พระอาจารย์
4/23 (540601E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554
พระอาจารย์ – นับถือได้หมด
เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าห้าพระองค์น่ะมา มาทั้งนั้นน่ะ หลวงปู่บอกว่า
คนมาใส่บาตรพระตั้งแต่พระพุทธเจ้ากกุสันโธน่ะ มีมาตั้งแต่กี่ยุคกี่สมัย
นี่เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ ครูบาอาจารย์มาสำเร็จอรรถ สำเร็จได้ธรรม
ตั้งแต่สมัยหลวงปู่มั่นลงมาก็ตั้งหลายองค์ ...เป็นมงคล ...เพราะนั้นเราได้มาอยู่ในที่ที่เป็นมงคล ก็พยายามทำใจให้เป็นมงคลที่ดี
ใจมันจะดี ใจจะเป็นมงคล อยู่ดีๆ
มันไม่เป็นเองหรอก มันไม่เป็นเอง ขอร้องอ้อนวอน บนบานศาลกล่าวยังไง ใจมันก็ไม่เป็นเองที่จะเป็นมงคลขึ้นมา
เพราะนั้นการที่ใจมันจะดีขึ้น
เป็นมงคลขึ้น หรือว่าเป็นธรรมขึ้นมาได้นี่ มันต้องดีได้ด้วยศีลสมาธิปัญญา
หรือการภาวนา
มันไม่ได้อยู่แค่ว่าการทำบุญให้ทาน
ไม่ใช่แค่ว่าอ่านธรรมะหรือว่ามีคุณธรรมที่ดี ...แค่นั้น มันไม่พอ...ที่จะเข้าไปทำให้ใจดวงนี้บริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมา
มันต้องอาศัยความบากบั่นพากเพียร
เจริญศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา ประกอบในชีวิตประจำวัน …มันต้องหนัก มันต้องเหนื่อย มันต้องทวน มันต้องเท่าทันอยู่อย่างนี้ ...นี่เขาเรียกว่าความพากเพียร
อยู่ดีๆ มันไม่มีทางหรอกที่ใจมันจะกลับไปคืนสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของใจ
หรือว่าธรรมชาติของใจเดิมที่บริสุทธิ์ เป็นกลาง ไม่หวั่นไหวกับสิ่งใดได้
การมาฟังธรรม การมาฟังเทศน์ ...ก็ฟังมาตั้งแต่หลวงปู่ จนถึงลูกศิษย์หลวงปู่เทศน์แล้วนี่ ...ท่านก็เป็นแค่ผู้แนะนำ
ผู้ชี้ ผู้สอน ผู้คอยตักเตือน ผู้คอยให้คำแก้ไข เท่านั้นเอง
แต่ว่าผล
หรือว่าการปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง ...มันจะต้องอยู่ที่ตัวคนฟัง
จะต้องน้อมเอาไปปฏิบัติด้วยตัวเอง ...อันนี้สำคัญที่สุด
เพราะนั้นไม่ใช่ว่าฟังแล้วก็อยู่แค่ฟัง
ไม่ใช่แค่อ่านแล้วก็ทำความเข้าใจตรงที่อ่าน...แล้วก็ดับไป
แต่ว่าภาคการปฏิบัติน่ะสำคัญ ...ต้องประกอบเหตุแห่งศีล ประกอบเหตุแห่งสมาธิ
ต้องประกอบเหตุแห่งปัญญาให้เกิดให้ได้...ด้วยตัวเอง
เมื่อนั้นแหละ จึงจะเข้าไปแก้ใจได้
เข้าไปเอาสิ่งที่มันไม่ใช่ใจออกมาจากใจ ...เห็นสิ่งที่มันเจือปนอยู่ที่ใจ
แล้วก็ชำระมันออกมาจากใจได้
ไม่ง่าย ...แต่มันไม่เกินความพากเพียรของมนุษย์...ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ไม่มีข้อแม้เลย
ขึ้นชื่อว่าเป็นคน ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เกิดมาในเมืองไทย นับถือศาสนาพุทธ
ไม่ว่าจะเคยได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าจะเคยมีบารมีมา
