วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/20


พระอาจารย์
4/20 (540601B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554


โยม –  พระอาจารย์คะ น้องชาย..ที่มาวันนั้นน่ะฮ่ะ

พระอาจารย์ –  เอ้า ว่าไง  


โยม –  เขาบอกว่าเขาก็มีเครื่องอยู่คือ พุทโธ พุทโธไปๆ  ถ้ามันไหลไปคิดอะไรก็ให้รู้ ...ทีนี้มันมีในชีวิตประจำวัน เขาจะต้องทำงานนะคะ เขาก็อยากจะให้ต่อเนื่อง ให้พุทโธ  สตินี่ ...ถามพระอาจารย์ว่าจะทำยังไง ถ้าหากเป็นกรณีที่ต้องรับรู้อารมณ์ภายนอกด้วยแล้วก็จะต้องมาพุทโธด้วย อะไรอย่างนี้ค่ะ   

พระอาจารย์ –  ก็บอกเขาเลยว่า ทิ้งพุทโธไปเลย 


โยม –  ทิ้งเลยหรือคะ  

พระอาจารย์ –  เออ แล้วก็กลับมารู้ตัว รู้กับกาย   


โยม –  เขาถือว่ามันผิดน่ะฮ่ะ เขาถือว่าผิดที่ไปส่งใจออกนอก     

พระอาจารย์ –  ไม่ผิด รู้ตัวอยู่ว่าพูด รู้ตัวอยู่ว่าฟัง ให้เห็นตัวกำลังนั่ง ตัวกำลังฟัง แล้วก็ให้ได้ยินเสียง รู้ว่าได้ยิน ให้กลับมารู้ตัว


โยม –  มันมียินดียินร้ายด้วย  

พระอาจารย์ –  ยินดีก็ยินดี ยินร้ายก็ยินร้าย...ก็ให้รู้ว่ายินดียินร้าย ไม่ได้ห้าม ...ต้องบอกเขาเลยว่าเราไม่ได้หวังจะให้ใจดวงนี้ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นเลย คิดผิดนะ จะไปสร้างตัวตนของใจขึ้นมาใหม่หรือไง

เพราะนั้นปัญญาคือว่าให้กลับมาเรียนรู้ใจตามความเป็นจริง ...ยินดีก็ช่าง ยินร้ายก็ช่าง ให้รับรู้ด้วยสติแค่นั้นแหละ แล้วก็ศึกษากับมัน     


โยม –  ศึกษายังไงคะ    

พระอาจารย์ –  ดูมัน ..รู้มัน ดูมัน ให้ทันมัน ว่ามันมีอย่างนี้ ว่ามีอาการนี้ปรากฏ ...แล้วอาการที่ปรากฏนี้เป็นยังไง มันอยู่ตลอดชีวิตมั้ย

หรือว่ามันดับไปเดี๋ยวนั้น หรือว่ามันคลายออก หรือว่ามันจางยังไง ...ให้เห็นอย่างนั้น  มันจึงจะเห็นใจดวงนี้เป็นไตรลักษณ์ หรือสังขารจิตเป็นไตรลักษณ์

แต่ถ้ามีแต่พุทโธๆๆ นี่ พุทโธกลายเป็นของเที่ยงแล้วนะ ...แล้วพยายามจะทำให้พุทโธเที่ยง พยายามจะทำให้จิตเที่ยง โดยไม่ให้จิตมันเผยอ ไม่ให้จิตมันขยับ

เหมือนกับสตาฟ ถ้าสตาฟได้ก็จะสตาฟจิตไว้ให้มันอยู่อย่างนี้เป็นก้อนหินเลย ...มันทำไม่ได้น่ะ

เพราะนั้น มันกลายเป็นการสร้างตัวตนของนักปฏิบัติขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง จะให้เป็นตัวที่ไม่มีอะไร ไม่เกิดอะไรเลย


โยม –  อ๋อ...ให้มีแต่พุทโธ 

พระอาจารย์ –  เออ ให้มีแต่พุทโธดวงเดียวในโลกนี้ 

ถึงบอกเลยว่าวิธีแก้ไม่มีปัญหา ให้ทิ้งพุทโธ ...กล้าทิ้งมั้ยล่ะ แล้วมาอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ได้ยินรู้ว่าได้ยิน พูดรู้ว่าพูด เห็นรู้ว่าเห็น

