พระอาจารย์
4/27 (540607A)
7 มิถุนายน 2554
พระอาจารย์ – จะให้ทำยังไง
...ก็พูดเหมือนเดิมทุกครั้งว่าการเจริญสติ สำคัญ อย่าให้เผลอเพลิน
อยู่กับเนื้อกับตัวให้มากที่สุด แล้วก็อยู่ด้วยความเท่าทัน
ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อค้นหาอะไร
แต่กลับมาดูกาย วาจา ใจ ของเจ้าของ...มันเป็นยังไง มันอยู่ในอาการไหน ...แล้วไม่ต้องไปยุ่งกับมัน แค่ดู สติ...กลับมารู้ กลับมาระลึกรู้ไว้
การภาวนาของพวกเรานี่ มันมีช่วงเวลาแค่หนึ่งชั่วโมง-สองชั่วโมงที่ไปจริงจังตั้งใจกันตอนนั้นน่ะ หลังจากนั้นมามันก็คลายความจริงจังตั้งใจใส่ใจแล้ว ...มันก็ไม่เกิดความต่อเนื่อง
มันสำคัญที่สุดคือความต่อเนื่อง ...เพราะนั้นการภาวนานี่
มันไม่มีเว้นวรรค ไม่มีเวลาพัก ต้องไม่มีเวลาพักเลย ทุกขณะ ต้องเอาทุกขณะเป็นเกณฑ์
ยิ่งเรามาอยู่ในภาวะอย่างนี้...ที่มันออกมาจากงานชั่วคราวน่ะ
ก็ไม่ต้องเอาสาระอะไรภายนอกแล้ว ก็ตั้งความเพียรขึ้นมา ตั้งสติ ความเพียรอยู่ที่สติ
ถ้าขาดสติแปลว่าขาดความเพียร
ความเพียรขาดแล้ว ถ้าขี้เกียจดูก็ความเพียรย่อหย่อน ขี้เกียจรู้กายรู้ใจ ...เพราะนั้นมันจะมารูปแบบไหน
กายใจจะเป็นยังไง อย่าแก้อย่าหนี ดูอย่างเดียว
รู้ไปดูไป ดูไปรู้ไป
อยู่กับปัจจุบันให้ชัด ...อย่าไปนั่งฝันถึงอดีตอนาคตอะไร
อย่าไปหาความเป็นจริงนอกเหนือจากปัจจุบัน เข้าใจไหม...ที่ว่าหาความจริงนอกเหนือจากปัจจุบัน
เพราะนั้นอะไรที่มันกระทบสัมผัสในปัจจุบันนี่
ต้องอยู่ในความจริงนั้น ...แล้วก็แยบคายกับปัจจุบันนั้น เสียงที่ได้ยิน รูปที่เห็น
นั่นน่ะ ต้องแยบคายกับรูป กับเสียง กับกาย ที่อยู่ในปัจจุบันทั้งหมด
ด้วยการแยบคายแล้วก็สอดส่องดูอาการของปัจจุบันธรรมที่มากระทบกายกระทบใจอย่างนี้
นี่ มันถึงจะเกิดปัญญา ...มันเห็น แล้วก็แยบคายลงไป เสียงมันเป็นยังไง
มันเป็นสุขเป็นทุกข์มั้ยเสียงนี่ หรือใครเป็นสุขเป็นทุกข์
กินข้าวอร่อย กินข้าวไม่อร่อย...กับข้าวอร่อย
กับข้าวไม่อร่อย ...ถ้ามันบอกว่าอร่อยขึ้นมานี่...มันต้องดูด้วยความแยบคาย
ต้องรู้อยู่...อะไรอร่อย อร่อยมาจากไหน ต้องแยบคายอย่างนี้
โกรธ...ต้องแยบคาย ใครทำให้โกรธ
โกรธใคร รูปโกรธมั้ย รูปเป็นปัจจัย หรือรูปเป็นเหตุให้เกิดโกรธ ...ต้องดูให้ดี