หรือไม่เคยมีบารมีมา เกิดในชนชั้นวรรณะไหน พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไม่มีข้อแม้ใดๆ
ทำได้หมด
ขอให้ฟังให้เข้าใจโดยสุตตะ
แล้วก็สามารถพิจารณาขณะที่ฟังด้วยความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว
สุดท้ายก็เอาไปเป็นภาวนามยปัญญา...ให้เกิดปัญญาด้วยการทำจริง ปฏิบัติจริง
เพราะธรรมนี่เป็นจริง
ธรรมเป็นเรื่องจริง ธรรมเป็นของจริง...การปฏิบัติต้องปฏิบัติจริง เท่านั้น ...ถ้าไม่ปฏิบัติจริง มาคาดๆ เดาๆ มานั่งคิดนั่งหา
นั่งเปรียบเทียบเปรียบเปรย หรือนั่งพิจารณา...ยังไม่เพียงพอ
ต้องทำจริงปฏิบัติจริง ...กายจริงๆ รู้กาย...รู้กายจริงๆ ...ไม่ใช่มานั่งค้นคิดว่ากายเป็นอย่างนั้น
กายเป็นอย่างนี้ กายอดีตเป็นยังไง กายข้างหน้าจะเป็นยังไง ...อันนี้กายไม่จริง
อย่าไปคิด
ให้รู้กายจริงๆ ต้องรู้ตรงนี้...กายจริงๆ นั่ง...ก็รู้ว่านั่ง เห็นมั้ยอะไรนั่ง เห็นมั้ยว่าอะไรขยับ ...ดูมัน
ปฏิบัติลงไปที่ของจริง
จิตก็จิตจริงๆ ...มันคิด มันปรากฏอะไร
มันเกิดอารมณ์ใด มันเกิดความสุขความทุกข์ ความดีใจ ความกังวลอะไร ...มันเกิดขึ้นจริง
ก็ต้องรู้ไปจริงๆ รู้ไปตรงๆ
ไม่ต้องไปติ ไม่ต้องไปว่า
ไม่ต้องไปบ่นให้มัน ไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับมัน ไม่ต้องไปมีเงื่อนไขอะไรกับมัน ...ให้รู้จริงๆ ให้รู้กับความเป็นจริงที่ปรากฏจริงๆ ก็คือรู้จริงๆ
อยู่แค่รู้จริงๆ ไม่ใช่รู้แล้ว...'เอ๊
ใช่ไหม เอ๊ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เอ๊ มันน่าจะเป็นอย่างนั้นไหม
ต้องควรจะเป็นอย่างนี้มั้ย' ...อันนี้รู้ไม่จริง รู้แล้วมันเกินจริง
อย่าไปทำอะไรให้มันเกินจริง ...มันเกิดขึ้นจริงก็รู้จริงน่ะ มันเกิดจริง
รู้จนถึงที่สุดของความเป็นจริงที่มันเกิดอยู่ตรงนั้น ที่มันตั้งอยู่ตรงนั้น
ก็จะเห็นที่สุดของความเป็นจริงนั้นว่า...ดับไปเอง
เปลี่ยนแปลง ไม่คงอยู่ เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็มากขึ้น เดี๋ยวก็น้อยลง
เดี๋ยวก็...อยู่ดีๆ ก็ดับไปเอง โดยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับมัน
เนี่ย
กลับมารู้จริงเห็นจริงอยู่กับปัจจุบันที่ปรากฏ นี่แหละเรียกว่าสติ ...เนี่ย
เรียกว่าการเจริญศีลสมาธิปัญญา
ต้องอาศัยความพากเพียร ขยัน ...เพราะเดี๋ยวมันก็ขี้เกียจทำอีกแล้ว ขยันได้ประเดี๋ยวประด๋าว โดยนิสัย
โดยกมลสันดานของมนุษย์ปุถุชนน่ะมันขี้เกียจขี้คร้าน
มันรักสบาย มันรักความเรื่อยๆ ง่ายๆ
ไหลไปไหลมาตามอารมณ์ ด้วยความเผลอไผล เพลิดเพลิน มันจะไป...ชอบไปอยู่กับอารมณ์ตรงนั้น อยู่กับลักษณะอาการเช่นนั้น
มันต้องไม่ขี้เกียจ
พอระลึกได้ก็กลับมาดู อยู่กับเนื้อกับตัวอีก รู้ ตั้งมั่น อยู่กับรู้เห็นกาย วาจา
