วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/28 (1)


พระอาจารย์
4/28 (540607B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
7 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

โยม –  พระอาจารย์คะ อย่างนั่ง(สมาธิ)นี่ค่ะ เวลาปวดขาจะทนไม่ค่อยได้ค่ะ ...เคยมีครั้งเดียวที่นั่งทำสมาธิ แล้วรู้สึกมันแยกกันได้ นอกนั้นนั่งมันไม่เคยแยกเลยค่ะ มันก็เป็นตัวเราปวด 

ควรจะทำให้ได้มั้ยคะ หรือว่าถ้าไม่ได้เราก็เปลี่ยนอิริยาบถไป เพราะมันไม่ไหว

พระอาจารย์ –  อือ เปลี่ยนไปเหอะ ไม่ต้องไปทรมานสังขาร ไม่มีการเอาชนะกัน ...อย่าไปตั้งเป้า ดูมันไป แล้วก็ดูว่าขณะนั้นมีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่ปวดน่ะ

มันอยากหายปวดมั้ย มันอยากเอาชนะความปวดมั้ย หรือมันบังคับ หรือมันเพ่ง หรืออะไร ...มันมีอาการอะไรดูมันตรงนั้นน่ะ ดูกริยาของจิต แล้วมีอะไรมาประกอบกับกริยาของจิต...ความอยาก หงุดหงิด ขุ่น

ดูมันไป ...ไม่ได้อะไรหรอก ดูมันไป ว่าขณะนั้นน่ะ ไอ้ตอนที่มันจะเอาชนะกัน ทนไม่ไหว กัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่น มันมีอะไรบ้าง ...เขาเรียกว่าจำแนกออกไป จำแนกธรรมเป็นส่วนๆ ไป 

ไม่ได้บอกว่าเพื่อเอาอะไร ...แต่เพื่อให้เห็นว่าขณะที่มันปวดนั่นมันมีอะไรบ้างที่ตั้งอยู่ตรงนั้น ที่ปรากฏขึ้น เช่นมีกาย ใช่ป่าว ...มีขา มีปวดขา มีไม่อยากปวดขา แล้วก็มีความคิด 

แล้วก็มีความจำได้ว่า “น่าจะทำยังไงกับมันดี” ...เห็นมั้ย มีตั้งหลายอย่างให้ดู ก็ดูมันไป แล้วก็มีความรู้สึกว่าทนไม่ได้ อยากให้มันหายเร็วๆ อย่างนี้ ก็ดูมันไป ...มันปรากฏยังไงก็ดูยั้งงั้น นี่เรียกว่าโดยสติ 


โยม –  แล้วอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลย ทนไม่ไหวแล้วก็เปลี่ยน 

พระอาจารย์ – (เน้นเสียง)...อย่าเพิ่งเปลี่ยน (โยมหัวเราะ) ...ดูไปก่อน บอกแล้ว พยายามๆ ให้ดูแล้วละความอยากไปพร้อมกัน ...พยายามจับที่ความอยาก ไม่ได้ไปจับที่เวทนาหรือกาย

ให้ทันตรงที่เข้าไปอยากกับไม่อยาก ให้สังเกตตรงนั้น ...แล้วสังเกตไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นว่า เมื่อใดที่อยากมาก เมื่อนั้นเจ็บมาก  เมื่อใดที่อยากน้อย เมื่อนั้นเจ็บน้อย

เมื่อใดที่ไม่อยาก มันก็คนละส่วนกัน ...สังเกตดูแค่นี้ แล้วก็จะจับประเด็นได้ว่า...ไอ้ที่ทนไม่ได้เพราะทนความอยากไม่ได้ ไม่ใช่ทนปวดไม่ได้

ปวดคือปวด มันไม่มีมือมีตีนมากระทืบจิตหรอก ...แต่ความอยากนี่แหละที่เข้าไปหมายในความปวด สังเกตดู ความเข้าไปยินดียินร้ายในปวด ...ตัวนั้นแหละคือตัณหา

เมื่อใดที่ตัณหามาก จะเอาชนะมัน เมื่อนั้นปวด ...ปวดน้อยก็กลายเป็นปวดมากไปเลย ...เพราะนั้น เมื่อใดที่ไม่มีตัณหา ปวดมากก็เหมือนกับไม่ปวด อย่างเนี้ย

เพราะนั้น อย่าเพิ่ง ...ให้แยบคายให้ดี ปวดมันอยู่ที่ไหน


โยม  แล้วตรงไหนล่ะคะ ที่ว่าเปลี่ยนได้ ที่ว่าไม่ต้องทนปวด เพราะมันทนไม่ไหว (หัวเราะ)  
 
พระอาจารย์ –  ไม่รู้อ่ะ ดูเอา...เอาจนถึงที่สุดน่ะ ...ถึงเวลามันพอจะเข้าใจแล้ว พอให้เห็นแล้วว่ามีอะไรบ้าง นั่นน่ะ ดูเอา