ตัวก็มีตัวนั่งอยู่ให้ดูตลอดทั้งวันทำไมไม่ดู ทำไมจะต้องมาสร้างพุทโธ...สร้างพุทโธด้วยการปรุงขึ้นมา 

เพราะนั้นพุทโธก็คืออุบายหนึ่ง เป็นแค่อุบาย...เพื่อให้เห็นใจ เป็นกระจกสะท้อนถึงใจ ...ใครว่าพุทโธน่ะมันยังไม่รู้เลย ...ถ้ามีแต่พุทโธนี่แปลว่าไม่มีใจแล้ว ...เคยเห็นมั้ยล่ะ ถามเขาดูสิ 

จะต้องน้อมลงที่ใจนะ จะต้องแยกใจออกมาจากพุทโธนะ ไม่ใช่มีแต่พุทโธนะ ...ถ้ามีแต่พุทโธนี่ ติดพุทโธเลยแหละ ...กล้าทิ้งมั้ย ไปบอกเขา...ทิ้งเลย เพราะเป็นพุทโธเทียม เป็นพุทโธก็พุทโธเทียม

จนกว่าจะจิตตื่นน่ะ ใจตื่น ใจรู้ ใจเห็น นั่นแหละพุทโธจริง นั่นน่ะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อยู่ตรงนั้น ...ไม่ใช่อยู่ที่พุทโธไม่หายไปไหนนะ

ถ้าพุทโธไม่หายไปไหน พุทโธๆๆๆ เหมือนนกแก้วนกขุนทองเนี่ย มันก็ยังงั้นน่ะ ...คือในลักษณะนี้เขาจะเน้นกันให้เอาพุทโธเป็นหลักเป็นอุบายเพื่อให้เกิดความสงบ ให้จิตตั้งมั่น

พอถึงจิตตั้งมั่นแล้วสงบปุ๊บนี่มันจะเกิดภาวะจิตรวม ...พอจิตรวมปุ๊บเนี่ย ภาวะใจมันจะโดดเด่นขึ้นมาเป็นลักษณะที่รู้แจ่มชัดขึ้นโดยสมถะ เข้าใจป่าว

ให้ใจมันรวมแล้วก็เกิดสภาวะรู้เห็นเด่นชัดขึ้นมาอยู่ภายใน นี่เขาเรียกว่าจิตรวมด้วยเอกัคคตาจิต เอกัคคตารมณ์ มันก็เกิดเป็นเอกัคคตาจิตขึ้นมาที่ใจ รู้ก็เด่นชัดขึ้นมา ...นั่นเป็นอุบายของพุทโธๆ ไม่ให้ขาด

แต่ถ้าไม่เข้าใจเมื่อไหร่ มันก็จะได้แค่พุทโธน่ะ แต่ไม่ได้ใจ  ...มันได้แค่พุทโธแต่มันไม่ได้ใจ

ภาวนาไม่ได้ใจ ภาวนาไม่ถึงใจ มันถึงแค่พุทโธ...แต่ไม่ถึงใจ มันคนละตัวกัน ...แล้วได้แต่พุทโธตัวนอก มันไม่ถึงใจตัวใน

เพราะนั้นจะเอาพุทโธหรือจะเอาใจล่ะ ถ้าเอาใจต้องทิ้งพุทโธอ่ะ ถ้าจะเอาพุทโธก็ต้องทิ้งใจ เอาแต่พุทโธ ...เอามั้ยล่ะ

แล้วถ้าเอาแต่พุทโธ ...เห็นมั้ย เสียดาย กังวล กลัวหาย กลัวเสื่อม กลัวตก กลัวแย่ กลัวทำไม่ได้ กลัวไม่ต่อเนื่อง หงุดหงิดคนรอบข้างว่าทำให้บรรยากาศเสียหาย


โยม – (หัวเราะ) พุทโธหาย ใช่ฮ่ะ  

พระอาจารย์ –  นี่ ว่าทำให้ไม่สัปปายะ เพราะอุตส่าห์จะรักษาพุทโธไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ก็มาทำให้พุทโธของกูหาย ...มันโทษอีกแล้วนะ