แยบคายดูตรงนั้น ด้วยสติตั้งมั่น แล้วก็รู้อยู่กับปัจจุบัน
แต่ถ้าออกนอกปัจจุบันแล้ว
มันก็จะออกไปอยู่อดีตอนาคต ..พอออกนอกปัจจุบันปุ๊บ มันก็จะเกิดการไขว่คว้า ดิ้นรน กระวนกระวาย
คือมันจะหนีความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่ยอมรับความเป็นจริงในปัจจุบัน
เพราะนั้น แรกๆ มันไม่ยอมรับหรอก
แต่เราต้องดัดจริตนิสัยมันด้วยศีลสมาธิปัญญา คือให้รู้อยู่กับมันให้ได้
ด้วยความอดทน ...และก็ในขณะที่อดทนรู้อยู่กับมันเฉยๆ นั่นแหละ ก็แยบคายกับมัน
ทำไมถึงไปบ้าบอคอแตกกับรูปเสียงกลิ่นรสได้
อะไรเป็นเหตุที่แท้จริง น้อมลงไปจนกว่าจะเข้าใจ...ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ...อย่าบ่น
อย่าเบื่อ อย่าโทษ อย่าติ
มันชอบขี้โกรธ ขี้โทษ ขี้ติ ติไปหมด
โทษนั่นโทษนี่ ดินฟ้าอากาศ สัตว์บุคคล วัตถุข้าวของ เป็นของผิดหมด เป็นของไม่ถูก
เป็นของไม่ต้อง
เราน่ะไม่ถูก เกิดมาทำไม
เพราะเกิดมาก็ต้องเจออย่างนี้ อย่าเกิด ถ้าเกิดมาแล้วมันก็เป็นเรื่องอย่างนี้ …เพราะนั้น เราน่ะไม่ถูก ...ไม่ถูกยังไง ...คำว่าเราไม่ถูก
คือ คำว่า “เรา” น่ะ ไม่ถูก
เพราะมี “เรา” ขึ้นมานั่นแหละ
มันถึงมีปัญหา ...สังเกตดูสิ เมื่อใดที่รับรู้เฉยๆ น่ะ แล้วก็รู้ด้วยอาการปกติน่ะ ไม่มี “เรา” เข้าไปอยู่ในนั้นน่ะ...ไม่มีปัญหา ให้โลกแตกก็ไม่มีปัญหา เพราะไม่มี
“เรา”
เห็นมั้ย “เรา” น่ะปัญหา ไม่ได้หมายถึงเราทุกคนนี้นะ ...คือความเป็น
“เรา” ความเห็นเป็น “เรา” นั่นแหละปัญหา ...ดูให้ดีๆ จะได้เข้าใจว่าเหตุจริงๆ อยู่ตรงนี้
ไม่ใช่อยู่ที่ข้างนอก
เพราะนั้นจะไปแก้ข้างนอก หรือไปโทษข้างนอก
หรือไปผลักไสไล่ส่ง แก้ไขปรับปรุง เปลี่ยนแปลง มันก็เข้าไปเป็นผู้จัดการ ...เพราะนั้นมันต้องแก้ที่ “เรา” แก้ที่ตัวเรา ให้ทัน...อ้อ "เรา" อีกแล้ว
เนี่ย
สติมันจะทันตอนเห็นเป็นเราขึ้นมา แล้วก็ดับ ...ดับก็เหลืออะไร ...ก็เหลือแต่กายกับรูป
ก็เหลือแต่ตากับรูป ก็เหลือแต่หูกับเสียง ก็เหลือแต่ใจรู้กับกาย เห็นมั้ย มีอะไร "เรา" อยู่ตรงไหน...ก็ไม่มี
เดี๋ยวมี “เรา” ตรงใจ...ก็ทุกข์อีกแล้ว
เดี๋ยวมี “เรา” ตรงหู...ก็เสียงนั้นไม่ดีอีกแล้ว ... “เรา” ไปอยู่ตรงไหน
