่ก็...เฉยๆ  ดับไปก็...เฉยๆ ...แล้วก็จะเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเฉยๆ ...นี่ มันก็เรียนรู้ไตรลักษณ์ เป็นธรรมดา

มันก็เริ่มมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา มันก็รู้แบบเกิดขึ้นก็เป็นธรรมดา ตั้งอยู่ก็เป็นธรรมดา ดับไปก็เป็นธรรมดา ...เกิดใหม่ก็เป็นธรรมดา มากขึ้นก็เป็นธรรมดา ไม่หายก็เป็นธรรมดา ไม่ดับก็เป็นธรรมดา

ไอ้พวกเรานี่ อะไรที่ชอบ...พอเกิดก็ดีใจ พอดับก็เสียใจ พอไม่เกิดก็อยากให้เกิด อะไรอย่างนี้ ...พอไม่ชอบก็ไม่อยากให้เกิด มันเกิดแล้วมากขึ้น ไม่ยอมหาย ก็รับไม่ได้ เห็นมั้ย ไม่ธรรมดา เพราะยินดียินร้าย

เพราะนั้นกระบวนการขั้นละเอียด กระบวนการในใจนี่ มันจะยังเห็นไม่ชัดหรอก ...แล้วก็รู้อย่างที่เราพูดนี่ มันก็ยังไม่ชัดเจนอย่างนั้นหรอก 

ฟังน่ะฟังได้ แต่อย่าไปทำจิตอย่างนั้น ...ให้รู้กายไปก่อน รู้ตัวอยู่กับกายมากๆ มากๆ  แล้วมันจะเข้าไปแจ้ง แยบคาย ชัดเจน ในอาการทางนามอย่างที่เราพูดเมื่อกี้

แต่เบื้องต้นต้องรู้กาย นั่ง..รู้ ยืน..รู้ เดิน..รู้ ...ไม่เอาอะไร ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย ไม่ต้องไปดูจิต ไม่ต้องไปดูสภาวะ ไม่ต้องสงบ ไม่ต้องไปหวังความสงบ-ไม่สงบ

รู้ว่าเดี๋ยวนี้กำลังทำอะไร กายอันนี้มันอยู่ในท่าไหน แล้วก็รู้ไปตรงๆ ด้วยความรู้สึก ...ขยับหงึกๆๆ ก็ให้เห็นความหงึกๆๆ อย่างนี้ ไม่ต้องพูด พอพูดก็รู้อีก

ให้ดูเฉยๆ เห็นกายมันเฉยๆ มันไม่มีปากมีเสียงหรอก กายน่ะ ...ไม่มีมือไม่มีตีนด้วย ดูไปดูมา เอ้า ไม่มีมือไม่มีตีนแล้ว หามือหาตีนไม่เจอ หาผมหาขนไม่เจอ

มีแต่อะไรไม่รู้ ที่ดูเหมือนขนแต่ไม่เรียกว่าขน ...นี่ มันเริ่มเข้าไปสลายสมมุติบัญญัติ การเข้าไปให้ค่าตามบัญญัติ ...จากนั้นไปมันจะเริ่มเห็นว่า ไม่มีว่าสวยว่าไม่สวยแล้ว

เห็นมั้ยว่าในลักษณะที่รู้กายลงไปตรงๆ ในกายปรมัตถ์หรือกายอนัตตานี่ มันไม่จำเป็นจะต้องไปลบสุภะสัญญา...โดยเอาอสุภะสัญญา ไปลบสุภะสัญญา

อย่างการพิจารณาอสุภะในกรรมฐาน ที่จะต้องไปพิจารณาให้เห็นซากศพ หรือพิจารณาให้เห็นดินน้ำไฟลม จนแตกดับสลายไปเป็นธาตุ หายว่าง ใช่มั้ย

แต่ถ้าดูไปตรงๆ นี่ มันไม่มีอะไรในนั้นเลย ...สังเกตไป แยบคายลงที่ตัวเฉยๆ ด้วยการรู้เงียบๆ รู้เฉยๆ ...มันจะเป็นยังไงก็ช่าง มันจะไหว มันจะมาก มันจะปวด มันจะเมื่อย

หรือมันจะกังวล มันจะร้อน มันจะเบา มันจะตึง มันจะอ่อน มันจะแข็ง ยังไง ...ดูมันไป รู้มันไป แล้วจะเห็นว่าเขาไม่ได้ว่าอะไรสักอย่าง เขาก็เป็นไปตามธรรม

เข้าใจคำว่า เป็นไปตามธรรม มั้ย เป็นไปตามธรรมที่มันมากระทบกัน ก็ปรากฏเป็นธรรมขึ้นมา เช่นกายมันไปกระทบสิ่งแวดล้อม...ก็เป็นไปตามธรรม ที่มีแดดมากระทบมัน...ก็ร้อน มันก็เป็นไปตามธรรม

พอแดดอ่อนไป หรือเข้าไปอยู่ในที่ร่มปุ๊บ มันก็เป็นไปตามธรรม...ก็เย็นลง เห็นมั้ย มันก็เห็นกายเป็นไปตามธรรม ...เนี่ย เห็นกายแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย

ดูไปดูมา ก็จะหากายไม่เจอ หาความเป็นกายจริงๆ ไม่มี ... เพราะมัน...เดี๋ยวก็เย็น เดี๋ยวก็อุ่น เดี๋ยวก็แข็ง เดี๋ยวก็ตึง เดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวก็ขยับ เดี๋ยวก็นิ่ง

เห็นมั้ย มันเป็นไปตามธรรมที่มาประกอบมันหรือว่าปรุงแต่งกับมันโดยผัสสะ ...หลับตาสิ หลับตาก็มองไม่เห็นกายแล้ว ในภาพ ใช่ป่าว มันเหลือกายตามความรู้สึกเท่านั้น