อย่าเพิ่งไปรีบออกโดยถูกมันหลอก โดยที่เราไม่รู้เลยว่าเราเอาขาออกเพราะอะไร ...ให้มันเข้าใจก่อน พอเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นในขณะนั้น ดูมันไปก่อน จะปวดมาก ปวดน้อย ก็ดูมันไป ถือว่าเป็นการฝึก

อย่าเพิ่งไปทะเลาะกับมัน ดูด้วยความสงบ ไม่ใช่ดูแล้วให้เกิดความสงบ แต่ดูด้วยความสงบ ...ไม่ใช่ดูด้วยความอยาก-ไม่อยาก ให้มันเป็นหรือไม่เป็นอะไร 


โยม –  แบบว่าตอนนั้นมันเคยทำได้ พอเวลานั้นมันก็จะอยาก 
  
พระอาจารย์ –  มันจะจดจำสัญญาเดิมมา คือมันจะไปเสวย...อยากได้เวทนาตอนนั้น  มันก็ติดทั้งนั้นแหละ ...ได้แล้วทำไม ได้ด้วยความไม่เข้าใจ...อย่าไปได้ซะดีกว่า

เพราะนั้นต้องแยกธาตุแยกขันธ์ให้ออก..ด้วยปัญญา จำแนกธรรมออกเป็นส่วนๆ ไป ...ไหนเป็นรูป ไหนเป็นนาม ไหนเป็นเวทนา ไหนเป็นตัณหา ไหนเป็นอุปาทาน ไหนเป็นความปรุง ไหนเป็นสัญญา 

เอาจนมัน...เนี่ย จำแนกเอาจนไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยน่ะ ในขาอันเดียว มันจะไม่มีเลย จำแนกจนหาขาไม่เจอน่ะ มีแต่ก้อน ...คือดูไปอย่างนี้น่ะ ดูตามความเป็นจริง 

ไม่ใช่ให้คิดค้นอะไรนะ คำว่าพิจารณาไม่ได้หมายถึงให้ไปคิดค้นนะ ด้วยใจที่ดู รู้ ด้วยความแยบคาย ... รู้มั้ยว่านั่ง    


โยม –  พอพระอาจารย์บอกก็รู้นิดหน่อยค่ะ

พระอาจารย์ –  ขยับรู้มั้ย ...ฟังรู้มั้ย  


โยม  ไม่ค่อยรู้ค่ะ 

พระอาจารย์ –  ขยับตอนนี้รู้มั้ย รู้ตัวมั้ยตอนนี้ 


โยม –  รู้ค่ะ 

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย ตัวมันทำอะไร ตัวมันเป็นยังไง  


โยม –  ตอบไม่ถูก  

พระอาจารย์ –  มันนั่งรึเปล่า ขยับรึเปล่า ...เห็นมั้ย ไอ้คำว่านั่ง ไอ้คำว่าขยับนี่ ไม่ใช่ตัว ...ตัวไม่มีคำพูด ใช่ป่าว  ตัวมันเป็นเงียบๆ  ตัวคือกาย มันไม่ได้ขยับ มันมีแต่อาการขยับ ไม่ใช่ตัวขยับ

ขยับ...เป็นสัญญาเรียกว่าขยับ นั่ง...ก็คือสัญญาเรียกว่านั่ง อย่างนี้ เรียกว่าแยบคาย ...ไม่ใช่คิด  ดูเข้าไปสิ ก็กายมันบอกว่ามันนั่งมั้ยล่ะ ใช่ป่าว

เฉกเช่นเดียวกัน มันเป็นหญิงมั้ย หรือเป็นชาย หรือมันสวย หรือมันไม่สวย ดูซิ  มันเงียบใช่มั้ย มันไม่รู้มันเป็นอะไรด้วยซ้ำ ...นี่แยบคายลงที่กาย  อย่างนี้

แล้วเวลาปวดขึ้นมานี่ มันบ่นมั้ย มันก็มี...ปวดก็อยู่ตรงนั้นน่ะ แต่มันก็อยู่ด้วยกันด้วยสันติใช่มั้ย กายเขาไม่เคยอุทธรณ์อะไร ดูสิ ...แล้วใครที่มันร่ำร้องโหยหาอยู่น่ะ ดูอาการตรงนั้น อยู่ตรงนั้น 

แล้วมันโหยหาอะไร สอดส่องลงไป ...ไม่ต้องคิด แล้วมันก็จะรู้ ยิ่งคิดยิ่งโหยหาใหญ่ ...นั่น มันหิว หิวเวทนาใหม่ มันหิวเวทนาใหม่ มันหิวอนาคต มันอยากได้อนาคตที่ดีกว่านี้ 

ชีวิตข้างหน้าจะรุ่งเรืองสีทองผ่องอำไพ..เมื่อเวทนานั้นหมดไป ...มันนึกไว้ มันวาดฝันไว้ข้างหน้า มันถึงทุกข์มากขึ้น ...เพราะนั้นยิ่งปรุงไปถึงอนาคตเท่าไหร่ ยิ่งทุกข์ ดูเอา 