ตรงนั้นน่ะหาเรื่อง “เรา” นี่ตัวหาเรื่อง เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของด้วยความไม่รู้
เพราะนั้นก็รู้เท่าทันบ่อยๆ กลับมารู้แค่กายแค่ใจ
อยู่กับกายใจปัจจุบันนั่นแหละ ไม่เอาคุณเอาโทษกับอะไรทั้งสิ้น
โลกมันก็เป็นอย่างเนี้ย มันก็ตกคลั่กอยู่อย่างเนี้ย
หมุนไปเวียนมา ผันแปรไปผันแปรมา
เดี๋ยวก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวก็เปลี่ยนมา เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ลง เดี๋ยวก็มาก
เดี๋ยวก็น้อย เดี๋ยวก็สบเหตุที่พอใจ เดี๋ยวก็ไม่พอใจ มันเป็นเรื่องธรรมดา
แต่เพราะความที่เราไม่ยอมรับ
มันเลยไม่ธรรมดา...รับไม่ด๊ายยย
(โยมหัวเราะ) ..ก็เค้าทำให้ยาก ...ใครทำให้ยาก ก็บอกว่าดูก่อน..ใครทำให้ยาก
ต้องไปหาให้เจอ ถ้าไปหาข้างนอกไม่เจอ
โยม – กิเลสมันไม่ยอม
พระอาจารย์ – ไม่ยอม...ก็ต้องอดทน ไม่ต้องบ่น ...หลวงปู่บอก "ทุกข์ไม่ต้องบ่น อดทนเอา" ...เครียดก็เครียด ตายก็ตาย อึดอัดก็อึดอัด บ้าก็บ้า ...กลัวไปหมด นี่ มันจะไปหาเงื่อนไขให้ทนไม่ได้
ต้องไปแก้ไขสักหน่อย อย่างน้อยก็นิ๊ดนึงก็ยังดี เอาให้มันสะใจกิเลสขึ้นมา
(หัวเราะกัน) ให้มันคลายออกไปด้วยความสบายใจ ...มันไม่ได้คลายออกด้วยความปล่อยวางปลดปล่อยนะ
มันคลายออกเพราะได้สนองตัณหา นิดๆ หน่อยๆ นี่...พอสนองตัณหาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็..โหย
ชนะ ...ถ้าไม่สนองตัณหา มันก็บอกว่าแพ้ มันไม่ยอม นี่...มันเจ็บใจ มันเจ็บตัวตน
มันเจ็บที่ “เรา”
กายมันเจ็บตรงไหน กายปวดตรงไหน...ไม่มีอ่ะ มีแต่ “เราเจ็บ” ...โดนกายปุ๊บ กายไม่บ่น มีแต่ “กายเรา”
นี่บ่น พอเราเป็นกายน่ะบ่น ...แต่ถ้าดูกายดีๆ ด้วยสติที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง กายก็ไม่เห็นรู้สึกรู้สาอะไร
แดดมา ฝนตก ร้อนมา หนาวมา มันก็อยู่เฉยๆ
บ่ดาย ซื่อๆ อย่างนี้ หูก็เป็นหูอย่างนี้ เสียงก็เป็นเสียงอย่างนี้ ก็เป็นปกติธรรมดาของมัน
มันไม่ได้เป็นถูกเป็นผิด มันไม่ได้เป็นคุณเป็นโทษ มันไม่ได้เป็นดีเป็นร้าย
เนี่ย การที่ตั้งมั่นเป็นกลาง
แล้วก็สงบระงับอยู่ภายใน มันจึงจะเห็นตามความเป็นจริงของผัสสะ มันก็เป็นแค่ผัสสะ แล้วก็มีเวทนา ก็เป็นแค่เวทนา
