พระอาจารย์
4/25 (540604A)
4 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – อยู่กับตัวเอง...ฝึก ล้างถ้วยล้างจานไป ทำอาหารไป ก็...ฝึก เรียนรู้...เรียนรู้ความยินดียินร้าย มันจะได้เห็นว่ามีอะไรตกค้างภายใน ...มันชอบหนีกันนัก
หนีตัวเองไม่ได้หรอก ...มันฝังอยู่ในนี้ ไปที่ไหนก็ต้องไปเจอ อย่าไปคิดว่าตรงไหนมันจะดี...ไม่มีอะไรดีหรอก ...มันอยู่ในใจเรา เอาไอ้สิ่งที่ไม่ดีออกมา
เพราะนั้น
ทุกอย่างก็เป็นธรรมที่มาสงเคราะห์ทั้งหมด ...พระพุทธเจ้าถึงบอกให้เดินสายกลาง
คืออยู่ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความพอดี พอดีกับทุกสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน...ท่านเรียกว่าพอดีหมด
ไม่ต้องเลือก ไม่ต้องหา ไม่ต้องแก้ ไม่ต้องหนี ...อยู่กับมัน แล้วก็ศึกษาว่าทำไมจิตถึงไม่ยอมรับ แล้วก็ให้รู้เท่าทันอาการที่ไม่ยอมรับ ...เพราะความหมายมั่น
ทั้งหมดเกิดจากความหมายมั่นในอาการที่ปรากฏ
ทำไมเราไม่อยู่กับฝนโดยที่เราไม่ไปทะเลาะกับฝนอย่างนี้
หรือไปทะเลาะกับแดด ...ทำไมเราจะต้องทะเลาะกับเรื่องราวอื่น โดยอ้าง...ว่าถูก-ว่าผิด
ว่าใช่-ว่าไม่ใช่
นี่คือเหตุผลที่มันเข้าใจเอาเอง ว่าอันนี้ใช่
อันนี้ถูก อันนั้นผิด มันเป็นเรื่องของความเห็น ...ต้องเรียนรู้ให้เท่าทัน
จิตก็จะเกิดความระงับดับความเห็นผิด
มันก็จางคลายในความเข้าไปหมายมั่นในรูปนาม
ที่ผ่านมาทางอายตนะทุกอายตนะ...ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ทั้งหลาย ทั้งภายนอกและก็ภายใน ทั้งความคิดความปรุง
อดีต-อนาคต
มันก็มองเห็นเป็นเรื่องที่...เป็นธรรมดาของโลก
โลกมันเป็นอย่างนี้ มีการผันแปร แปรปรวน เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง ไม่คงที่...สิ่งคงที่จริงๆ ไม่มี
เพราะนั้นจะเข้าไปหวังอะไรกับโลกไม่ได้ อย่างนี้ ...ใจก็กลับมาอยู่ในฐานที่ตั้งเดิมคือรู้ เห็น กับทุกอาการ ด้วยความเป็นปกติ ...ศีลก็รักษาใจเอาไว้
เพราะนั้น ศีล...จะต้องมีตลอดเวลา
ขาดไม่ได้ๆ ...ถ้าขาดแล้วใจมันก็ตกหล่นไป ตกหล่นไปทางยินดี ไปทางยินร้าย ไปเป็นกุศลบ้าง
ไปเป็นอกุศลบ้าง
ทีนี้ว่าพอเท่าทันแล้วก็กลับคืนสู่ความเป็นกลาง
ปกติ รู้เห็นอยู่กับกายเป็นหลักเป็นฐานไว้ ...ไม่อย่างนั้นมันจะส่าย ส่ายไปหา
ส่ายไปคิด ส่ายไปโกรธ ส่ายไปโลภ ส่ายไปหลง
ถ้าส่ายไปแล้วเดี๋ยวได้เรื่อง เดี๋ยวเป็นเรื่อง
เดี๋ยวมีเรื่อง เพราะมันส่ายไปหาเรื่อง ...ไม่รู้มันจะไปหาทำไม มันเป็นนิสัยของอาสวะ
