วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/26 (1)


พระอาจารย์
4/26 (540604B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
4 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ – นี่บวช บวชใช่มั้ย ...เวลาเข้าไปโบสถ์ อุปัชฌาย์เพิ่นจะสอนกรรมฐานให้ใช่รึเปล่า กรรมฐาน ๕ ...เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ใช่มั้ย

นี่ถ้าอุปัชฌาย์นี่ไม่บอกกรรมฐาน ๕ ให้กับกุลบุตรที่บวช หรือว่าสัทธิวิหาริก...นี่ พระพุทธเจ้าท่านปรับอาบัติ ท่านปรับอาบัติอุปัชฌาย์

ทำไมท่านว่าจำเป็นต้องให้กรรมฐาน ๕ ก่อน เป็นเครื่องภาวนา เป็นเครื่องบอกทางเลย...สำคัญ สำคัญที่สุด ขาดไม่ได้ กรรมฐาน ๕ ผมขนเล็บฟันหนัง...คืออะไร คือกายทั้งหมดนี่แหละที่เราเห็นกันนี่ ใช่มั้ย

เพราะนั้น ท่านให้เข้าไปพิจารณากรรมฐาน ๕  ตั้งแต่วันแรกที่บวชเลย เห็นป่าว ท่านให้ความสำคัญกับการรู้กายเห็นกายยังไง คือตั้งแต่ว่า...ไม่สอนไม่ได้นะ

แต่ในความหมายของพวกเรา เรามักจะไปเข้าใจว่าจะต้องมาพิจารณาผมขนเล็บฟันหนัง แล้วให้เกิดเป็นนิมิต ว่านี่ผม แล้วมันไม่สวยยังไง มันหงอก มันดับ มันแตก

พวกเราก็จะไปเข้าใจเป็นอนุสติของกรรมฐานไปเลย แต่ในความหมายจริงๆ น่ะ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจนี่ คือความหมายของ ขาสอง แขนสอง ศีรษะหนึ่ง

คือที่เราเห็นกันอยู่นี่ มันเห็นแค่เนี้ย...คือกายของตัวเองนี้ ท่านบอกให้พิจารณากายในลักษณะที่รู้เห็นดูมัน ไม่ขาดสาย ...เอาเป็นกรรมฐานหลัก คือต้องอยู่กับตัวนี้ แค่เนี้ย

แล้วเวลาท่านสอนนะ ท่านสอนว่าเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ...ท่านไม่ได้บอกเลยว่าให้ทำยังไง เข้าใจมั้ย ไม่ได้บอกเลยว่าต้องไปหลับตาเพ่งดูนะ

แต่บอกว่าให้ดู ให้ปฏิบัติในกรรมฐานนี้แหละ คือปฏิบัติอยู่ในกายก้อนนี้แหละ ...แล้วบอก จากนี้ไป ไปเลย เข้าป่าก็เข้าไปสิ ไปอยู่ในเมืองก็ไปสิ  ท่านไม่ได้ห้ามนะ ....ถือว่าบอกกรรมฐานให้แล้ว

คือพูดเรื่องรวมทั้งหมด นี่...ถ้าถือเอากรรมฐาน ๕ นี้ ตั้งแต่วันบวชแรก  แล้วไม่ทิ้งกรรมฐาน ๕ เลยนะ ...ป่านนี้มันสำเร็จกันไปสิบรอบแล้วมั้ง

ทำไมมันมาค้างอย่างนี้ล่ะ ฮึ  มันไปค้างอยู่ตรงไหน หือ ...ไปค้างกับแฟนที่ยังหาตัวไม่เจอรึเปล่า หรือไปค้างอยู่กับบ้าน หรือไปค้างอยู่กับงานในวัด

หรือว่ามันไปค้างอยู่กับเรื่องสัตว์บุคคล หรือไปค้างอยู่กับอารมณ์ของคนรอบข้าง หรือไปค้างอยู่กับความเห็นของฝ่ายปฏิบัติหรือฝ่ายไม่ปฏิบัติกันล่ะ

ถ้าอยู่กับกรรมฐาน ๕ แล้วนี่...อู้ย ไป-กลับๆ สิบรอบแล้วมั้ง ไปนิพพานแล้วก็กลับมาๆ ยังได้เลย บอกให้เลย 