ก็แค่นั้น
มันเป็นของใคร...ไม่เป็นของใคร ... ผัสสะก็ผัสสะ ปั๊บนี่... (เสียงสัมผัส)...ของใครล่ะ ...มันก็ดับไป แค่นี้
การกระทบทางตานี่ มันก็กระทบแค่อย่างนี้
จะกระทบแรง จะกระทบเบา
กระทบในแง่ไหนก็ตาม ก็คือการกระทบ มันก็แค่นั้น ...เป็นของใครล่ะ …แต่มันก็มาหมายมั่นเอา...ลูกกะตาของเรา เออ ตัวของเรา
นั่น ก็รู้ลงไปอีก ว่าตัวของเราตรงไหน
สอดส่องลงมา แยบคายลงมา ตัวเราตรงไหน...ไล่ไปตั้งแต่หน้าจรดตีนไปเลย ก็ดูไล่ไปซิ ...มันพูดมั้ยว่ามันเป็นเรา อย่างเนี้ย
ก็แยบคายอยู่อย่างนี้ แก้อยู่ภายใน
อย่าออกนอกกาย เพ่นพ่านไปทั่วโลกทั่วจักรวาล ด้วยความคิดความปรุง ...แล้วก็ละความปรุงซะ
อดความคิดไว้ ต้องอยู่แบบอดๆ อยากๆ
เข้าใจคำว่าอดๆ อยากๆ มั้ย ...คืออดความอยาก ต้องอยู่แบบอดความอยาก คือมันต้องอยู่แบบอดๆ อยากๆ ...ไม่ใช่อยู่ตามความอยากเหมือนที่เราเคยอยู่
มันต้องอดอยากหน่อย อดความอยากไว้ ให้มันแห้งไปเลย
ให้มันผอมแห้งแรงน้อย ...ถ้าอดอยากแล้วมันก็ผอมแห้งแรงน้อย อดอยากคือกิเลสมันผอมแห้ง ตัณหามันผอมแห้งลงไป
ให้มันจางคลายลง ให้มันน้อยลงไป ...ไดเอ็ทมัน ไม่ใช่ให้มันสวาปามอารมณ์ สวาปามด้วยกายวาจาจิตที่เป็นมิจฉาออกไป ...นี่สงบระงับ
สำรวมอินทรีย์ เขาเรียกว่าขันติ อดทน
ขันติยังไม่พอนะ ต้องโสรัจจะด้วย
รู้จักคำว่าโสรัจจะมั้ย โสรัจจะ คือสงบเสงี่ยม ...มันมีทั้งขันติและโสรัจจะ เห็นมั้ย
พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ท่านบอกไว้
ขันติ...อดทนอย่างเดียวมันก็เคียด
มันก็กัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน หรือมีการกระแทกกระทั้นอะไร ...ต้องมีความสงบเสงี่ยมระงับด้วย จนดูภายนอกนี่คนไม่รู้ว่าเรารู้สึกยังไง
ประมาณนั้นเลยน่ะ
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหมือนน้ำหยดลงหิน ...แต่ภายในมันจะดิ้นรนขนาดไหนเป็นเรื่องของตัวเอง
อันนั้นก็อดทนไปเรื่อยๆ เอาจนถึงที่สุดของความอดทน...คือความดับไป
ไม่ใช่ที่สุดของความอดทนคือ...กูต้องด่านะ ทนไม่ไหวแล้วนะ (หัวเราะกัน) ...ที่สุดของความอดทนไม่ใช่แตกออกมาอย่างนั้น
ที่สุดของมัน...ที่สุดของทุกข์ คือความดับไปเป็นธรรมดา
