วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/26 (2)


พระอาจารย์
4/26 (540604B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
4 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/26  ช่วง 1

ผู้ถาม –  ไม่เข้าใจอยู่อย่างหนึ่งครับอาจารย์ ในเมื่อจิตก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย กายก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ความคิดก็ไม่มีตัวตน อารมณ์ก็ไม่มีตัวตน ..แต่พอมาพร้อมกันทำไมเราถึงต้องเป็นทาสของมัน

พระอาจารย์ –  เพราะความไม่รู้ มันสร้างเป็นกลุ่มของตัวตน ความเห็นว่าตัวตนขึ้นมา เกิดความหมายความมัดจนผูกขึ้นเป็นความเชื่อ เป็นทิฏฐิ เป็นทิฏฐิสวะ

อาสวะด้วยความไม่รู้นี่ มันจะก่อให้เกิดทิฏฐิสวะ มานาสวะหรือมานะ แล้วก็ภวาสวะ กามาสวะ อวิชชาสวะ พวกนี้ มันจะสร้างขึ้นเป็นภาวะพวกนี้...ด้วยความเห็นเป็นทิฏฐิ มันจะสร้าง

มันก็เลยเหมาเอาเลยว่า...เป็นตัวเป็นตน เป็นของเที่ยง ...ถ้าเป็นตัวเป็นตนได้หมายความว่าจับได้ไง


ผู้ถาม –  แต่เราจับไม่ได้สักอย่าง

พระอาจารย์ –  ก็นั่นน่ะ ...แต่ด้วยความเชื่อ ด้วยนิสัย เคยชิน คุ้นเคย มันเชื่ออย่างนี้มานานมากแล้ว มันเลยไม่ยอมปล่อย ...นี่ รู้ได้ขณะนึงเองน่ะ แล้วก็หลุดแค่ขณะนึงนั่น 

เกิดใหม่ติดใหม่อีก เป็นตัวเป็นตนใหม่อีก ...เนี่ย ต้องถามว่า...ด้วยปุพเพนิวาสานุสติญาณ...ไม่รู้มีรึเปล่านะ...ว่าตั้งแต่เกิดมานี่ วิชชากับอวิชชาสวะ อันไหนมากกว่ากัน


ผู้ถาม –  ก็ไม่รู้ครับ

พระอาจารย์ –  เออ ถ้าไม่รู้แปลว่าอวิชชาสวะน่ะมากกว่า ...เพราะนั้นเมื่อมันมากกว่า ไอ้การที่เราผูกแน่นด้วยความเห็นนี่ มันจึง...รู้แค่ขณะหนึ่งมันก็ยังไม่ดับ รู้แค่ขณะหนึ่งมันก็ยังไม่พอ เดี๋ยวก็เกิดอีกๆ

เมื่อไหร่เรารู้จนขนาดที่เรียกว่ามันบาลานซ์กัน...นั่นแหละ เริ่มจะเห็นหัวเห็นหาง เริ่มจะเห็นต้นเห็นปลายแล้ว ว่าเริ่มไม่มีตัวไม่มีตน ...เริ่มจริงแล้วเว้ยเฮ้ย เริ่มจริงแล้ว

เนี่ย มันก็เริ่มเข้าไปล้างความเห็นนั้นได้ ให้เกิดความจางคลายจากความยึดในตัวตนนั้นๆ มันเข้าไปลบล้างทิฏฐิที่เป็นทิฏฐิสวะ กามาสวะ ภวาสวะ เหล่านี้

พวกนี้มันจะก่อเกิด...เวลาก่อเกิดตัวตนแล้ว มันเกิดรวมกันหมด ...ก็ออกมาค้นหา ออกมาแสวงหา

เพราะนั้นถ้าดูแบบตื้นๆ ดูแบบคนทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติขัดเกลามานี่  มันก็จะบอกว่า...เนี่ย ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้ ก็ปล่อยให้มันเป็นไป มันเป็นธรรมชาติของใจคนนะ มันก็ต้องมีอย่างนี้ มีอารมณ์ มีความเชื่อ 

