พระอาจารย์
4/28 (540607B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/28 ช่วง 1
แต่ถ้าที่ใจมันรู้สึกง่ายกว่าที่กายเยอะน่ะค่ะ รู้สึกโกรธ รู้สึกอะไรงี้ วืบ กลับมานี่ มันจะได้
แต่ขานี่มันรู้สึกว่ามันไม่ค่อยได้
พระอาจารย์ – โหย ถ้าทำได้ก็เป็นพระอรหันต์แล้วสิ ...รูปภพ อรูปภพน่ะ
พระอนาคายังละไม่ได้เลย การเข้าไปติดในรูปภพ-อรูปภพ แม้แต่พระอนาคายังละไม่ได้เลย ...ต้องเป็นพระอรหัตตผล
เพราะนั้นเรื่องกายนี่คือกามภพ
เรื่องใจนี่คือรูปภพ แล้วก็เรื่องที่ไม่มีอะไรเลยนี่คืออรูปภพ ...เพราะนั้นไม่มีทางหรอกที่มันจะขาด
โยม – มันได้เป็นแวบๆ อย่างนี้
พระอาจารย์ – ก็แค่นั้นน่ะ เรียกว่าเป็นปหานเป็นขณะไป เป็นครั้งเป็นคราวไป
...อย่าไปเล็งผลเลิศ...ด้วยความอยาก นั่นเป็นเรื่องของความอยากเข้ามาสอดแทรกแล้ว
เพราะว่ามันรู้มากเกินไป
อ่านมากเกินไป ได้ยินมากเกินไป ...เหมือนกับนักกีฬาที่ออกจากสนามแข่งน่ะ
แล้วก็มันจะวิ่งไปเอาถ้วยรางวัล เพราะมันเห็นถ้วยรางวัลอยู่ข้างหน้า มันอยากได้ถ้วย
มันจะเอารางวัล
ที่แท้จริงนั้นก็คือ
การฝึกฝนให้กายใจมีกำลังแค่นั้นเอง ...แต่พอบอกว่ามีถ้วยรางวัลข้างหน้ามันก็แข่งกัน
จะเอาให้ได้ จะเอาชนะ เอาที่หนึ่ง อย่างนี้ ...มันเลยไม่สนใจว่า กีฬาเป็นไปเพื่อการออกกำลัง
บริหารกาย บริหารใจ
เหมือนกัน การปฏิบัติธรรม
ถ้ามองอย่างนี้...เราไม่มีถ้วยรางวัล ไม่เอาถ้วยรางวัล ถือเป็นการบริหารกาย บริหารจิต
เป็นการเรียนรู้กาย เรียนรู้จิตไปตามลำดับลำดาของมัน
มันปรากฏยังไง...รู้ยังงั้น ติดก็รู้ว่าติด ไม่ติดก็รู้ว่าไม่ติด ...ไม่ใช่พอไม่ติดก็ว่าทำยังไงถึงจะไม่ติดตลอดเวลา
ไอ้นี่..เกิน เขาเรียกว่าไปสร้างภพ สร้างถ้วยรางวัลข้างหน้าไว้
มันเป็นสังขารธรรม ...รู้แล้วก็ละความปรุงนั้น
ละสัญญานั้น ละอุปาทานในสัญญา ก็ไม่เชื่อ ...เอาแค่ปัจจุบัน ให้กลับมาอยู่ในภพของปัจจุบัน
ปัจจุบันธรรม
ปวดมากก็รู้ว่าปวดมาก
ปวดน้อยก็รู้ว่าปวดน้อย ติดก็รู้ว่าติด ติดน้อยก็รู้ว่าติดน้อย
ไม่ติดก็รู้ว่าไม่ติด ติดอีกก็รู้ว่าติดอีก อยู่อย่างนี้ ...แล้วก็แยบคายดู
ขณะปัจจุบันนั้นน่ะมันมีอะไรปรากฏขึ้นมาบ้าง
มีตัณหาอุปาทานตรงไหน ความปรุงความแต่ง
มากน้อยแค่ไหน ...ก็เรียนรู้ สังเกต เท่าทันอาการ จนมันเรียบเรียงได้เป็นส่วนๆ ไป ...นั่นเรียกว่าเกิดธัมมวิจยะ
เพราะนั้นการที่สติเข้าไปรู้เห็นอาการของธรรมที่ปรากฏด้วยความแยบคายนี่