นี่แยบคายลงไปอย่างนี้ ด้วยปัญญา ...ไม่ได้คิดนะ ดู...ว่ามันมีอะไรเกิด แล้วมันเกิดมาจากไหน มันคืออะไร มันคือความคิด มันคือความปรุง มันคือจิตที่มันโลดแล่นออกไปนอกปัจจุบัน

ถ้ามันมีแค่ปัจจุบัน ก็มีเท่านี้แหละ กายกับปวดแล้วก็รู้...สามอย่าง ...นี่ถ้าจะเอาปัจจุบันขันธ์จริงๆ นะกับปัจจุบันธรรม ที่เป็นปัจจุบันตามเหตุปัจจัยที่ปรากฏ มันจะมีอยู่แค่นี้ ...ไอ้นอกนั้นน่ะ...เกิน

แล้วมันจะรู้เอง อันไหนควรละ ...เพราะนั้นจะไม่ได้ละที่เวทนาเลย  มันก็จะเห็นว่าเมื่อใดที่ละความปรุง ละความอยาก มันก็มีธรรมเท่าที่ปรากฏเท่านี้น่ะ

กายก็เป็นธรรมหนึ่ง เวทนาก็เป็นธรรมหนึ่ง ใจก็เป็นธรรมอันหนึ่ง...สามตัว กาย เวทนา ใจ อยู่ด้วยกันโดยสันติ

แต่ตอนนี้มันไม่สันติ...เพราะไปหมายเอาเวทนาเป็นเราหรือเปล่า..ดูเอา ...เพราะไปหมายเอาว่ากายนี้เป็นเราหรือเปล่า..ดูเอา ...เนี่ย ทุกข์มันอยู่ที่กาย หรือทุกข์มันอยู่ที่เรา

นี่ก็แยบคายดู ...มันไม่เชื่อ ก็ดูย้อนไปย้อนมา ดูย้อนไปย้อนมา  ดูอย่างนี้ ไม่ต้องคิดว่าจะหาย หรือว่าจะแยกหรือไม่แยกไม่รู้...ดู ติดอีกดูอีก ยึดอีกดูอีก มันยึดตรงไหน


โยม  ก็เห็นอยู่น่ะค่ะ บางครั้งที่ว่าจิตเราตั้งมั่น มันก็ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ แต่เวลาพอมันรวมมันก็ทุกข์ อย่างนี้ค่ะ

พระอาจารย์ –  อือ ก็ดูว่ามันเกิดตรงไหนทุกข์ ดูไปตรงนั้น แล้วก็จะเห็นเองว่าเหตุที่เกิดทุกข์นั้นคืออะไร ...มันก็เห็นว่าในตรงที่เกิดทุกข์นั้น มีอะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

อยากหรือไม่อยาก หรือว่าความส่ายไปในอนาคตหรืออดีต แล้วแต่ว่าปัจจัยขณะนั้น จิตภายในมันจะปรุงแต่งอะไรออกมา ไปหมายมั่นอะไร ...พอมันเห็นเหตุตรงนั้นมันก็ดับ มันก็จะดับเหตุนั้น 

แล้วมันก็จะเกิดเหตุใหม่ขึ้นมาอีก มีปัจจัยมาผสมใหม่ขึ้นมาให้เป็นเหตุใหม่ ให้พบเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก ในแง่มุมใหม่ขึ้นมาอีก ...ก็ต้องทันเข้าไปอีก แยบคายลงไป


โยม –  มันก็วนอย่างนี้

พระอาจารย์ –  อยู่อย่างนี้แหละ จนกว่ามันจะแจ้ง ...คือไม่ไปไม่มาแล้วน่ะ ถ้ามันแจ้งคือไม่ไปไม่มาแล้ว มันก็รู้ว่ามันมีแค่นี้ จริงๆ ...นอกนั้นไม่จริง ไอ้นอกนั้นไม่จริงหมด

แต่ใจมันยังไม่ยอมรับ มันจะเชื่อแต่ของไม่จริง ...มันจะเชื่ออดีตกับเชื่ออนาคต..สองอย่าง ปัจจุบันไม่ยอม ไม่ยอมปัจจุบันอย่างเดียว

เพราะนั้นก็เฉกเช่นเดียวกันกับรูปรสสัมผัสที่เรากระทบเดี๋ยวนี้ ...เพราะนั้นถ้าอยากจะฝึก อยากจะเข้าใจเวทนาที่กำลังนั่งปวด ...ในชีวิตประจำวันต้องเรียนรู้อย่างนี้ ในผัสสะที่ปรากฏ

เพราะนั้นรูปที่ปรากฏ มันก็เป็นเวทนา เสียงที่กระทบหูนี่ก็เวทนา เป็นเวทนาหนึ่งเหมือนกัน เป็นเวทนาทางตา เป็นเวทนาทางหู เป็นเวทนาทางลิ้น เวทนาทางจมูก เวทนาทางกาย เวทนาทั้งนั้น

แต่ว่าดูสิว่ามันเป็นเวทนาตามความเป็นจริง ...หรือว่ามันเป็นเวทนาอะไร


(ต่อแทร็ก 4/28  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น