มันเชื่อแบบถูกหลอกน่ะ แล้วมันคิดว่าจริงด้วย ...เข้าใจว่าอุปาทานหมู่มั้ย ก็มันโง่อยู่กับโง่น่ะ มันก็เชื่อสิ  เหมือนโจรอยู่ในแวดวงโจรน่ะ มันก็บอกว่า เออ กูรวมหัวกันฆ่าคนนี่ถูก ไม่เห็นว่าผิดเลยน่ะ

เออ ถ้ามันมีบัณฑิตคนนึงมาโผล่ผุดโผล่ขึ้นในขณะนั้น โจรมันก็บอก...บ้า ไอ้นี่บ้า ต้องฆ่ามันลูกเดียว มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ...เพราะนั้นก็จะคบบัณฑิตหรือว่าคบพาล

เนี่ย จิตน่ะมันคบพาลอยู่ตลอดเวลา ด้วยความไม่รู้นะ ...แล้วพอดีว่ามันก็ส้องสุมมั่วสุมอยู่กับพาล...คือปุถุชน คือผู้หนาแน่น ...ปุถุชนแปลว่าผู้หนาแน่นด้วยกิเลส

เพราะนั้นเมื่อมันหนาแน่นด้วยมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว ก็เออออห่อหมก ...เขาว่าถูกก็ถูก เขาว่าผิดก็ต้องผิด เขาว่าใช่ก็ต้องใช่ เขาว่าต้องทำอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้

เขาว่ามันต้องได้อย่างงั้น ก็ต้องได้อย่างนี้ อารมณ์ ความรู้สึก ก็ต้องเป็นอย่างงั้น ...เนี่ย มันจับต้องได้มั้ย ไขว่คว้าแข่งกันหา แข่งกันมี แข่งกันเป็น แข่งกันเข้าไป

จบ ป.๔ ไม่พอ มันว่าต้องจบ ป.๖  จบ ป.๖ ไม่พอ ต้อง ม.๖  จบ ม.๖ ไม่พอ เดี๋ยวปริญญาตรี เดี๋ยวปริญญาโท... มันต้องแข่งกันให้ได้ อะไรก็ไม่รู้ เห็นมั้ย

ถ้าถอยออกมาดูนี่ เฮ้ย กูบ้าอะไรวะนี่ บ้าใบกระดาษอะไรก็ไม่รู้ ...จบมานะ ไอ้ที่เรียนมานี่ ไม่ได้ใช้อะไรเลย เวลาไปทำงาน จะไปเปิดตำราที่เคยอ่านมาสี่ปีนะ เอามาทำงานไม่เป็นน่ะ

แล้ววิชานี่ไม่ได้อะไรมากมายหรอก มันพอเป็นการันตีให้น่ะ  เพราะอุปาทานหมู่เขาสร้างกันมาว่า ที่นี่รับปริญญาตรี ...มันก็ใช้อยู่ แต่ว่านิดหนึ่งแค่นั้นเอง ประเภทวิชาการแค่นั้น มันก็ไปนั่งโต๊ะ ทำงานไป

นี่ มันอยู่ในโลกที่มีความคิดความเห็นเดียวกัน หลงผิดเหมือนกัน มันก็เกิดความที่ยิ่งไปหมักหมมความเชื่อนั้นให้เกิดความแข็งแกร่งขึ้น มากขึ้น เป็นตัวเป็นตนมากขึ้น

ก็ไปไขว่คว้าหาดวงดาวในกาแล็กซี่ต่างๆ ...ที่มันคิดว่าได้แล้วน่ะ มองดูท้องฟ้า...เห็นดาวมั้ย ไอ้ที่เห็นน่ะไม่จริง... ใช่ป่าว ของจริงอาจจะดับไปหมดแล้วก็ได้

แต่เราเชื่อกันนะว่ามีดาว คิดว่ามีดาวอยู่นะ ...ทั้งที่จริงบางดวงอาจดับไปแล้ว บางดวงอาจมากกว่านี้ก็ได้ เพราะแสงนี่กว่าจะมาถึงเรา กี่ร้อยล้านปีล่ะ