แล้วพอกลับมารู้ตัวนี่ อยู่กับรู้กับตัวนี่ มีใครขโมยพุทโธตัวรู้นี่ได้ บอกให้เลย ใครก็มาแย่งชิงไม่ได้ ของใครของมัน มีอยู่ด้วยตลอดเวลา ไม่ได้เป็นของใคร เป็นสาธารณะ

ใจดวงนี้ เป็นกลาง...กลางอยู่ตั้งแต่ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดินเลย ...เอาดิ ลองดู แล้วจะเห็นเลย เป็นอมตธาตุ เป็นอมตธรรม


โยม –  เป็นอมตะ ไม่ตายหรือฮะ  

พระอาจารย์ –  ไม่ตาย...ไม่ตายและก็ไม่เกิดด้วย ใจที่แท้จริงนี่ ...ก็มันมีอยู่แล้วในนี้ หาดูเหอะ นิพพานก็อยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่ที่อื่นหรอก ไม่ได้อยู่ที่พุทโธๆๆ หรอก

กลับมาหาใจให้เจอ เมื่อเจอใจแล้วจะเจอ..ใกล้เคียงกับการเข้าไปสู่ประตูนิพพาน ...เพราะนั้นถ้าเปิดประตูใจได้ก็หมายความว่าเปิดประตูมรรค เปิดประตูนิพพาน


โยม –  มันยังไงจะหาใจได้ฮะอาจารย์

พระอาจารย์ –  นั่งก็รู้ว่านั่ง เดินก็รู้ว่าเดิน คิดก็รู้ว่าคิด พูดรู้ว่าพูด โกรธรู้ว่าโกรธ ยินดีรู้ยินดี ยินร้ายรู้ว่ายินร้าย เสียใจรู้ว่าเสียใจ ดีใจรู้ว่าดีใจ ...มันอยู่ตรงนั้นแหละ

ถ้าอยากหา...ให้รู้อยู่ตรงนั้นแหละ นั่งตรงไหน มันก็อยู่ตรงที่นั่งแหละ ...โยมนั่ง รู้มั้ย  


โยม –  รู้ฮ่ะ  

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละ ใจก็อยู่ตรงนั้นแหละ ตรงที่รู้ว่านั่งอ่ะ ...ไม่ต้องไปหาด้วย มันอยู่ตรงที่รู้ว่านั่งน่ะ ตรงที่รู้ว่าฟัง ตรงที่รู้ว่าเห็นน่ะ

เห็นเรามั้ย นี่ แล้วก็รู้ว่าเห็น ...อยู่ตรงนั้นล่ะ อยู่ที่รู้ว่าเห็นน่ะ ...เพราะนั้นน่ะ มันมีอยู่แล้ว และไม่เคยหายด้วย

ที่มันหายไปคือว่าเพราะไม่มีสติ ...พอมีสติปุ๊บมันก็รู้ตรงนั้นเอง ไม่ไปไม่มา ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่ซ้ายไม่ขวา ไม่มากไม่น้อย ไม่เกิดไม่ดับ ...ไม่รู้ว่าจะเรียกว่ายังไง

นั่นแหละ ธรรมชาติของใจหรือว่าธรรมชาติของจิต หรือว่าจิตเดิมแท้ประภัสสร ...แต่มันมีมลทินด้วยความไม่รู้เจือปนอยู่ 

แล้วเราไปหมายเอาความไม่รู้นั้นน่ะเป็นตัวตนของใจ เอาความหมายเอาความไม่รู้นั้นมาเป็นจิต เอาความหมายความไม่รู้นั้นมาเป็นความจริง ว่าเป็นตัวว่าเป็นตน ว่าจับต้องได้...เท่านั้นเอง

เพราะนั้นปัญญาก็ต้องทวนกลับมาถึงใจให้เจอ ...รู้บ่อยๆ ถึงบอกว่าต้องรู้บ่อยๆ  รู้กับปัจจุบันบ่อยๆ  รู้ตัว รู้กาย