อาการของใจที่ปรากฏแสดงยังไง ...ตรวจสอบ ดูตัวเองบ่อยๆ อย่าขี้เกียจขี้คร้าน
ต้องพากเพียร ขยันดูแลรักษาสติ ...ให้เห็นตัวเองอยู่ ในทุกกาลเวลา สถานที่ ทุกเรื่องราว ไม่ว่าจะเรื่องเลวร้ายอะไรก็ตาม หรือว่าประสบสิ่งเลวร้ายอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง
อะไรก็ตาม ทั้งที่รับได้ รับไม่ได้ เรื่องที่รับได้ ...จะต้องให้มีสติระลึกรู้เห็นอาการทางกายทางใจตรงนั้นให้ได้ ให้ทัน...เป็นปัจจุบันธรรม
เป็นปัจจุบันขณะ ...เนี่ย ถึงเรียกว่าผู้ปฏิบัติจริง
จะต้องเป็นอย่างนั้น
ไม่ใช่แค่ฟังแล้วว่าเข้าใจ หรือว่าฟังแล้วก็ไป...เออ ว่าดี เออ ว่าใช่ เออ ว่าตรง เออ ว่าถูกแล้ว ...แต่ว่าไปนั่งนอนตายอยู่กับซากขันธ์
ซากใจที่มันมีแต่กิเลสครอบครองอยู่น่ะ ...เขาเรียกว่าไปนอนตายกับกิเลส
มันก็ได้เท่านั้นน่ะ
มันก็ได้แค่บุญที่เกิดจากการฟังธรรม...ก็ได้บุญ
แต่ว่าเป็นบุญกริยาที่เกิดจากการทำดีก็ได้ดี ...แต่มันยังมีบุญที่เหนือกว่าการทำดีได้ดีนั้น
นั่นคือบุญจากการภาวนา จากการปฏิบัติ จากการเจริญสติสมาธิปัญญา
ลงไปที่กายใจของตัวเองนั่นแหละ ...อันนั้นถึงเรียกว่าเป็นมหาบุญ
เป็นบุญอันสูงสุด คือทำความบริสุทธิ์มาสู่ใจ หรือชำระใจให้บริสุทธิ์
จริงๆ
ใจน่ะบริสุทธิ์มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่ก่อนเราเกิดอีก เพราะว่ามันบริสุทธิ์อยู่แล้ว ...แต่ว่าเราเกิดมาแล้วใช้กายไม่เป็น ใช้ใจไม่เป็น
มันก็เลยไปหมักหมม ไปสะสม
ไปทำให้มันปิด ทำให้มันบัง ทำให้มันครอบงำด้วยความโง่ความเขลา
ครอบงำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ครอบงำด้วยความเห็น
ครอบงำด้วยความสุขความทุกข์อะไรต่างๆ
มันยิ่งเกิดมาแทนที่มันจะชำระปัดเป่าออก ...มันกลับยิ่งทำให้มันมืดบอด มืดมิด มืดมนอนธการมากขึ้น
เสียดาย...พระพุทธเจ้าท่านตรวจตรา
ท่านตรัสรู้มา ท่านสอดส่องดูสัตว์โลกแล้วท่านเสียดายแทนสัตว์โลกทั้งหลาย
ที่ใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ ไม่มีค่าคู่ควรแห่งการเกิด
เพราะว่ามันเป็นวาระอันดี
มันเป็นมงคลในการเกิดมาเป็นมนุษย์ มีอาการครบสามสิบสอง หูไม่หนวก ตาไม่บอด
จิตใจไม่ฟั่นเฟือน มีสติสัมปชัญญะดี เจริญได้
แต่กลับใช้ชีวิตด้วยการที่ว่าหมกมุ่นมัวเมา ลุ่มหลง หลงไปไหลมาอยู่กับรูปเสียงกลิ่นรสที่สลับผันแปร ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลาของมัน แล้วก็ตายไปโดยเปล่าประโยชน์ ...พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเป็นโมฆะบุรุษ โมฆะสตรี
เมื่อได้ยินได้ฟัง เมื่อเข้าใจในหลักของการปฏิบัติ
ไม่ว่าใครจะว่ายังไง ไม่ว่าอาจารย์องค์นั้นจะสอนยังไง ให้น้อมนำเอาไปปฏิบัติจริง
ตามความเชื่อความเห็นที่เราเข้าใจตรงนั้น
ด้วยการเอาตัวเองเข้าไปลอง