หรืออนุสัย มันอยู่กับปัจจุบันไม่เป็น
มันหาเรื่อง ชอบหาเรื่องออกไป ไหล ค้น
คว้า จับ พวกนี้เป็นอาการที่เขาเรียกว่าเป็นพฤติจิต ...ด้วยพฤติจิตที่มันออกมาจากความไม่รู้นี่
มันจึงเกิดเป็นสภาวะจิตต่างๆ นานา
ถ้าเราไม่เข้าใจถึงต้นเหตุหรือว่าต้นตอของมันนี่ เราก็จะหลงไปตามสภาวะจิตนั้นๆ เข้าไปหมายมั่น ตามสภาวะจิตที่ปรากฏ ...นี่เขาเรียกว่ารู้ไม่ทัน ไม่มีปัญญา
หรือว่า...ถึงมีก็เป็นปัญญาที่เรียกว่าจินตามยปัญญา
หรือสุตตมยปัญญา ...มันยังไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง
ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา
เพราะนั้นการพูดออกไป ทำออกไป คิดออกไป
มีความเห็นอะไรออกไป โดยความเข้าใจว่าถูกบ้างผิดบ้าง หรือคิดว่าถูกแล้วดีแล้ว ...มันก็ออกไปจากสุตตมยปัญญากับจินตามยปัญญาทั้งสิ้น
เพราะนั้นในลักษณะของภาวนามยปัญญา...ปัญญาที่แท้จริง ปัญญาขั้นสูงสุด ปัญญาที่เกิดจากการรู้เห็นโดยญาณทัสสนะนี่ ...มันจะรู้เห็นถึงความดับไปของทุกสิ่ง
มันรู้เห็นเข้าไปถึงความไม่มีตัวไม่มีตนของทุกอาการ
เพราะนั้นถ้ามันเห็นเหตุแรกขณะแรก
แล้วมันทัน...ด้วยภาวนา ด้วยการปฏิบัติ ด้วยการเจริญศีลสมาธิปัญญาที่เต็มเปี่ยม
ไม่ขาดตกบกพร่อง
มันก็จะทันตั้งแต่ขณะแรกที่มันเริ่มผลิตสังขารจิต
หรือสภาวะจิตใดสภาวะจิตหนึ่งขึ้นมา การเข้าไปเกาะกุม หน่วงเหนี่ยว รั้ง
กับขันธ์ใดขันธ์หนึ่งขึ้นมา
นั่น ภาวนามยปัญญา...มันจะเห็น มันจะทัน
เรียกว่ามันเห็น...มันรู้ มันเห็นทัน สภาวะจิตที่มันจะเข้าไปหมายไปจับ ...มันก็จะดับลงในที่นั้นทันที
มันจะดับ...โดยไม่ต้องอาศัยความคิดใดมาช่วยให้ดับ ไม่ต้องอาศัยความเห็นใดมาถึงจะดับ...แต่มันดับลง
ณ ที่มันเกิดนั้นเลย ...นี่ ถึงจะเรียกว่าเป็นภาวนามยปัญญา
ไม่ใช่ว่าต้องมีอะไรมาช่วยมันถึงจะดับ หรือว่าต้องมีความคิดช่วยมันถึงจะดับหรือว่ามันถึงจะคลาย และก็ไม่ใช่ว่าต้องมีการกระทำช่วยมันถึงจะดับ หรือต้องเปลี่ยนอิริยาบถ
ต้องเปลี่ยนสถานที่ ต้องเปลี่ยนอะไร
ไม่อาศัยอะไรทั้งสิ้น ...มันจะดับในตัวของมันเอง...ในขณะแรกของการเกิดแรก
ญาณทัสสนะหรือว่าปัญญาญาณมันเห็นทันการเกิด
มันเท่าทัน มันรู้ทันการเกิดออกมาครั้งแรก หรือว่าการจุติของสังขารจิต ...ก็จะเห็นความดับไปในทันทีนั้นน่ะ
ก็จะเห็นสภาวะจิตเกิดดับ
โดยไม่มีใครกระทำให้เกิดดับ ...แต่ด้วยญาณทัสสนะที่เท่าทัน ...ด้วยผลญาณ ด้วยความพอดี
มันก็จะดับ ณ ขณะที่รู้และเห็นนั้นเลย