เพราะนั้นถ้าโยมมีปัญญา...ก็รู้ เอาพุทโธเป็นเครื่องเจริญสติก็ยังได้ ใช่มั้ย ...แต่ไม่ใช่มีแต่พุทโธอันเดียว ต้องมีรู้ว่าพุทโธแล้วมีใครเห็นพุทโธ ใครรู้พุทโธ ใครเป็นคนว่าพุทโธ

อยู่ดีๆ พุทโธไม่ลอยออกมานะ มันไม่ลอยขึ้นมาเองใช่มั้ย ...มันต้องมีผู้ที่สร้างขึ้นมา ผู้ที่สร้างหรือสภาวะใดสภาวะหนึ่งน่ะที่สร้างพุทโธขึ้นมา

เนี่ย ให้เห็นตรงนั้นบ่อยๆ ให้เห็นว่าใครเป็นคนว่าพุทโธ...ให้เห็นนะ อย่าไปหานะ ...ให้รู้ว่ามันมี มันมี sorce มันมีแหล่งกำเนิดของพุทโธอยู่

เพราะพุทโธก็คือความปรุงแต่งหนึ่ง ก็คือธรรมอันหนึ่งที่ปรากฏด้วยการเจตนา ด้วยการสร้างขึ้นเป็นมโนกรรม ...มันก็สร้างเป็นภาษาขึ้นมาว่า "พุทโธ"

แล้วใครเป็นคนสร้าง เห็นไหม มันมีอยู่ภายใน เป็นตัวพ่นออกมา ...เหมือนกับกับสเปรย์ฉีดกันยุงอย่างนี้ มันไม่ออกหรอก ถ้าไม่มีคนให้ออก ...ตัวนี้เป็นเหตุให้เกิดที่ตั้ง..เป็นที่ตั้ง ที่ออกมานี่

เพราะนั้นคำว่าพุทโธนี้คืออาการที่ฟุ้งกระจายออกมา ...แต่ใครเป็นคนกด ใครกด และไอ้แหล่งกำเนิดของสเปรย์นี่คืออะไร ...นั่นแหละ ใจอยู่ตรงนั้น


โยม –  ที่จะรู้ผู้กดนี่หรือ 

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ให้เห็นทั้งผู้กด และให้เห็นทั้งที่ตั้งของไอ้ตัวที่ออกมา นั่นแหละ ใจอยู่ตรงนั้นแหละ  ...ให้น้อมกลับเข้ามาถึงใจอย่างนี้ เขาเรียกว่าการน้อมกลับด้วยโอปนยิโก

แต่ถ้าไม่น้อมกลับ มันก็มมังโสไปอยู่ที่พุทโธ ...เขาเรียกว่ามมังโส คือส่งออกไปอยู่กับพุทโธๆๆๆๆๆ จะให้ใจกับพุทโธรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้

นี่ ต้องให้เห็นเป็นอาการคู่ เป็นธรรมคู่กัน ...อย่าเห็นธรรมเดี่ยว 


โยม –  คู่นี่หมายถึงตัวรู้กับสิ่งที่ถูกรู้

พระอาจารย์ –  อือ ถ้าเป็นเดี่ยวเมื่อไหร่นะ ติด หลง  


โยม –  อ๋อ พุทโธ เป็นสิ่งที่ถูกรู้   

พระอาจารย์ –  ใช่  


โยม –  แล้วก็มีตัวรู้  

พระอาจารย์ –  ใช่  


โยม –  แต่นี่ไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ถูกรู้ 

พระอาจารย์ –  มันก็เหลือแค่สิ่งที่ถูกรู้คือพุทโธ     


โยม –  อือม   

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ หลงแล้ว ใจหายแล้ว  


โยม –  อ๋อ  

พระอาจารย์ –  ใจมันกลายเป็นพุทโธแล้ว ...ซึ่งใจกับพุทโธนี่คนละอันกันนะ  


โยม –  ฮ่ะ ตรงนี้แยกธาตุแยกขันธ์มั้ย

พระอาจารย์ –  แยกรูปแยกนาม แยกธาตุแยกขันธ์ แยกใจแยกขันธ์ แยกอายตนะแยกขันธ์ แยกอายตนะแยกใจ ...แยกหมดเลย ใจนี่จะเป็นตัวแยกออกหมดเลยด้วยสติ  


(ต่อแทร็ก 4/21)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น