วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/29 (1)


พระอาจารย์
4/29 (540607C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

โยม –  ตอนนี้ที่ศิษย์ทำอยู่ก็ใช้บริกรรมน่ะค่ะ ใช้พุทโธๆๆ ไป แล้วก็ถ้าเผลอไปก็รู้อย่างนี้ค่ะ    

พระอาจารย์ –  อือ   


โยม –  ใช้แค่นี้ แล้วควรจะเพิ่มเติมอะไรไหมคะ 

พระอาจารย์ –  คือ พุทโธมันก็ดี แต่ดีอย่างที่เรียกว่ามันจะมาใช้ในชีวิตประจำวันไม่ค่อยได้ ...เวลาทำงานทำการ เวลาพูดคุย หรือทำธุระอะไรก็ตาม  จะไปพุทโธๆๆ อยู่ มันจะไม่ต่อเนื่องได้หรอกใช่มั้ย

เออ ถ้ามาอยู่ป่าอย่างนี้ มันไม่มีกิจอะไรมากมาย แล้วไปอยู่คนเดียว ก็พุทโธๆๆ เข้าไป ได้ชัดเจน ...เพราะนั้นถ้าเราแนะนำ เราแนะนำเรื่องกาย...รู้ตัว 

เราบอกว่ารู้ตัว ...รู้จักคำว่าตัวมั้ย นั่งอย่างนี้ มือยังไง ขายังไง แขนยังไง คอยังไง หน้าอยู่ยังไง ดูอากัปกริยา มีสติรู้เท่าทันอาการต่างๆ ทั้งใหญ่ทั้งย่อย

ใหญ่คือยืน เดิน นั่ง นอน ย่อยคือ กระพริบตา หลับตา ลืมตา กลืนน้ำลาย หยิบ จับ เกา อะไรพวกนี้ ...ดูอาการเคลื่อนไหวของอิริยาบถใหญ่อิริยาบถย่อย ดูให้ถี่ถ้วน ไม่ให้เผลอ

จะเอาพุทโธกำกับก็ได้ แล้วก็ดูกาย เอาพุทโธลงในกายไป แล้วก็เห็นพุทโธกำลังเดิน พุทโธกำลังนั่ง รู้ไป ...แล้วต่อไปมันจะทิ้งพุทโธไปเอง จะเหลือแต่กาย แล้วจะเห็นกาย แล้วก็เห็นกาย


โยม  แล้วถ้าฟังธรรมไปด้วยล่ะคะ   

พระอาจารย์ –  ฟังก็ฟัง ก็ให้เห็นนั่งฟังอยู่  


โยม –  ฟังไปด้วยทำไปด้วย   

พระอาจารย์ –  เวลาฟัง ก็บอกแล้วว่า...ที่ฟังกันเนี่ย คือมันฟังจนเข้าใจแล้วน่ะ ...ไม่ต้องไปฟังเอาความเข้าใจแล้ว


โยม –  พระอาจารย์ โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ถ้าเกิดเรามีผู้รู้แล้วนี่ จะมีพุทโธ หรือจะดูกายเคลื่อนไหว หรือจะยังไงก็ได้ ตราบใดที่มีผู้รู้อยู่  

พระอาจารย์ –  ใช่ ..แต่ถ้ามันยังไม่มีรู้อยู่ ขณะนั้นน่ะ มันจะไปติดพุทโธ มันจะไปติดกาย จะไปติดเพ่งหมด เรียกว่าอะไรมันก็ติดหมดน่ะ

แต่ถ้ารู้ แล้วสังเกตว่านั่ง..รู้ ยืน..รู้ เดิน..รู้ นอน..รู้ ขยับ..รู้ ไหว..รู้ นิ่ง..รู้ เย็น..รู้ อ่อน..รู้ แข็ง..รู้ อย่างนี้ ...ให้รู้กาย...ให้รู้อย่างนี้  ให้มันเห็น ให้มันรู้เห็นว่ากำลังทำอะไร