ดับครั้งเดียวไม่พอ ...ดับจนมันหมุนช้าลงไปน่ะ
จิตมันจะหมุนช้าลงไป ...ไอ้ที่ว่าจิตมันช้าลงไป ที่ว่ามันหมุนช้าลง ...เพราะมันเริ่มอ่อนแรง...อ่อนแรงปรุง
ไม่ได้อ่อนแรงสมาธิปัญญานะ ...แต่ตัวศีลสมาธิปัญญาน่ะมันทำให้ความปรุงอ่อนแรง
มันเข้าไปขัดเกลา มันเข้าไปชำระออกซึ่งกิเลสอาสวะ ที่มันหมักดอง
ที่มันเป็นเหตุแห่งการปรุงแต่งออกไปนี่แหละ
เพราะนั้น อย่าไปสำคัญว่า...สิ่งที่ออกนอกจากนี้ไป
มีค่า มีสาระ มีคุณ ควรแก่การถือครอง แสวงหา จับต้อง แม้จะเป็นของที่ดี...ในโลกเขาว่าดี
เขายกย่อง
หรือที่ในนักปฏิบัติธรรมเขาสรรเสริญ
ว่าสภาวะนั้น สภาวะนี้ ว่าจิตอย่างนั้น ว่าจิตอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น
ต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น ถ้าจิตไม่เป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างนี้ จะไม่ได้อะไร
จะไม่เกิดปัญญา
อย่าไปวิ่งอ่าน
อย่าไปเชื่อความเห็นที่มันคอยสนับสนุน...ให้มีการปรุงแต่งมากขึ้น มีการกระทำมากขึ้น
มีเจตนามากขึ้น ...เพราะมันจะก่อเกิดภพไม่รู้จักจบสิ้น
ฉะนั้น ยิ่งปฏิบัติตรงเข้าไปเท่าไหร่
กลางมากขึ้นเท่าไหร่ มันจะเข้าไปสู่ความไม่มีอะไร จิตก็จะเงียบลงไป สงบตั้งมั่นลงไป
ไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์ออกมา
ไม่มีปากไม่มีเสียงอะไร ปากไม่มาก
การจะพูดการจะคุยก็จะน้อยลง ...มันทันหมด มันเท่าทันหมด
จนมันไม่สามารถจะลุกขึ้นมาเต้นแรงเต้นกาอะไรได้หรอกใจดวงนี้
นี่ ไม่ใช่ไปสนับสนุน ส่งเสริม เพิ่มเติม
เพื่อเอาผลความสนุกเพลิดเพลิน หรือว่าธรรมะอะไรก็ตาม ...มันไม่เอาอะไรแล้ว
จะมีแต่สลัด วางอย่างเดียว
เหมือนหมาเวลามันโดนน้ำ
โดยสัญชาติญาณ มันสะบัด สลัดน้ำออก มันถือว่าเป็นสิ่งปนเปื้อน ไม่ใช่ของมัน ไม่ใช่ตัวมันที่แท้จริง ไม่ใช่ธรรมชาติของมัน ...มันถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม มันสลัดออก
จิตใจที่เข้าถึงภาวนามยปัญญา
มันจะหยุดซึ่งความแสวงหา สลัดสิ่งที่มีอยู่ทุกๆ อย่าง ...ไม่มีข้อแม้เลย
ไม่ว่าอะไรมันผุด มันโผล่
มันจับต้องไม่ได้ หรือเป็นนิมิตหมายใดๆ ที่ผุดโผล่ขึ้นมาจากภายในนี้ ...มันจะเอาออกทันที ด้วยการละวางเดี๋ยวนั้น ...ไม่เลี้ยงมันไว้
ไม่ไปเกาะกุมมัน
เหมือนชาวนากับงูเห่า
เหมือนเลี้ยงเสือไว้ใกล้ตัว ...ท่านมองเห็นโทษภัยของความปรุง ท่านมองเห็นถึงสภาวะจิตที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาโดยอำนาจของตัณหาราคะอุปาทาน