เพราะนั้นไอ้ที่เราเห็นนี่เป็นแค่แสงสะท้อนนะ เป็นภาพมิตินึง มายา เป็นนิมิตหนึ่งที่แสงกระทบมา แล้วก็ส่งผ่านระยะเดินทางมา เป็นเวลา...บางทีมันส่งมานี่ ดาวมันดับไปกี่ล้านปีแล้วก็ไม่รู้

แต่มันยังเชื่อว่ามีอยู่ เป็นดาวเคราะห์ดาวฤกษ์นั้นๆๆ ...เนี่ย เชื่อได้เหรอ ...แต่มันว่าจริงน่ะ เชื่อกันหมดทั้งโลกว่ามีอยู่นะ ...เนี่ย เป็นความเชื่อนะ แต่ความจริงนี่คนละเรื่องกันเลยนะ

เหมือนโยมน่ะ เหมือนท่านน่ะ (กล่าวแก่ภิกษุ) เชื่อว่าเป็นชาย ท่านเชื่อใช่ไหม  ถ้าผมบอกว่าไม่ได้เป็นนี่ ท่านก็ไม่เชื่อ ...แต่ท่านดูเข้าไปจริงๆ ท่านจะเห็นว่าไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชายยังไง อย่างนี้ต่างหาก

มันมีความจริงที่อยู่ในความคิดที่เราว่าจริงแล้ว นั่นเขาเรียกว่าสัจธรรม ...พระพุทธเจ้าท่านประกาศสัจธรรม ไม่ได้เอาธรรมปลอมปนมาพูด ไม่ได้เอาธรรมปลอมๆ มาหลอก

แต่ธรรมท่านรู้เองเห็นเอง ได้จริงทุกคนไป และเห็นเหมือนกันหมด เถียงไม่ได้ด้วย ...จะมาเถียงท่านได้ยังไง ถ้ามันลองดูไปตรงที่ท่านว่าท่านบอกนี่ ด้วยศีลสมาธิปัญญา มันจะเห็นเป็นอย่างอื่น...ไม่มีทาง

เพราะสิ่งที่ท่านพูดไม่ใช่ท่านโกหก ไม่ใช่ท่านยกเมฆ หรือไม่ใช่ท่านเอาความคิดความเห็นมาบอก  แต่ท่านพูดโดยสัจจะ ...ถึงได้ว่าพระพุทธเจ้าประกาศสัจธรรมมา ท่านไม่เคยโกหกเลย 

ท่านสอนให้เข้าไปเห็นสัจจะในธรรมนั้นๆ ...กายคือธรรมอันหนึ่ง เวทนาก็คือธรรมอันหนึ่ง จิตก็ธรรมอันหนึ่ง ธรรม...คือรูปเสียงกลิ่นรสอารมณ์ ก็คือธรรมอันหนึ่ง

ท่านให้เห็นความจริง หรือว่าสัจจะในธรรมนั้นๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง ...เมื่อนั้นแหละ พูดภาษาเดียวกันหมด เห็นเหมือนกันหมด ...ไม่มีใครสว่างกว่า ไม่มีใครเห็นชัดหรือไม่ชัดกว่า

ท่านเห็นอันเดียวกัน ไม่เถียงไม่ผิดกันเลย …แล้วพวกเราทำไมมันมาเถียงกันอยู่ในวัดนี่ หา ว่านั่งกี่ชั่วโมง นอนกี่ชั่วโมง ภาวนาอะไรอยู่ ดูอะไรอยู่ พิจารณาถูก พิจารณาผิด

อย่าไปเสียเวลากับทิฏฐิหรือความเห็นใดในการปฏิบัติ ...มันเหมือนยาผีบอก หรือว่าแพทย์ทางเลือก มันไม่ใช่ธรรมโอสถ แต่ศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงในความหมายที่เราพูดทั้งหมดคือโดยตรง