เอาจน...ไม่มีอะไรที่ทนไม่ได้น่ะ ...นั่นแหละ
ขันติเป็นที่รองรับ เป็นตบะที่แผดเผากิเลส ...พระอริยเจ้าทั้งหลายทั้งปวง
ท่านอยู่ด้วยขันติ
แต่พวกเรามันขันแตก ...ขันธ์มันจะแตก "เดี๋ยววันนี้ พรุ่งนี้เหอะ..." ...มันตั้งเวลาไว้เลยนะ เหมือนระเบิดเวลาเลย
มันจะตั้งเงื่อนไขไว้...ถ้าเกินนี้นะ..โดน กูเอาแน่ หรือถ้าเกินนี้นะ เราจะหนี
เห็นมั้ย ไม่เอาก็หนี...มีสองอย่าง ...แล้วก็ไปหาที่ใหม่ที่สัปปายะหน่อย แน่ะ ...ถามดูในโลกนี้ มีที่ไหนที่สัปปายะ เอาเหอะ
ตราบใดที่จิตยังไม่รู้จักพอ ...ไม่มี
อยู่คนเดียวมันก็ทะเลาะกับตัวเอง เอ้า
ไล่มันเข้าไปอยู่ในป่าเลย ไม่ต้องเจอใคร ไปมุดรูอยู่ มันก็ยังอยู่ไม่ได้
เชื่อมั้ยอ่ะ ...ไม่มีผัสสะเลย เอ้า มันก็ทะเลาะกับตัวเอง
“มันอย่างงั้นมั้ย อย่างงี้มั้ย
ท่าจะไม่ได้อะไรแน่เลย มันต้องยังงั้น” นี่...เอาอีกแล้ว ...เรียกว่าในโลกนี้สามโลกธาตุ
ไม่มีที่ไหนพอดีหรอก ถ้าใจไม่รู้จักพอ
เพราะนั้นอยู่ตรงไหนก็ได้...ตรงนั้นน่ะพอดีแล้ว
…เค้าด่านี่...พอดีเลย ...เข้าหูเราปั๊บ.."พอดีเลย" ...เค้าเหน็บเค้าพูดแรงๆ มาปั๊บนี่ ถ้าไม่พอดี...มันไม่ได้ยินนะ ...นั่น มันพอดี เข้าหูเราพอดีเลย
เนี่ย ทุกอย่างมันเกิดด้วยความพอดี
แต่ใจไม่พอดี ...ใจไม่พอดี ก็ยินดียินร้าย...เนี่ย ต้องเท่าทัน เท่าทัน ...แรกๆ ต้องอดทน
อดกลั้น วางใจให้เป็นกลางมากที่สุด
เพราะนั้นวิธีที่จะผูกใจให้เป็นกลาง
ตั้งใจให้เป็นกลาง คือผูกไว้กับกาย ...ไม่ไปผูกกับอารมณ์ หรือผูกด้วยอุบายอื่น
ด้วยความคิดนั้น ด้วยเมตตาอย่างนี้
อู๊ยย มันไม่มีหรอกเมตตาเวลานั้นน่ะ
เวลาโดนนี่ ... นึกไม่ทันหรอกเมตตา หาไม่เจอ บอกให้เลย อุบายนี่ใช้ไม่ทันหรอก ...เพราะนั้น
ให้กลับมารู้กับกาย
คนโบร่ำโบราณถึงบอกว่าเวลาโกรธ
เวลามีอารมณ์ เวลาขุ่นมัวอะไร ให้หายใจแรงๆ ...ทำไมท่านถึงบอกให้หายใจแรงๆ... เพื่อให้ระลึกกลับมารู้อยู่กับกาย
ให้อยู่กับกาย ไม่สนใจกับอาการภายนอก
ไม่สนใจกับอาการที่มันจะทะยานออกไป นั่นเป็นการระงับ สงบระงับ ...ไม่ใช่ระงับอารมณ์
แต่ระงับความปรุงแต่งในอารมณ์นั้นๆ
ไอ้อารมณ์น่ะมันขึ้นมาแล้ว
ระงับไม่ได้ ไม่ห้าม ไม่ระงับ ...แต่ระงับความเข้าไปปรุงต่อกับมันด้วยความคิดใดๆ