ท่านกลัว...กลัวติด
กลัวเข้าไปติดกับมัน ท่านกลัวที่จะไปข้อง ท่านกลัวจะไปวน ท่านกลัวจะไม่จบไม่สิ้น นี่ ถ้าใจมันฉลาด...มันรู้ละ รู้วาง รู้ปล่อย ...ไม่มีคำว่ารู้เอา รู้แล้วเอา รู้แล้วได้
รู้แล้วมี...ไม่มี
ใครอยากมี...ยกให้เลย ใครอยากได้...เอาไปเลย
ใครอยากถูก...ให้ไปเลย ...ไม่ได้เอาความถูกคืนมาด้วยการถกเถียง ทะเลาะเบาะแว้ง
แย่งชิงเอาความถูกต้องคืนมา
เห็นมั้ย
มันดูเหมือนเป็นของที่จับต้องได้นะ เวลาทะเลาะกันน่ะ เรื่องของอารมณ์
เรื่องของเหตุผล เรื่องของความถูกผิด มันดูเหมือนขนมที่เป็นก้อน
แล้วเด็กกำลังวิ่งแย่งกัน ทะเลาะกัน ว่าฉันต้องได้ขนมอันนี้
มันก็เอาความเห็นนั่นมาถกเถียงกัน
เหมือนแย่งขนมกัน คนนั้นทำอย่างนี้ คนนี้ทำอย่างโน้น ...แล้วจะต้องเอาคืนมาให้ได้
ด้วยการที่ว่ามันต้องทำอย่างนั้น มันต้องไปทำอย่างนี้
ถ้าถอยออกมาดู ก็จะเห็นเหมือนเด็กกำลังเล่นแย่งของเล่นกัน
เหมือนเอาสาระแก่นสารของมัน ...ดูเหมือนว่ามันจะได้มรรคผลนิพพานในการแย่งกัน
เพราะมันพอใจกับไอ้ขนมหลอกเด็กนี่
ถ้ามีปัญญา ฉลาด รู้ทัน...แล้วก็ถอย ละทิ้ง
กริยาอาการนั้น ทั้งภายนอกและภายใน ...ปล่อยให้เป็นธุระของคนในโลกเขา อยากเอาความถูก
อยากเอาความควร อยากเอาความชอบ
เอาความดี เอาคำสรรเสริญเยินยออะไร อยากได้ก็ให้เขาไปเถอะ
เอาไปเลย แล้วเขาจะยกอะไรให้...ก็รับมา...แต่เข้าไม่ถึงใจ เพราะมันก็ละ รู้ละ รู้วาง
รู้ปล่อย ตั้งแต่กระทบมาจากทางหูทางตาแล้ว
ปฏิบัติอยู่อย่างนี้...จึงจะสมควรแก่ที่เรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เป็นแต่ผู้มาแอบอิงธรรม นั่นไม่จริง
...เอาให้มันจริง ...หลอกคนอื่นอาจจะได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้
คนอื่นอาจจะดูว่าเราเหมือนผู้ปฏิบัติได้ ...แต่ตัวเองน่ะมันจะรู้ตัวเอง ต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง ต้องชัดเจน...ว่าตลอดเวลา ทุกขณะจิต มีศีลสมาธิปัญญาอยู่ไม่ขาดสาย...อยู่ด้วยความปกติ
ตั้งมั่นรู้เห็นเด่นชัด เป็นกลาง
อยู่สม่ำเสมอ ...ไม่เผลอเพลิน ไม่เข้าไปเอาธุระปะปัง กับจิตภายนอก กับอารมณ์ภายนอก
กับเรื่องราวภายนอก หรือไปสร้าง หรือไปหา
หรือไปค้นอะไรภายนอก
เมื่อรู้แล้วเห็นแล้วก็ละอาการนั้นทันที
กลับมาอยู่ในฐานของกายกับใจปัจจุบัน...ดำเนินเดินไปในองค์มรรคเช่นนี้
(ต่อแทร็ก 4/25 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น