นี่แม้แต่ศีลสมาธิปัญญา มันก็ยังเป็นศีลสมาธิปัญญาแบบยาผีบอก ไม่เข้าใจอีก ก็ว่าศีลต้องมีกี่ข้อ เอ้า เอากันเข้าไป มี ๒๒๗ ข้อไม่พอ มันก็ตั้งขึ้นมาอีก เอ้า อย่างเนี้ย มันก็กลายเป็นศีลแบบยาผีบอกอีกแล้ว

สมาธิก็ต้องนั่งนานๆ เอาให้กระดูกแตกกระดูกหักไปเลยอย่าลุก จนเวทนาดับสูญสิ้นหายไปสลายไปถึงจะลุกได้ ถือว่าชนะ ...อ้าว สมาธิของมันนี่ เอากันเข้าไป ก็ยาผีบอกอีก

ปัญญาก็ต้องพิจารณาไปจนเห็นผู้หญิงเป็นซากศพ เห็นผู้ชายเป็นหนอนเดินไปเดินมา แล้วก็เน่าเปื่อยแตกดับๆๆ ไป นั่นน่ะปัญญาแบบยาผีบอก ...ครูบาอาจารย์อื่นเราไม่ก้าวก่ายนะ เราพูดของพวกเรานี่

เห็นมั้ย มันจึงมีความแตกต่างกันในผลน่ะ ...ทำไมล่ะ กินกะเพรารสชาติก็อย่างหนึ่ง โหระพาก็รสชาติอย่างหนึ่ง กินใบสลอดก็ขี้แตก ...ก็แล้วแต่น่ะ

แต่ว่าถ้าศีลสมาธิปัญญาจริงๆ นี่ ไม่ต้องพูดๆ ไม่ต้องไปวิตกวิจารณ์ ไม่ต้องไปวิเคราะห์ ...รู้โง่ๆ รู้ตรงๆ ลงในปัจจุบันกาย (เสียงสัมผัสกาย) เท่านี้ ...ไม่มีอะไร ดูตรงนี้

อย่าไปปาก ภาษาเหนือว่าอย่าไปปาก ดูแต่ตา อย่าทำเป็นนักวิจารณ์ ...มันแสดงว่ามันเป็นขาตรงไหน มันบอกไหมว่าเป็นเนื้อตรงไหน เป็นหนังตรงไหน เอ้า 

อย่างเนี้ย เขาเรียกว่าศีลปกติ ...แล้วใครจะว่ายังไง ใครจะว่าผิด ใครว่าถูก...ไม่ผิดไม่เถียงใคร อยู่อย่างนี้ รู้อย่างนี้ ทางใครทางมันไป กายใครกายมัน ดูไป ผิดใครผิดมัน

มันจะปรุงมันจะแต่ง มันจะขุ่นมันจะข้อง มันจะหมองมันจะเศร้า มันจะผ่องมันจะใส มันจะกังวล มันจะหงุดหงิดรำคาญ มันจะเบื่อ ...ช่างมัน ให้เห็นอยู่ในกายนี่เป็นหลัก

ดูมันไป รู้มันไป รู้อยู่ดูอยู่ ...ไม่ต้องไปพูด อย่าไปพูด อย่าไปพูดกับมัน  ดื้อแพ่งกับมันซะบ้าง  อย่าไปค้นอย่าไปคว้า อย่าไปหมาย อย่าไปหาเหตุหาผล เอาถูกเอาผิด เอาเป็นเอาตาย เอาคุณเอาโทษอะไรกับมัน

ดูมันเฉยๆ รู้มันไปตรงๆ นี่แหละ ในกายเวทนาจิตธรรมนี่ ...นี่เรียกว่าสติปัฏฐาน ระลึกรู้ขึ้นมาในกายเวทนาจิตธรรม จนเห็นกายเวทนาจิตธรรมเป็นกายเวทนาจิตธรรมจริงๆ 

ไม่ใช่เป็นกายเรา เวทนาของเรา จิตเรา ธรรมของเรา ...นั่นแหละถึงเรียกว่าสติปัฏฐานจริง มันจะเข้าไปเห็นกายเวทนาจิตธรรมเป็นกายเวทนาจิตธรรมจริงๆ