นี่ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าบอกฝากผ่านอุปัชฌาย์มาแล้ว อย่าทิ้งกรรมฐาน ๕ นะ ...ขนาดว่าพูดเสร็จบอกว่า อยากไปไหนก็ไป รุกขมูลก็ไป จะไปอยู่คนเดียวก็ไป

คือเรื่องของกายทั้งหมดนี่...ให้รู้  อย่าให้ทิ้งกายๆ เอากายนี้เป็นกรรมฐาน ...กายคือก้อนนี้ ก้อนเนื้อ ก้อนธาตุ ก้อนดิน ก้อนเลือด ก้อนหนอง ก้อนแข็ง ก้อนอุ่น ก้อนเย็น ก้อนร้อน ก้อนปวด ก้อนเมื่อยนี่

พิจารณามันลงไปโดยสติ ไม่ใช่พิจารณาด้วยจินตาอย่างเดียว ...แรกๆ อาจจะต้องน้อมด้วยการที่คิดว่า...เฮ้ย ลืมไปรึเปล่า กายกำลังทำอะไร เออ กำลังเดิน กำลังนั่งรึเปล่า...ดูสิ 

นี่ด้วยสติ ด้วยจินตา ด้วยสุตตะ ด้วยสมมุติ ก็ว่ากันไป ...แล้วจากนั้นไปก็แค่รู้เฉยๆ แล้วก็ดู เห็น มันเริ่มจำแนกแยบคายลงไปในกายแล้ว...เอ๊อะ ไหน มันเดินตรงไหนวะ อะไรมันเดินวะ หือ 

มันเดินหรือ มันนั่งหรือ ...เอ๊ะ แต่ก่อนบอกว่ารู้ว่านั่ง อะไรนั่งวะ ...นี่มันจำแนกเข้าไป แยบคายกับกายลงไป ...หานั่งไม่เจอแล้ว หากายนั่งไม่เจอแล้ว

เนี่ย มันไปค้างอยู่ที่ไหนกันน่ะ มันมัวไปส่องหาเลขที่ไหนอยู่...ใจอันนี้ ...ไปส่องอดีต-อนาคต หรือจิตใจคนอื่นทำไม จะไปแจ้งในสัตว์บุคคลอื่นทำไม

แต่ก่อนนั่งฟังเทศน์หลวงปู่กันนี่ มันชอบไปดูจิตคนอื่น ...เนี่ย หลวงปู่ก็ว่า..."ใจเจ้าของมีทำไมไม่ดู ไปดูคนอื่นทำไม"


โยม –  โดนเลย

พระอาจารย์ –  เออ เอาตรงนั้นเลย ...นี่ จิตกลับเลย ก็กลับมาอยู่ ก็ดูตัวเอง ก็มาดูกายตัวเอง ก็มาดูใจตัวเอง ...ใจคนอื่นช่างหัวมัน ไม่ใช่โคตรพ่อโคตรแม่ ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่สนแล้ว

ไปดูทำไม รู้ทำไม หนักหัว...ไม่ดู ...ใจตัวเองยังไม่แจ้งเลย ใช่ป่าว  กายตัวเองยังไม่แจ้ง จะไปแจ้งกายคนอื่นเขาทำไม จะไปแจ้งในอากัปกริยานี้ว่าหมายความว่ายังไง ... จะไปแจ้งมันทำไม

ทุกคนเกิดเองตายเอง กรรมใครกรรมมัน วัวใครเข้าคอกมัน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ...อันนี้เป็นธรรมดา เป็นเรื่องของเขาน่ะ เขาทำอะไรเขาได้อย่างนั้น

ทำไมจะต้องไปบังคับขับไส หรือไปเป็นผู้คุ้มกฎรึไง ...จะไปเป็นผู้คุมกฎเหรอ ต้องให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรมนะ ...หรือมันช้าไป ไม่ทันใจเจ้าของ

หรือว่ากลัวว่าเขาจะถูกกฎแห่งกรรมละเลย กูเลยต้องด่าเขาไปสำทับซะ หรือแนะนำสักหน่อย ...แน่ะ เมตตา กรุณา แต่ไม่ค่อยมีมุทิตากับอุเบกขา 