แล้วก็รู้เห็นสภาวะภายใน สบาย เฉยๆ ...จะมีความคิด กังวล วิตก ขุ่น มัว  ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน แค่เห็นว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นภายใน แล้วก็ให้มารู้ตัวอยู่...รู้กับตัว รู้กับกายอยู่ ว่ายืน เดิน นั่ง นอน


โยม  แล้วสมาธิที่ได้จากการรู้แค่นี้ พอแล้วหรือคะ (เสียงโยมคนอื่นหัวเราะว่าต้องลองทำดู)   

พระอาจารย์ –  เมื่อกี้เราบอกแล้วใช่มั้ย ว่าการปฏิบัติเบื้องต้นน่ะ มันมีจิตสงบใช่ไหม สงบ...จิตสงบกับใจสงบ ...ซึ่งเราบอกเมื่อกี้ว่าจิตสงบก็คือการทำด้วยอุบาย พุทโธบ้าง อะไรบ้างอย่างนี้

แล้วก็จะเกิดความสงบมาก สงบน้อย สงบแบบล้ำลึกดำดิ่งหายไปเลย ที่ว่าแนบแน่นหรือว่าจนโลกธาตุแตกดับไป นี่เขาเรียกว่ามาก-น้อยขึ้นไปอย่างนี้

แล้วก็ไอ้อย่างนี้แหละที่พวกโยมไปเข้าใจว่าต้องอาศัยตรงนี้ ...ซึ่งเราบอกว่าไม่ใช่ตัวนี้ เราบอกว่าใจสงบ เพราะไอ้ตัวที่สงบลึกดำดิ่งมันก็ต้องเข้ามาสู่ใจที่สงบ

เพราะนั้นในขณะที่รู้ว่านั่ง รู้ตัว ขยับรู้ว่าขยับ ...ไอ้ตรงที่รู้ว่านั่ง รู้ว่าขยับ  ไอ้ตรงที่เห็นว่าขยับ เห็นว่าคิด เห็นว่าหงุดหงิด เนี่ย...ไอ้ตรงที่รู้ ไอ้ตรงที่เห็นนั่นแหละคือความสงบ คือเรียกว่าใจที่สงบ นั่นคือใจ

เพราะงั้นภาวะใจที่สงบนี่ จะไม่มีคำว่ามากหรือน้อย เข้าใจมั้ย ...เพราะมันเป็นธรรมชาติของใจ เพราะธรรมชาติของใจมันมีความสงบในตัวของมันเอง ในระดับที่ไม่มีคำว่ามากหรือน้อย  


โยม –  ตัวนี้รึเปล่าที่ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า “อย่าส่งจิตออกนอก” 

พระอาจารย์ –  เออ  


โยม –  มันก็คืออยู่ตรงนี้ 

พระอาจารย์ –  อยู่ที่นี้แหละ อยู่ที่ใจรู้นี่แหละ ...เพราะนั้นเมื่ออยู่ที่ใจรู้ ตรงที่รู้ที่ใจรู้ตรงนั้นน่ะ ความสงบที่ใจรู้น่ะ โดยธรรมชาติของใจรู้ นั่นน่ะคือความสงบโดยตัวของมันเอง

แล้วความสงบในตัวของใจนี่...ไม่มีคำว่ามากหรือน้อย หรือพอไหม หรือไม่พอไหม ...มันมีเท่านั้นแหละ เพราะมันเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งไม่ได้ 

เพราะนั้นตัวใจที่สงบตัวนี้คือสมาธิ...คือสัมมาสมาธิที่แท้จริง ...ส่วนไอ้ที่สงบมากกกก แบบ โหย วันนี้สงบมาก แนบแน่นๆ  ไอ้ตัวนี้เรียกว่าสมถะ หรือมิจฉาสมาธิ ยังมีโมหะปนอยู่ในสมาธินี้

แล้วพวกเราจะมาติด...ตรงนี้คือตัวที่ติดกัน ...คือมันจะไปเอากำลังตรงนี้ แล้วก็พยายามจะทำตรงนี้ให้ได้ ก็ถ้าเกิดชาตินี้มันไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง 