มันจะเป็นปัจจัยให้เกิดธัมมวิจยะ เพราะนั้นตัวธัมมวิจยะนี่ไม่ได้เกิดจากการคิด
แต่เกิดจากการที่ใจเข้าไปรู้เห็นตรงๆ ด้วยความแยบคาย
เพราะนั้นตัวใจที่รู้เห็นตรงๆ
ด้วยความแยบคายนี่ ถึงเรียกว่าเป็นญาณทัสสนะ ...ไม่ใช่จินตามยปัญญา ไม่ใช่อาศัยคิด
นึก แต่มันเห็น ...แล้วก็ถี่ถ้วน สังเกต
อาศัยนี่...เห็นมั้ย โยนิโสมนสิการ
ถี่ถ้วน แยบคาย สังเกต สอดส่อง ...ไอ้เล็กๆ น้อยๆ
ที่มันผุดที่มันโผล่ขึ้นมาในอาการนั้นๆ สอดแทรกขึ้นมา ...นั่นแหละ ถี่ถ้วน
สอดส่องเข้าไป นั่นเขาเรียกว่าธัมมวิจยะ
ต่อไปมันวิจยะ วิจัยวิจารณ์ด้วยญาณทัสสนะนี่
มันเข้าไปวิจัยธรรมนั้นๆ จนแตกกระจายหมด เหลือแต่ธรรมล้วนๆ ก็คือความจริงล้วนๆ
ก็เหลือแต่สัจธรรม
เหลือแต่สัจธรรม...เห็นกายก็เป็นกายโดยสัจจะของกายหรือว่าปรมัตถ์ ก็เห็นกายปรมัตถ์ เห็นเวทนาก็เป็นเวทนาเป็นปรมัตถ์ คือสัจจะ...ปรมัตถสัจจะ
ส่วนมากเราเห็นกาย เวทนา จิต หรืออาการต่างๆ
นี่ เราเห็นโดยสมมุติสัจจะ หรือว่าสมมุติบัญญัติ ...มันยังไม่เข้าไปเห็นด้วยวิจยะ
วิจัยแยกแยะออกไปจนเหลือเป็นปรมัตถสัจ
เหมือนอย่างที่เราถามโยมเมื่อกี้ว่า...นั่ง รู้ตัวมั้ย เห็นตัวเงียบๆ มั้ย เห็นตัวที่ไม่มีอะไรมั้ย ...นั่นแหละคือตัวปรมัตถ์ คือกายปรมัตถ์
เพราะนั้น ยืน เดิน นั่ง นอน รู้ตัว
ไม่ต้องว่าอะไร ...ดูเงียบๆ ดูกายเงียบๆ ไม่ต้องไปบอกว่ากำลังเดิน กำลังนั่ง แต่รู้ว่ากำลังเดิน กำลังนั่ง...ก็ให้เห็นว่ากำลังเดิน กำลังนั่ง คืออาการของสัญญา
มันเป็นการปรุงขึ้นมาในนามขันธ์
สัญญาและก็สมมุติบัญญัติในสัญญานั้นๆ ก็จดจำได้ว่าอาการนี้เรียกว่าเดิน เพราะคนในโลกเขาเรียกว่า
“เดิน” มันก็เลยบอกว่า “เดิน” ตามเขา เห็นมั้ย
แล้วดูไปที่กายสิ แยบคายลงไปที่กาย
ที่ตัวเดิน ตัวที่ไหวๆ ขยับเขยื้อนอยู่น่ะ มันไม่ว่าอะไร ...นั่น ก็เห็นกายปรมัตถ์
โยม – แต่มันก็เป็นไปอัตโนมัติน่ะค่ะ พอมันทำอะไรมันก็จะมีสมมุติติดเข้ามาอยู่ตลอดเวลา
พระอาจารย์ – อือฮึ มันพูด ก็ให้รู้...รู้ทันสมมุตินั้น
รู้ว่าเป็นสมมุติ
แต่ไม่ต้องไปเครียดนะ ที่พูดนี่เพื่อให้เกิดความแยบคาย
อย่าไปเชื่อตามสมมุติ เดี๋ยวจะถูกสมมุติหลอก ...ไปยืนหน้ากระจก ไปถามดูสิ สวยรึเปล่า
มันตอบมั้ย
โยม – บางทีมันเคยเห็นเป็นอะไรก็ไม่รู้ มันตกใจเหมือนกันน่ะค่ะพระอาจารย์ มันเหมือนมองบางทีก็ไม่ใช่เรางั้นน่ะค่ะ เหมือนสัญญามันหายเลยก็ไม่ทราบน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – เป็นแค่ขณะนึง
โยม – ขณะนึง แป๊บนึงแล้วมันก็..