ก็ตาม ด้วยความเห็นใดๆ ก็ตาม
มันจะขึ้นมาในความถูกความผิด
ความเห็นต่างๆ นานา ...เคยอย่างงั้น เคยเจอคนนั้นมา เค้าไม่น่าเป็นยังงั้น
เค้าไม่น่าจะเป็นยังงี้ ที่ถูกมันต้องเป็นยังงั้น ยังงี้ เรื่อยเปื่อยไป
มันจะปรุง เห็นมั้ย ยิ่งปรุงก็เหมือนเอาฟืนไปสุมไฟ ไฟมันก็ลุก ...ของมันร้อนอยู่แล้ว ก็เอาฟืนใส่ลงไปอีก
มันก็มอดไหม้...ไหม้ตัวเองไม่พอ มันก็ไหม้คนอื่น
ไหม้ทางปาก ไหม้ทางตา ไหม้ทางหู
ไหม้ทางกริยาอาการ ไหม้ทางคำพูด ไหม้ทางการกระทำ ...มันก็แผดเผากันไป
เบียดเบียนกันไปก็เบียดเบียนกันมา
พอไฟมอดด้วยเหตุปัจจัย
หรือหมดเหตุปัจจัยแล้วก็มานั่งเสียใจทีหลัง เนี่ย ...มันต้องเท่าทัน อดกลั้น อดทน
เรียนรู้กับผัสสะ ถือว่าผัสสะเป็นครู เป็นธรรม เป็นธรรมหนึ่งที่มาสงเคราะห์ มาเกื้อกูลจิต
การกระทบมันทำให้เห็นใจเจ้าของ
ได้เห็นกิเลสตัวเอง ได้เห็นว่าความหนา ความหนัก ความเบา ความจาง ความน้อย
หรือกระทั่งไม่มี ...ด้วยการที่ตรงไปตรงมาอยู่ภายใน ถึงเรียกว่าการขัดเกลา
เพราะนั้นว่า ไม่ได้ว่าให้อยู่กับความสงบ ...อย่าไปคิดว่าต้องอยู่กับความสงบให้ได้ แล้วก็ให้สงบทั้งวันแล้วถึงจะเรียกว่าได้ผล...ไม่สงบหรอก
ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนสงบหรอก
มีสงบอยู่ที่เดียวคือใจ มีที่สงบที่เดียวคือที่ใจ ...ใจยังไง...ใจที่ระงับจากการปรุงแต่ง ...ตรงนั้นน่ะคือที่อันเดียวที่สงบที่แท้จริง
หรือเรียกว่าสัมมาสมาธิ คือตัวใจนั่นแหละ คือตัวสัมมาสมาธิ
ในความเป็นธรรมชาติของใจน่ะ
อยู่ด้วยความสงบอยู่แล้ว ...แต่ที่มันไม่สงบเพราะมันมีความปรุงแต่ง
เพราะมันมีความปรุงแต่งแล้วเราไปจับเอาความปรุงแต่งนั้นเป็นอารมณ์ต่อเนื่องออกไปแค่นั้นเอง
เพราะนั้นสติสัมปชัญญะนี่เป็นตัวที่รู้เท่าทันความปรุงแต่ง
แล้วไม่ตามความปรุงแต่งนั้น ...ความปรุงแต่งนั้นก็ดับ หรือมันน้อย หรือมันจาง
หรือมันคลายออกไป มันก็เหลือแต่ใจล้วน
ใจที่เป็นแค่รู้กับเห็น รู้กับเห็นตรงนั้นก็จะชัดเจน
เวลาเราปกตินี่ จิตปกติ หรือไม่มีความคิดความปรุง
หรือว่าไม่มีการกระทบกับอะไรแรงๆ นี่ก็จะเห็นว่าใจมันรู้เป็นธรรมดาของมัน ไม่เห็นต้องทำอะไร
มันก็สงบในตัวของมันเอง