ก็ไปรอชาติหน้าสิ ใช่มั้ย เพราะมันต้องสะสมกำลังไปเรื่อยๆๆๆ อย่างนี้ ...เพราะนั้นครูบาอาจารย์ในสายสมถะท่านทำมาอย่างนี้ ท่านสะสมกำลังมาอย่างนี้ 

โดยสมถกรรมฐาน...ท่านคุ้นเคยกับวิธีการนั้นในการเดินทางนั้นมา ...เพราะนั้นมาถึงชาตินี้ที่ท่านเพียงพอ พร้อม ถึงปั๊บ จิตท่านแนบแน่น สงบแนบแน่น

แล้วก็อาศัยความสงบแนบแน่นนั้นเข้าไปพิจารณาโดยจินตา ในกายคตาสติ เรื่องของกาย ในแง่ของสุภะสัญญา หรืออสุภะสัญญา ...นี่ สุภะหรืออสุภะก็ตาม คือสัญญาหนึ่ง

คืออสุภะสัญญาหรือสุภะสัญญา ท่านพิจารณาได้...โดยอาศัยกำลังของสมถกรรมฐานนี้ จึงน้อมให้เกิดเป็นนิมิตขึ้นมาตามกำลังของจิตที่สร้างไว้ด้วยสมถกรรมฐาน

แต่ในลักษณะที่เจริญสติอย่างที่สอนนี่ คือให้กลับมาที่ใจรู้ใจเห็น ตรงนี้มันไม่มีหรอกว่ามากหรือน้อยกว่ากัน ...เท่ากันหมดทุกคนน่ะ แม้แต่พระอรหันต์ก็มีใจรู้เหมือนกันนี่ เข้าใจไหม

และความสงบขณะที่ใจรู้ตรงนั้นน่ะ สงบเท่ากัน...ตรงรู้ตรงเห็นนะ ...ไม่ใช่ไปสงบที่ถูกรู้ถูกเห็นน่ะ นัั่น เมื่อเราสงบปุ๊บนี่ ใครล่ะที่เห็นว่าสงบ มันมีอีกตัวนึงใช่มั้ย

ก็ใครว่ามันสงบน้อยล่ะ เห็นมั้ย มันมีใช่มั้ย เคยแยบคายอย่างนี้มั้ย ...สงบมันรู้ตัวมันเองมั้ยว่ามันสงบ มันมีอีกตัวนึงใช่มั้ยที่รู้ว่าสงบ หรือ...อ้อ ไม่สงบเลยวันนี้ ...ใครล่ะที่ว่า ไอ้ตัวนั้นแหละ

(ถามโยม) ... มาอยู่ฟังเทศน์หลวงปู่กี่วันแล้ว


โยม  ประมาณ ๑๐ วันค่ะ

พระอาจารย์ –  เคยได้ยินหลวงปู่เทศน์เรื่องดวงจิตผู้รู้อยู่มั้ย ...หรือไม่ฟัง เข้าหูซ้ายออกหูขวา 


โยม –  จำไม่ได้ค่ะ  

พระอาจารย์ –  คือมันมีดวงจิตผู้รู้อยู่ เนี่ย มันไม่รู้ตัวมันเองหรือว่ามันสงบ  ลมหายใจนี่ เข้า-ออกๆ  ใครรู้ว่ามันเข้า-ออกล่ะ  ลมมันรู้มั้ยว่ามันเข้า ลมมันรู้มั้ยว่ามันออก

หรือว่ากายมันพูดว่าอันนี้เข้า-อันนี้ออก  กายมันบอกไหม...ไม่ใช่นะ ...ใครล่ะที่รู้ว่าเข้า ใครล่ะที่รู้ว่าออก นั่นแหละใจผู้รู้ ดวงจิตผู้รู้

และไอ้ตรงที่ดวงจิตผู้รู้ปรากฏนั่นน่ะ มันมีความสงบตรงผู้รู้นั้นแหละ...เท่านั้นแหละ เท่าที่มันรู้ตรงนั้นแหละ นั่นแหละเขาเรียกว่าสัมมาสมาธิ