พระอาจารย์ – นั่นแหละ ขณะนั้นแหละจิตเข้าไปเห็นกายปรมัตถ์
ไม่มีสมมุติเข้ามา ไม่มีบัญญัติเข้ามา แล้วก็ไม่มีสัญญาอุปาทานเกิดขึ้นในขณะนั้น
มันก็มีความรู้สึกเหมือนไม่มีอะไร
โยม – มันไม่ใช่เรา
พระอาจารย์ – อือ
เพราะนั้นการที่จะเข้าไปถึงที่สุดของความไม่ใช่เรา ก็ต้องดูไปเรื่อยๆ ...เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน
หยอดกระปุกออมสินไป เหมือนมีหมูออมสินน่ะ เติมทีละสลึงน่ะ เดี๋ยวมันก็หนัก
หนักก็คือหนักแน่นในความเป็นจริง ...มันก็เบาบางกับสมมุติบัญญัติ ไม่ไปจริงจังตามสมมุติบัญญัติว่าถูกว่าผิด
ว่าใช่ว่าไม่ใช่ ว่าควรว่าไม่ควร ว่าสวยว่าไม่สวย
ต่อไปน่ะ ดูไปดูมา ความคิดก็ไม่ดับ
แต่ความคิดมันบางมาก จนไม่รู้สึกว่ามันดีมันร้าย มันถูกมันผิด มันก็รู้ในความคิดนั้นด้วย ก็รู้เรื่องด้วยในความคิดบางๆ นั้น แต่ก็คิดไปยังงั้นน่ะ ...มันบางๆ มันไม่ใช่หนา
โยม – ถ้าหนานั้นมันก็เป็นจริงเป็นจัง
พระอาจารย์ – ใช่ มันเป็นจริงเป็นจัง เพราะมันหนาแน่นในความคิด
มันเป็นตัวตนในความคิด
ดูไปดูมา...ต่อไปความคิดก็ไม่ดับหรอก มันก็มี เป็นหมอกจางๆ
ซึ่งก็ไม่เอาดีเอาร้ายอะไรกับมัน ต่างคนต่างอยู่ ...แต่มันห่างออกไป
โยม – นั่นคือหมายถึงในภาวะนั้นนี่คือต้องได้ธรรมะแล้วรึยังคะ
พระอาจารย์ – ไม่รู้ มันก็เป็นไปน่ะ ดูเอา ...แล้วใคร...ใครว่าได้ธรรมะ
โยม – นึกว่าต้องได้ธรรมะก่อนแล้วมันถึงจะจาง
พระอาจารย์ – ได้ธรรมะ คือ ได้อะไร ถามก่อน...ที่เรียกว่าได้ธรรมะน่ะ ได้อะไร
โยม – พูดตามสมมุติทางโลกน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – นั่นมันไม่ได้อะไร ...แต่มันเห็นธรรมตามความเป็นจริงขึ้น
เข้าใจมั้ย
โยม – ค่ะ
พระอาจารย์ – เป็นผลจากการเห็นปรากฏการณ์นั้นๆ ที่หาความเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ ...มันก็เกิดความคลายออกจากการเข้าไปบ้าบอกับมัน นั่นน่ะคือคลายออกจากตัวตนของขันธ์
ไม่เรียกว่าได้ธรรมหรอก ...แต่มันเห็นธรรมตามความเป็นจริง