เพราะนั้นเวลาพระพุทธเจ้าท่านให้ พรหมวิหาร ๔ ตัวนะ ...แต่เอามาใช้นี่ ใช่แค่ตัวสองตัว แล้วก็บอกว่า...เมตตาไปเมตตามา กูชักไม่ไหวแล้ว นี่กูหวังดีนะ มึ๊ง..มึงยังไม่ฟังกู

นี่ พอใช้ไม่ครบนะ เมตตาเริ่มหน้าแดงแล้ว หูแดง ตาแดง “กูชักไม่ไหวกับมันแล้วนี่ มันหนักข้อเกินไป มันไม่รู้สึกรู้สารู้ตัวเลย” ...เอาแล้ว นี่ มันเมตตาประสาอะไร 

เห็นมั้ย เมตตาโปรดสัตว์หรือว่าเมตตาได้บาปก็ไม่รู้ เนี่ย ...เอาเหอะ พอรู้ตัวอย่างนี้ปุ๊บ เมตตาตัวเองเยอะๆ กลับมาดูตัวเอง สงสารตัวเองเถอะ ยังมีกิเลสอยู่ ต้องเมตตาไว้ โปรดตัวเองก่อน

ถ้าสอนน่ะ สอนตัวเอง สอนมากๆ สอนให้มันมีสติ สอนให้มันเงียบให้เป็น สอนให้มันอยู่ในความสงบ อย่าไปอินเทรนด์กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธัมมารมณ์ใดๆ ก็ตาม

ยกประโยชน์ให้จำเลยซะ ศาลยกฟ้อง ยกประโยชน์ให้จำเลยหมด ...เพราะพวกเรามันก็เป็นนักโทษทุกคนแหละ ตกอยู่ในขุมมนุษย์ ก็ไปติดคุกจองจำอยู่ด้วยกัน

เพราะนั้นก็ยกประโยชน์ให้จำเลยไปซะ ยกโทษกัน อภัยกัน อภัยทาน ...นี่คือการจาโค...สละออก อย่าไปเอามาแบก มาหาม เอามาเป็นธุระปะปัง 

เอามาเป็นภาระน่ะไม่ว่า เอามาเป็นเครื่องติดเครื่องข้องน่ะไม่บอก อ้างบุญเป็นเครื่องสนับสนุนการกระทำให้เกิดความถูกต้อง ไม่ถูกด่าคืน แค่นั้นเองน่ะ

เอามันจนที่ว่าเงียบ เอามันเงียบขนาดภูเขาล้มทับลงต่อหน้าก็ยังเงียบ นี่ จิตถึงขนาดนั้น ไม่หวั่นไหวเลย ไม่กระดิกแม้แต่อึ๊ดนึงเลย ราบเรียบเหมือนแผ่นดิน ...เนี่ย ผู้ปฏิบัติ

เพราะนั้นที่เราสอนนี่ เราไม่เคยสอนรูปแบบการกระทำเลย ...แต่เราสอนวิถีแห่งใจ วิถีแห่งจิต วิถีแห่งธรรม แล้วก็สุดท้ายก็คือวิถีแห่งมรรค

เราไม่บอกว่าวันๆ จะนั่งกี่ชั่วโมงๆ จะอยู่คนเดียวหรือไม่อยู่...ไม่รู้  จะพูดจะคุย จะไม่พูดไม่คุย...เราไม่รู้ ...แต่เราพูดทั้งหมดนี่คือวิถีแห่งจิต วิถีแห่งมรรค เราบอกให้หมดแหละ

อย่าออกนอกวิถีนี้ มันก็จะอยู่ในวิถีเดียว คือกลาง ...เอาจนมันเข้าใจ จนมันชัดเจนว่าตั้งมั่นคืออะไร กลางยังไง ไม่กลางยังไง แล้วอะไรทำให้ไม่กลาง...ดูมัน

เอาจนกลาง...จนพุงกางน่ะ ไม่ไปไม่มาแล้ว มันอิ่ม มันกลางจนพุงกาง ...คือมันพอดี มันไม่หิวโหยน่ะ มันไม่ออกไปหา มันไม่ออกไปจับ มันไม่ออกไปยินดียินร้าย ...นั่นน่ะ มันพอดีแล้ว