เพราะนั้นถ้าเราสร้างรู้บ่อยๆ ด้วยสติ..รู้  ยืน..รู้ เดิน..รู้ นั่ง..รู้ ขยับ..รู้ นิ่ง..รู้ ...ให้มันต่อเนื่อง ไอ้ดวงจิตผู้รู้มันจะตั้งมั่น อยู่ภายใน ไม่หายไปไหน

ไอ้ที่มันหายเพราะโมหะมาคลุม แต่พอเรารู้ๆๆๆ โมหะมันก็หายไปในขณะที่รู้นั้น กิเลสไม่เกิดตรงนั้นเลย ...มันก็โปร่ง มันก็ตื่น รู้ตื่นขึ้น  ตื่น...คือลืมตา

เมื่อรู้ไม่มี ทำไปเรื่อยเปื่อย คิดไปเรื่อยเปื่อย มันก็เหมือนหลับตา ...พอรู้ปุ๊บมันก็ลืมตาๆ นี่...อาโลโก จักขุง อุทปาทิ ญาณัง  เห็นมั้ย ญาณัง ... จักขุง อุทปาทิ ญาณัง...เหมือนตาลืมขึ้นน่ะ 

ญาณน่ะแหละคือตาที่ลืมขึ้น...คือจิตตื่นรู้นี่แหละ ...เพราะนั้นอย่ามาถามว่ากำลังแค่ไหน มันมีตรงนั้นแหละ เท่านั้นแหละ ...พอ-ไม่พอไม่รู้ แต่มันเห็นน่ะ 

มันเห็นว่ากำลังนั่ง นี่...พอมั้ยล่ะ ...จะต้องเห็นอะไรมากกว่านั้นอีกล่ะ ไอ้ที่เห็นมากกว่านั้นน่ะคืออดีต-อนาคต เนี่ย มันเห็นแค่ตรงปัจจุบันนั้นน่ะ พอมั้ยล่ะ ว่ามันสงบ...ก็เห็น ไม่สงบ...ก็เห็น ฟุ้งซ่านก็เห็น 

มันเห็นแค่ในปัจจุบันนี่..พอแล้ว แต่มันไม่เห็นหรอกอดีตอนาคต..ไม่สนใจ ...นั่นแหละถึงเรียกว่า จักขุง อุทปาทิ ญาณัง เห็นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ...ถามว่า พอมั้ย แค่รู้นี่ พอมั้ย

ถ้าไม่พอก็ไปนั่งพุทโธเข้าไป เอาให้มันก้นแตกไปเลย เออ ลองดู ...แล้วก็ระหว่างวันให้เจริญสติระลึกรู้ไปด้วย ลองดู ว่าอันไหนของจริง อันไหนสงบจริง อันไหนตั้งมั่น อะไรคือสงบตั้งมั่นระงับอยู่ภายใน

เห็นมั้ย พอมันรู้ปุ๊บมันจะระงับความปรุงแต่งหมด พอคิด..รู้...ไม่เอาๆๆ  รู้ๆๆ ...ไม่มีอะไรก็รู้กาย อยู่ที่กาย รู้อยู่ๆ รู้กับกาย  อย่างอื่นไม่มี มีแต่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ รู้กับสิ่งที่ถูกรู้

ไม่ว่าไอ้สิ่งที่ถูกรู้มันจะหน้าไหน มันจะหน้าเป็นนางงามจักรวาลหรือมันจะหน้าเหมือนเปรตอสุรกายมา...ก็รู้ ...เนี่ย รู้อย่างเดียวกับเห็นว่ามันเป็นแค่หนึ่งคือสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น

สงบมากก็รู้ สงบน้อยก็รู้ ไม่สงบเลยก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้อีก เอาดิ เห็นมั้ย ...รู้มันต้องมากมั้ยนี่ ต้องมากขึ้นหรือน้อยลงตามอาการมั้ย

เพราะนั้นถึงบอกว่าสัมมาสมาธิคือ ตั้งมั่น จิตตั้งมั่น ใจตั้งมั่น ไม่ใช่มากหรือน้อย ...ถ้ามากหรือน้อยนั่นเรียกว่าสมถกรรมฐาน


(ต่อแทร็ก 4/29  ช่วง 1)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น