เอาตัวเองเข้าไปพิสูจน์ เอาใจของตัวเองเข้าไปลอง
เอาใจตัวเองเข้าไปพิสูจน์ในศีลสมาธิปัญญา ตามที่เราเชื่อเราเห็น
ธรรมย่อมปรากฏตามความเป็นจริง
ความเข้าใจธรรมที่ปรากฏก็ย่อมจะชัดเจนไปตามลำดับลำดา ...ไม่ต้องไปอ้อนวอนร้องขอบนบานศาลกล่าว
ด้วยการกระทำอย่างอื่นเลย
ให้กลับมาประกอบอยู่ภายในกายใจของเรานี้แหละ
ตั้งแต่ตื่นนอน...ทั้งวัน ทำงาน เดินไปเดินมา ทำมาหากินอะไรอยู่ก็ตาม
ให้ศีลสมาธิปัญญาให้ตั้งลงอยู่ที่ตรงนั้นแหละ ตรงกายที่กำลังทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ
กลับมารู้ กลับมาเห็น กลับมาดูตัวเอง กำลังทำอะไร ...ดูอาการทางกายทำยังไง ดูอาการทางจิตว่ามันอยู่ในอาการไหน กังวล ดีใจเสียใจ
วิตกทุกข์ร้อน ฟุ้งซ่าน เกลียด กลัว โกรธ หลง โลภ อะไรก็ตาม
ให้กลับมาดู สอดส่อง สังเกตดูว่าขณะนั้นน่ะ
มันปรากฏการณ์อะไรอยู่ มีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นในใจ มีปรากฏการณ์ยังไงกับกาย
มันเดิน มันนั่ง มันร้อน มันเย็น มันอ่อน มันแข็ง มันหนาว
เอาให้มันไม่ขาดจากกายใจปัจจุบัน...ต่อเนื่องเป็นสายไปเลย ...นั่นน่ะถึงเรียกว่าผู้ปฏิบัติจริง
จึงจะเรียกว่าอยู่ในวิถีของพุทธ เป็นลูกศิษย์ของพุทธเจ้า
เพราะพุทธเจ้า
คำว่าพุทธเจ้า ก็มาจากคำว่าพุทธะ ...พุทธะก็หมายความถึงว่ารู้...เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น
ผู้เบิกบาน
เพราะนั้นถ้าจะเป็นลูกศิษย์ของพุทธเจ้า
ก็อยู่ในวิถีของพุทธะ วิถีแห่งการรู้ตื่น...ตลอดเวลา ...ไม่ใช่หลับๆ ไหลๆ ลุ่มๆ หลงๆ มัวๆ เมาๆ เผลอๆ เพลินๆ ไหลไปไหลมา
นั่น ไปกับเรื่องราวอย่างนั้น เรื่องอดีต
เรื่องอนาคต เรื่องสัตว์คนนั้น เรื่องบุคคลคนนี้ เรื่องราวข้างหน้า
เรื่องราวข้างหลัง ...อย่างนี้
ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของพุทธเจ้าที่ท่านสอนให้อยู่ในวิถีแห่งพุทธ
เราใช้ชีวิตก็ต้องอยู่ในวิถีแห่งพุทธ
วิถีแห่งการรู้อยู่ เห็นอยู่ ในอาการของตัวเองนะ ในปัจจุบัน ...เอาจนต่อเนื่องไปไม่ขาดระยะ
มันจะต่อเนื่องไปไม่ขาดระยะด้วยอะไร ...ด้วยไม่ขี้เกียจ อย่าขี้เกียจ อย่าขี้เกียจกลับมาดู
อย่าขี้เกียจกลับมาสอดส่องดูการกระทำทางกายวาจาจิตของตัวเอง
มันจะตายกับความขี้เกียจน่ะ
แล้วมันก็ขี้เกียจกลับมาดูกลับมาเห็น มันก็เกิดความท้อถอย เพราะมันก็ว่า...“ฮื้อ
ไม่เห็นได้อะไร ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เกิดความปล่อย ละ วาง จางคลายตรงไหนได้เลย”
มันก็เลยอ้างข้างๆ คูๆ ว่า...ไม่มีวาสนาซะล่ะมั้ง บารมีไม่พอ บารมีไม่ถึง เดี๋ยวเราจะต้องไปทำบุญอ้อนวอนร้องขอ
บนบานศาลกล่าว แก้กรรม ชำระกรรมซะก่อน เจ้ากรรมนายเวรเขาคงมาปิดมาบัง
อู้ย
มันมีความเห็นบ้าบอคอแตกอะไรไม่รู้ให้มันออกนอกวิถีแห่งพุทธะเสมอ ...อย่าไปฟังมัน