เขาด่าก็พอดี ด่าแรงกว่านี้หน่อย..พอดี ตรงหูกูพอดีเลย ...นี่พอดี (หัวเราะกัน) เข้าใจป่าว ถ้าไม่พอดีมันไม่ได้ยินนะ เออ มันจะไม่พอดียังไง มันไม่ด่าผิดคนหรอก มันด่าตรงพอดี

เวลาเดินๆ ไป ไม้ตกใส่หัว...พอดีเลย นั่นแหละ จะไปโทษใครล่ะ มันพอดี...ไม่พอดีไม่โดนนะ  จะไปเลือกอะไรที่มันเหนือกว่านั้น ถูกกว่านั้น หรือเคลื่อนไปนิดไม่ได้ ...มันโดนแล้วนี่คือพอดี

เดินๆ ไปข้างถนน รถชนปัง...พอดีเลย แน่ะ มันไม่มีอะไรไม่พอดี  ถ้าไม่พอดีมันไม่ปรากฏขึ้นมา ...แต่เราไม่ค่อยยอมรับความพอดี มันอ้างนั่นอ้างนี่น่ะ

เอาจนมันเข้าใจ...คำว่ากลางคืออะไร มันก็จะรู้ มันก็จะหยุด...เออ มันเป็นเช่นนั้นเอง เห็นมั้ย มันเป็นเช่นนั้นน่ะ มันต้องเป็นเช่นนั้น มันไม่เป็นอย่างอื่นหรอก

มีใครสั่งให้รถมาชน มีใครจะให้ไม้ตกใส่หัว มีใครจะให้หกล้มหกลุก ...มันเป็นความพอดีที่เราสรรหาไม่ได้หรอก แต่เหตุปัจจัยมันสงเคราะห์ลงตัว...พอดี

ธรรมชาติทั้งหมด เหตุปัจจัยทั้งหมดมันสรรหาปรุงแต่งสงเคราะห์ ปุ๊บ แจ็คพ็อต หวยออกเป้งเลย...ก็ ถูกเลขท้าย ถูกรางวัลที่ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง แล้วแต่ ...นั่นน่ะตามเหตุปัจจัยเขาเป็นผู้กำหนด

เพราะนั้น เราหรือใจหรือกายอันนี้ ก็รับทุกสิ่งด้วยความพอดี สันโดษในธรรม...เท่าที่มี เท่าที่เป็นนั่นแหละ ไม่ล่วงล้ำก้ำเกินกว่านั้น ...นี่ จึงจะเข้าสู่ความเป็นที่เรียกว่าผู้ไม่เบียดเบียน

ไม่ว่าอะไร...จะไม่ไปเบียดเบียนอาการนั้นเลย ด้วยความคิด ด้วยมโน ด้วยความปรุงในความคิด ด้วยวจี ด้วยกาย ...เห็นมั้ยนี่ พระสมณะ สมณะแปลว่าผู้งดงามด้วยศีลาจาวัตร ผู้สงบ

ภิกขุ แปลว่า ผู้ขอ ..จากภิกขุก็ขึ้นมาเป็นสมณะ สงบ ยอมรับ งดงาม ...จนใจน่ะเป็นพระ จนถึงพร้อม รับได้ ไม่มีอะไรว่าหนัก ว่าเบา ...มันมีเท่านั้นน่ะ มันมีเท่าที่ปรากฏ

ไม่มีปวดมาก ไม่มีปวดน้อย มันก็มีเท่าที่มันปวดนั่นแหละ เท่าที่มันแสดง ...นั่นแหละ จิตจะอยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ล่วงล้ำก้ำเกินไปในอดีตในอนาคตแม้แต่อณูเดียว

มรรคถึงที่สุดแล้วนี่ จะเป็นอย่างนั้น ...แล้วมันจึงจะถอดถอนที่สุดของตัวตนออกไป แต่ระหว่างนั้นมันจะฝืนกับความเป็นตัวตนมาก...ถึงมากที่สุด

มันกลัวตัวเราเจ็บ มันกลัวตัวเราตาย มันกลัวตัวเราจะเป็นอะไร มันกลัวตัวเราจะไปไม่ได้ มันกลัวตัวเราจะไม่รู้อะไร ...เห็นมั้ย เป็นเรื่องของตัวเราทั้งนั้นนะ