เพราะนั้น แม้แต่คำพูดว่า “ได้ธรรมๆ” นี่ ถ้าพูดไปเรื่อยนะ ถ้าพูดเรื่อยโดยที่ว่าเข้าใจ แต่พูดไปเรื่อย ...มันจะมีความที่เข้าไปยึดในการที่จะได้มา
ไม่เรียกว่าได้ธรรมหรอก ...แต่มันเห็นธรรมตามความเป็นจริง
เพราะนั้น แม้แต่คำพูดว่า “ได้ธรรมๆ” นี่ ถ้าพูดไปเรื่อยนะ ถ้าพูดเรื่อยโดยที่ว่าเข้าใจ แต่พูดไปเรื่อย ...มันจะมีความที่เข้าไปยึดในการที่จะได้มา
โยม – ไปยึดว่าตัวเราจะได้
พระอาจารย์ – ใช่ มันจะไปยึดว่า...ได้ธรรม ได้เกิดอะไรขึ้น
ได้เกิดสภาวะนี้ขึ้น ...แล้วก็จะพยายามวิ่งไปหาสภาวะนั้น
คือกูจะไปเอาถ้วยอีกแล้ว กูจะเอาไอ้สภาวะนั้น ...เหมือนกับโยมเนี่ย ที่เคยได้สภาวะนั้นน่ะ ที่กายแยกกับเวทนา ...ได้นะ มันได้ ...มันรู้สึกว่าได้นะ
คือกูจะไปเอาถ้วยอีกแล้ว กูจะเอาไอ้สภาวะนั้น ...เหมือนกับโยมเนี่ย ที่เคยได้สภาวะนั้นน่ะ ที่กายแยกกับเวทนา ...ได้นะ มันได้ ...มันรู้สึกว่าได้นะ
โยม – ว่าเป็นเราได้
พระอาจารย์ – เออ มันก็เลยติดในความรู้สึกที่ได้มา
แล้วมันเสียดายเวลามันหมดไป ...ติดน่ะ ติดสภาวะ อย่างนี้ติดสภาวะ
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นว่าเราเห็นสภาวะนั้น
ก็เป็นกลางกับสภาวะ เพราะมันเป็นธรรมดา แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา ...เกิดอีกรู้อีก
ไม่เกิดก็ไม่เกิด ก็เห็นตามความเป็นจริงของสภาวะที่ปรากฏในปัจจุบันไป
ก็เห็นไปซ้ำซากอยู่อย่างนี้
เห็นซ้ำเห็นซาก เห็นจนชาชิน เห็นจนเข้าใจ เห็นจนไม่สงสัย เห็นจนแยกออกชัดๆ เลยว่า...มึงหลอกกูไม่ได้อีกแล้ว
เหมือนเดิม
เห็นยังไงก็คือเป็นเรื่องเก่า เป็นสัจจะ โดยสัจจะ...อย่างนี้ เขาเรียกว่าเห็นสัจธรรม
ตามความเป็นจริง โดยสัจจะ ...ไม่ใช่รู้ด้วยความเชื่อ
ไม่ใช่ด้วยอ่านมา
คือไม่ได้ไปเทียบเคียงกับอะไร จะไม่มีการไปเทียบเคียงกับอะไรเลย ...แต่มันเห็นโดยสัจจะเลย เหมือนกันหมด หาความเป็นตัวเป็นตนในมันไม่มี
(ต่อแทร็ก 4/28 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น