อย่าไปฟังกิเลส อย่าไปฟังความเผลอเพลิน...ตามมัน
รู้ตื่นอยู่ ...ไม่มีก็ต้องสร้างขึ้น
เจริญขึ้นมา ...การปฏิบัติก็ให้ทำอยู่แค่นี้ ไม่ได้ทำอะไรหรอก ไม่ได้ไปว่าแบกหิน แบกทราย
แบกปูน ไปขุดดิน ไปดำนา ไปลากควาย ไปจูงช้างอาบน้ำซะเมื่อไหร่
แค่กลับมารู้น่ะ...มันยากมั้ย กลับมารู้โง่ๆ กลับมารู้ว่าเดินนี่ มันยากเกินไปมั้ย ...มันยากเหมือนกับควาญช้างที่เอาช้างไปอาบน้ำมั้ย หรือต้องไปค้าไปขายไปหาเงินหาทอง
มันยากกว่ารึเปล่า
กับไอ้ที่ว่านั่งอยู่ก็รู้ว่านั่งนี่
ทำไมทำไม่ได้ ...มันขี้เกียจ มันชอบปล่อยให้ล่องลอยไปกับกิเลส ความคิดนั้น คิดนี้ คิดโน้น
ฝันหวานมั่ง อมยิ้มไปอมยิ้มมา เครียดไปเครียดมา ...มันก็ฝันทั้งนั้นแหละ
กลับมารู้บ่อยๆ ดูตัวเองบ่อยๆ ...ให้รู้เฉยๆ ไม่ใช่รู้แล้วต้องไปทำให้ดีกว่านั้น ต้องทำให้แย่ลงกว่านั้น เออ มืออยู่ยังไง
ขาอยู่ยังไง ใบหน้ามันอยู่ลักษณะยังไง บึ้งตึง
อมยิ้ม หรือว่าเฉยๆ นี่ ลมพัดเย็นมั้ย เย็นแล้วดีมั้ย หรือไม่ดีมั้ย
ดูมันไป
ดูอะไรที่มันอยู่ตรงนี้ กลับมารู้ตรงนี้ ...ไม่ตายหรอก
มันไม่ได้ทำให้สมบัติชื่อเสียงเงินทองเราลดลงหรอก อย่าไปกลัวที่จะไม่คิดไม่ปรุง ไม่หาไปข้างหน้าไปข้างหลัง
ให้มันรู้อยู่ตรงนี้
การปฏิบัติมันจึงจะอยู่ในชีวิตประจำวันได้ ...ไม่ใช่ต้องมาอยู่วัดถึงจะปฏิบัติได้ ต้องอยู่ในป่าในเขาถึงจะปฏิบัติได้ ต้องอยู่คนเดียวไม่มีเมียผัวลูกหลานถึงจะปฏิบัติได้ หรือรอให้แก่ก่อนถึงจะปฏิบัติได้
รอไม่ได้ ...ทำไมถึงว่ารอไม่ได้ ...เพราะความตายมันไม่เคยรอ
ความตายไม่เคยรอใคร ตายเมื่อไหร่ก็ได้ เดี๋ยวนี้ก็ได้ บทมันจะตาย...ตายเลย
ไม่มีนิมิตหมายใดๆ มาบอกล่วงหน้า
ไม่มีลางสังหรณ์ ไม่มีคำเตือน ไม่มีฝันมาบอก เดี๋ยวต้องตายวันนั้นเวลานั้น บทจะตาย...ตายเลย ใครจะไปรู้ ...เห็นมั้ย ถึงบอกว่ามันรอไม่ได้...การปฏิบัติน่ะ
แล้วมันพอมั้ย สมควรตายรึยัง
เดี๋ยวนี้มันสมควรตายรึยัง ...ยัง...ทุกคนบอกเลย ยังไม่สมควรตาย ...เพราะอะไร ...เพราะเดี๋ยวก็กลับมาเกิดอีกๆ
แล้วก็เกิดมาโง่ๆ เซ่อๆ ต่อ
ค้นหาการปฏิบัติใหม่ ...กว่าจะเจอครูบาอาจารย์ กว่าจะเจอคนสอนที่ถูกจริต ถูกนิสัย
ทำแล้วได้ผล โอ้ย อายุเท่าไหร่แล้ว ห้าสิบแล้ว เกือบแล้ว ...แล้วไอ้ห้าสิบปีมันหายไปไหน
เห็นมั้ย
มันไม่สมควรตายซะตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ...เกิดมาก็ไม่รู้ไม่ชี้ใหม่
กว่าจะหาแนวทางการปฏิบัติได้
แล้วกว่าจะสร้างวิริยะความพากเพียรให้เกิดความตั้งอกตั้งใจในการปฏิบัติได้ ...โอย
อีกหลายปี
กว่าจะเกิดความขยันหมั่นเพียร
ตั้งอกตั้งใจ เอาจริงเอาจัง ...ไปถึงวาระนั้นก็...หงั่กๆๆ จะยกมือก็ต้องให้คนมาช่วยยกแล้ว แล้วก็ตาย ...ก็สมควรตาย
(ต่อแทร็ก 4/24)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น