ที่มันพาหิว พาโหย พาหา พากินไม่รู้จักอิ่มน่ะ พาดั้นด้นค้นไปไม่รู้จักพอ พาไปเป็นผู้แสวงหาธรรมไม่รู้จักพอ ...ก็ตัวเราทั้งนั้นน่ะ เพื่อให้ “เรา” ได้อะไรน่ะ

กายนี่...มันไม่ขึ้นไม่ลงกับใครนะ ไม่ใช่ว่าหาอะไรมาได้แล้วกายมันจะดีขึ้น เลวขึ้น หรือไม่ได้แล้วกายมันแสดงอาการเลวลง หรือว่าเลิศขึ้นประเสริฐขึ้นเมื่อมันได้ธรรมได้อะไรขึ้นมา ...ไม่มีนะ

ใครล่ะที่มันได้ขึ้นได้ลง นี่...ตัว “เรา” รึเปล่า  ความเห็นว่าเป็น "ของเรา" รึเปล่า ...ก็สังเกตดูดีๆ แยบคายลงไป 

ใจก็เป็นแค่รู้เห็นอย่างเดียว เขาไม่ขึ้นไม่ลงกับการได้การเสียอะไรนะ หรือการค้นการหา หรือการได้มา-การไม่ได้มานะ ...ใจเขารู้อย่างเดียวนะ

นั่นแหละ มันจึงรู้จักคำว่าพอดี ไม่ขาดไม่เกิน เต็มพอดี เป็นทุกขณะไป ...นี่ จึงเป็นผู้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ด้วยศีลสมาธิปัญญา...แบบเต็มเปี่ยมไม่ขาดเลย

เพราะไม่มีการแลบออกไปค้น ไปหา ไปมี ไปเป็น กับสิ่งที่ยังไม่ปรากฏเลย ...นั่นน่ะพระ ใจก็เป็นพระ ...ข้างนอกอาจไม่เป็นพระก็ได้ แต่ใจเป็นพระแล้ว

มันพอดี เต็มแล้ว มันเต็ม...มันเต็มก็พอนั่นแหละ พอดีหมดเลย ...จนถึงที่สุดของความพอดีเลย  ตอนนั้นใส่อะไรก็ไม่เป็น ใส่อะไรก็ไม่เอาแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ไม่เอาอะไรแล้ว

ไม่มีคนเอา ไม่มีคนได้ ไม่มีคนเสียแล้ว ...เหมือนกายที่ไม่เคยได้ไม่เคยเสียน่ะ ใจก็ไม่เคยได้ ใจก็ไม่เคยเสีย ...เพราะไม่มีคนได้คนเสีย ไม่มีความเป็นสัตว์ ไม่มีความเป็นบุคคล ทั้งในกายทั้งในใจ

แค่กลับมาเจริญสติในปัจจุบัน รู้ปัจจุบันกาย เห็นปัจจุบันจิต รู้กับปัจจุบันธรรม ...แค่เนี้ย มันยากมั้ย


ผู้ถาม –  มันก็เดินขึ้นไปได้อีกหน่อยครับ แต่ว่าผมก็ยังไม่เห็นปลายทาง... ก็คงต้องเดินต่อไปครับ

พระอาจารย์ –  หลับตาเดินไป มะงุมมะงาหราก้มหน้าก้มตาเดิน ...เข้าใจคำว่าก้มหน้าก้มตาเดินไหม


ผู้ถาม –  ครับ ไม่ต้องดูปลายทาง

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องดู ...ดูไปก็ไม่เห็น ถ้าเดินก็เดินอยู่ในปัจจุบัน ไม่รู้อะไรข้างหน้าหรอก  จะได้อะไรเมื่อไหร่ไม่รู้ ได้อะไร-ไม่ได้อะไร...ไม่สน เพราะไม่เห็นมันมีอะไรสักอย่าง

นั่นน่ะดี สบายดี ไม่เป็นทาส ..ทาสความคิด ทาสความปรุง ทาสอารมณ์ ทาสความรู้สึก ตกอยู่ใต้อิทธิพลของมัน ไม่เรียกว่าไท ถ้าเป็นไทต้องเป็น...ภายนอกก็เป็นไท ข้างในใจก็เป็นไท ปลดแอก...เป็นอิสระ


(ต่อแทร็ก 4/26  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น