ไม่งั้นดูแล้วมันจะชอบต่อ ...ดูกายรู้กายก็บอกดูกายเรา นั่น กายของเรา เรากำลังนั่ง ...นั่น ต่อ ต่อมันเข้าไป มันก็ไม่เห็นกาย มันก็ไม่เห็นเวทนา มันก็ไม่เห็นจิต ไม่เห็นเป็นธรรม 

ก็มันเติมเข้าไปอีกแล้ว...ด้วยความเห็น นี่...พอมีความเห็นว่าเป็นเราก็ เอ้า เป็นของเรา เป็นตัวเรา...เอ๊ะ เราเกิดอีกแล้ว แล้วทำยังไงให้เราดับวะ 

เอ้า หาวิธีแก้ “เรา” อีกแล้ว เนี่ย...คือบอกไม่ยินดีก็ยินร้าย มีอยู่สองอย่าง ...แต่กูไม่เคยกลางเลย กูไม่เคยพอดีแค่รู้เปล่าๆ หรือรู้เฉยๆ เลย

แต่พอรู้เฉยๆ แล้วก็บอกว่า "มันโง่ ไอ้นี่ไม่ทำอะไร ไปไม่รอดหรอก" ...ใช่ป่าวล่ะ  มันก็ว่า “ผมน่ะพิจารณาแทบตายแล้ว ผมยังไม่ถึงไหนเลย ท่านมาว่ารู้เฉยๆ นี่ จะได้อะไร้” ...ใช่มั้ย

ที่คุยกันเรื่องผลของการปฏิบัตินี่ มาคุยให้เราฟังนี่นะ เราบอกว่าเอาขี้มาละเลงกันรึไง ของที่มันดับไปแล้วน่ะ ยังมาคุยกันหน้าดำคร่ำเครียดในวงน้ำร้อนน่ะ ...เสวนาธรรม หรือโอ้อวดธรรมที่มันดับไปแล้วฮึ 

ถ้ามันรู้ตัวตั้งแต่นั้นน่ะ มันจะไม่พูดเลย บอกให้เลยนะ ...ไม่รู้จะพูดทำไม เสีย Energy เปลืองพลังงานว่ะ มาคุยน้ำไหลไฟดับ คุยในสิ่งที่มันดับไปแล้วนี่

เพราะนั้น เอาให้มันจริง รู้ให้จริง รู้ให้เป็น ...ถ้ารู้เป็นรู้จริงแล้วนี่ ไม่ยากหรอก  มันยากเพราะรู้ไม่เป็น รู้ไม่จริง ...ถ้าเป็น...สติเป็น สติจริงแล้วนี่ แค่รู้ ไม่ต้องแอบด้วยความเห็นใดความเห็นหนึ่งขึ้นมา

แล้วเมื่อมันมีปฏิกิริยาตอบโต้ โต้ตอบออกมาจากภายใน ให้รู้อีก ...อย่าตามมัน อย่าฟังมัน อย่าทำอะไรตามที่มันสั่ง ที่มันบีบคั้นเรา ...นี่ เขาเรียกว่าทุกขสัจมันบีบคั้น

เพราะนั้นเมื่อไม่ทำตามมันปั๊บ เหมือนกับคนติดยาเสพติดแล้วไม่ยอมเสพยาต่อ มันจะกระวนกระวาย ทุรนทุราย ดิ้น ทะยาน ...เหมือนหิวโหยน่ะ ไม่ได้กิน

ก็ต้องทวนกระแสเช่นนั้นเสมอ ทวนไว้ก่อน พ่อสอนไว้...พ่อในนี้คือพุทธะ ท่านพูดไว้ตั้งแต่ทุกขสัจ ท่านพูดไว้ตั้งแต่ ทุกข์ สมุทัย ...จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย ...ไปดู สวดทุกวันทุกเช้าน่ะ