เห็นมั้ย กายเหลือแค่กายเวทนา ใช่มั้ย ...เพราะนั้นถ้าเห็นรูปขึ้นมา เห็นว่าตัวเรากำลังนั่ง นั่นคือภาพนิมิต คือรูปนิมิต เห็นมั้ย คำว่ารูปภพ ...นั่นล่ะรูปภพ

แต่ไอ้ตอนที่เห็นตอนลืมตาดูแล้วเราไปจับไขว่คว้าหา นี่เรียกว่ากามภพ คือไปเชื่อตามผัสสะที่เห็นว่าจริง มันก็ติดอยู่แค่นี้ ...พอหลับตาก็ติดในรูปภพ ลืมตาก็ติดในโลก กามโลก กามภพ

ดูไปอย่างนี้เดี๋ยวมันจะแยกเองว่าใจอยู่ตรงไหน กายอยู่ตรงไหน ว่ามันเป็นคนละส่วนกันยังไง ...พอมันจะเริ่มคิด พอเริ่มจะหาเหตุหาผล พอเริ่มจะไปหาธรรมใหม่ที่มันดีกว่านั้น...ให้รู้ทัน 

แล้วไม่เอา อย่าไปสนใจมันๆ ...กลับมารู้กายไว้ โง่เข้าไว้ รู้กายอย่างนี้ ขยับอีกแล้ว ไหวอีกแล้ว ร้อนอีกแล้ว อุ่นอีกแล้ว กลับมาดูตรงนี้ สอดส่องอยู่อย่างนี้

ไม่มีอะไร อยู่เฉยๆ นั่งอยู่คนเดียวก็อย่าเพลินอย่าเผลอ อย่าลอย อย่าให้ลอยหายไปถึงบ้าน ถึงเพื่อน ถึงครอบครัว อะไรอย่างนี้ ..กลับมาดูว่า หัวจรดตีนมีอะไรอยู่

ดูความรู้สึกตั้งแต่หัวลงไปถึงเท้า ตั้งแต่เท้าขึ้นมาบนหัว ดูความรู้สึกทางกายไป ไม่ต้องคิดนะ ดู รู้...ว่ามันตึงมั้ย อุ่นมั้ย ก้นมันตึงมั้ย มีน้ำหนักถ่วงตรงไหน หนักมั้ย  

มันปรากฏตรงไหน หนัก เบา ไหว เคลื่อน ก็ดูตรงนั้นไป ไล่ขึ้นไล่ลง ...เนี่ย เขาเรียกว่าพิจารณากาย เข้าใจรึยัง ว่าการพิจารณากายโดยสติสัมปชัญญะ โดยกายานุสติปัฏฐาน

เพราะนั้นในลักษณะที่เจริญสติที่เป็นกายานุสติปัฏฐาน ด้วยสติพิจารณากายนี่ จะเกิดวิปัสสนาพร้อมกัน ...ไม่ใช่ต้องไปพิจารณาเป็นซากศพอสุภะก่อนจึงจะเกิดปัญญา  อันนั้นเป็นอีกแบบหนึ่ง

แต่ลักษณะที่เรารู้ไปตรงๆ โดยไม่มีคำพูด ดูความรู้สึกแล้วก็รู้ว่ามีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น ตรงๆ นี่เรียกว่ากายานุสติปัฏฐาน เป็นกายานุปัสสนาอย่างหนึ่ง

แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เห็นจิตหรอก แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าใจเรื่องของอารมณ์ ...เดี๋ยวมันจะกระจายออกไปหมด แค่เนี้ย เอาแค่รู้กายกับใจ พอแล้ว

และไอ้ที่วูบวาบๆ นี่ ต่อไปก็จะเห็นแค่อาการความคิด ความปรุง เป็นแค่วูบๆ วาบๆ แค่นั้นเอง ...ถึงมันจะฟุ้งซ่าน กังวล รำคาญอะไรอยู่ ถึงแม้เรากำลังรู้ตัว แล้วมันมีอาการนี้ตกค้างอยู่

เข้าใจคำว่ามันตกค้างอยู่มั้ย มันเศร้า มันขุ่น มันกังวล มันกลัว ...ช่างหัวมัน อย่าไปสนใจมันนะ  เหมือนกับไม่รู้ไม่ชี้ จะรู้กายอย่างเดียว จะดูกาย

แล้วก็อยู่ในอิริยาบถปกตินี่แหละ ไม่ใช่ต้องไปนั่งตั้งหน้าตั้งตาเอาจริงเอาจังอะไร สบายๆ  ดูกายรู้กายสบายๆ ก็ง่ายๆ อย่างนี้ ...พอเริ่มเครียดแล้วเลิกทำเลย บอกให้


โยม –  ไม่ใช่แล้วใช่ไหมคะ  

พระอาจารย์ –  เออ อย่าไปทำต่อ ไปเดินเล่นซะ ไปเดินชมนกชมไม้ เดินปล่อยจิตสบายๆ ไป ง่ายๆ เลย  ...พอเริ่มตึงเริ่มเครียดแล้ว ให้รู้ไว้เลยว่าหยุดเลย ไม่ทำแล้ว 

เพราะมันเริ่มเขม็งเกลียวขึ้นมาด้วยความอยากแล้ว คืออาการมันจะเข้าไปเพ่ง เอาจริงเอาจังแล้ว พอเริ่มเอาจริงเอาจังปั๊บ มันเสียหายหมด ...ก็เคร่งแล้ว ชื่อก็บอกแล้วว่าเคร่ง เคร่งก็ตึง ตึงก็สุดโต่งน่ะแหละ


(ต่อแทร็ก 4/30)



  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น