นั่นแหละถึงว่าสงบ มีอยู่ที่เดียว ...ไปหาความสงบที่อื่น
หรือไปทำให้สงบด้วยวิธีการใดๆ มันก็เป็นแค่สงบภายนอก หรือเรียกว่าอุบายทำให้จิตสงบ ...เข้าใจนะ ที่ว่ามันเป็นอุบายทำให้จิตสงบ
โยม – แต่เบื้องต้นมันก็ควรจะต้องหาสถานที่ด้วย
ใช่รึเปล่าคะ
พระอาจารย์ – ก็ธรรมดา
ก็ต้องมีสถานที่เป็นเครื่องสงเคราะห์สัปปายะเบื้องต้น ...แต่ว่าต้องเข้าใจว่าเป็นอุบายเพื่อให้จิตสงบ
เมื่อจิตสงบแล้วจึงจะเข้าถึงใจที่สงบ ...เราพูดคนละภาษากันนะ จิตสงบ กับใจสงบ
เพราะนั้นการภาวนาเบื้องต้นที่เราไม่รู้ประสีประสาอะไรกันเลยนี่
พุทโธ หรือจะดูลมหายใจ หรือกำหนดลมหายใจ หรือกำหนดอะไรก็ตามนี่ ทำให้จิตสงบ แต่ใจยังไม่สงบ ยังไม่เห็นใจ
อย่างนั้น เพราะใจน่ะ เป็นเหตุให้เกิดจิต
โยม – ใจ...ใช่หมายถึงตัวผู้รู้รึเปล่าคะ แล้วจิต..ที่พระอาจารย์บอกก็คืออาการของจิตใช่รึเปล่าคะ
พระอาจารย์ – ทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นน่ะคือจิต
เพราะนั้นเมื่อภาวนาด้วยอุบายนี่...จิตจะสงบ
เพราะมันไปผูกอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งที่เป็นกลาง
เช่น พุทโธๆๆๆ นี่เพ่งอยู่
หรือลมหายใจนี่ก็เป็นกลาง หรือจะคำบริกรรมอะไรก็ตาม พวกนี้ บริกรรมคาถาหรือบริกรรมนิมิตอะไรพวกนี้ มันเป็นกลาง
เพราะนั้นนี่ทำไมท่านถึงไม่เอาผู้ชายหรือผู้หญิงมาเป็นคำบริกรรม
เห็นมั้ย... เพราะมันไม่เป็นกลาง มันมีแต่อารมณ์จะให้เกิดความยินดียินร้าย
เพราะนั้นเอาพุทโธ ธัมโม สังโฆ
สัมมาอรหัง หรือว่าลมหายใจ พวกนี้เป็นบริกรรมนิมิต
เพื่อให้จิตมันจดจ่ออยู่กับที่นั้น ...จิตมันก็ออกไปจดจ่ออยู่กับที่ มันก็นิ่ง
ไม่เกิดการฟุ้งซ่านกระจาย
มันก็รวมอยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ
เมื่อที่สุดของคำบริกรรมนิมิตหรือที่สุดของจิตสงบถึงที่ปุ๊บ บริกรรมนิมิตก็หาย
เกิดความสงบอย่างเดียว ตรงนั้นแหละถึงเรียกว่าจิตรวม
ถ้าจิตรวมแล้ว...ตรงนั้นจะเกิดสภาวะใจขึ้น
คือใจจะรู้ตื่น แจ่มชัด ผ่องใสอยู่ภายใน ...ตรงนั้นถึงเรียกว่าเอกัคคตาจิต
จิตหนึ่งใจหนึ่ง อยู่ที่เดียวกัน ...แต่ถ้าไม่แยบคายก็ไปติดว่าใจคือความสงบ
(ต่อแทร็ก 4/28)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น