มันต้องทวน ทวนก่อนจะทำอะไรๆ ...ตั้งสติให้ดี รู้ให้ทัน แล้วก็ทำทุกอาการ พูดทุกคำพูด แสดงกริยาทุกกริยา ด้วยภาวะปกติ ...ถ้าไม่ปกติ...อย่าทำดีกว่า ไปอยู่คนเดียวให้หายบ้าก่อน

ให้มันตั้งมั่นดีก่อน ไม่งั้นบ้า ไม่บ้าก็เมา หรือจะเมา ...พอเมามากๆ เดี๋ยวมันจะบ้าเลือด  เวลามันบ้าเลือดขึ้นมาแล้วมันไม่ฟังอะไร ...มันจะเกิดการเบียดเบียนกัน ทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน

วัดนี่ได้ชื่อว่าเป็นที่สงบ ...ทำไมมันถึงขัดแย้งกันวะ มันเป็นโรคอะไร ...มันเป็นโรคที่ตา...ตาไม่ดี  มันเป็นโรคที่หู...หูก็ไม่ดี  มันเป็นโรคที่ใจ...จิตน่ะ เป็นโรคจิต

เพราะนั้นมาแล้ว ถ้าทุกคนต่างคนต่างแก้ไขโรค...โรคาพยาธิของตัวเอง คือโรคกิเลสราคะโทสะโมหะภายในนี่ ...วัดภายในก็จะมีแต่ความสงบ 

ไม่ใช่ไปทำให้คนอื่นสงบ ...กายใครกายมัน ใจใครใจมัน ...ทำกายนั้นให้สงบ ทำใจนั้นให้สงบ  แล้วมันสงบเอง ทั้งโลกนี่สงบหมดเลย บอกให้เลย

ถ้ากายอันนี้สงบ อยู่กับใจที่สงบ จากการระงับความปรุงแต่ง ...ต่อให้โลกนี้เร่าร้อนเหมือนไฟ เผาผลาญ ก็มีแต่ความสงบ ...ไม่ใช่เอาแต่ว่าสงบได้เพราะว่าต้องไปดับไฟภายนอกก่อน

ทั้งวี่ทั้งวันมันมัวแต่จะวิ่งหาน้ำไปดับไฟภายนอก หาทางแก้ หาทางปรับเปลี่ยน เอาให้มันลงล็อกให้ได้ นี่...แก้ไปเปลี่ยนมา แก้ไปแก้มา...ตาย...ยังแก้ไม่ได้เลย ...เกิดมาอีก แก้ใหม่อีก ตายอีก ...แก้ไม่ได้เลย เพราะแก้ไม่ถูกที่

เอาแล้ว ...พูดไว้ เตือนไว้ เตือนสติ ให้เข้มแข็ง ...จะบวช-จะสึก ไม่ว่ากัน มันเป็นแค่รูปแบบภายนอก ...อย่าสึกใจ ให้ใจไม่สึก แล้วก็อย่าขาดการศึกษา กายใจนี้

เรียนมัน รู้มัน ...ใช้มันมายังไม่รู้เลยว่ามันนั่ง มันนอน มันเดิน มันกิน นี่ อะไรเดิน อะไรกิน อะไรยืน ยังไม่รู้เลย อย่าไปริอ่านรู้เรื่องอื่น ให้ศึก...ษาภายในอย่างนี้

ไอ้สึกภายนอกน่ะ สึกไป แต่ภายในให้ศึกษา ให้สำเหนียกลงที่กายใจ เสมอ เป็นนิจ ต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย ...แล้วไม่ต้องถามหามรรคผลนิพพาน มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้นๆ

เอาแล้ว พอ เหนื่อย เดี๋ยวอีกรอบนึงอีก วันนี้สามรอบแล้ว เหนื่อย ...ทะนุถนอมมัน รักษามัน กายนี้มันก็ไม่เคยดีให้หรอก เดี๋ยวมันก็แสดงความเสื่อม ความไม่สมประกอบของมัน ...เป็นนิจสิน เป็นธรรมดา 

เนี่ย ร้อน...ก็ให้มันร้อนแต่กาย อย่าร้อนใจ


..............................





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น