พระอาจารย์
4/19 (540601A)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/19 ช่วง 1
มันพร้อมเมื่อไหร่
มันเพียงพอเมื่อไหร่ มันก็แจ้ง...อ้อ หาเราไม่เจอแล้ว กายนี้ไม่มีชื่อ หาชื่อในกาย...ไม่มี
หากายว่าเป็นของใคร...ไม่มี
หาว่าเวทนานี้เป็นของใคร...ไม่มี มีใครเป็นเจ้าของเวทนา..ไม่มี ...ก็เป็นเวทนาล้วนๆ กับกายล้วนๆ
แล้วก็มีอีกอย่างคือใจล้วนๆ
เห็นมั้ย นี่สภาวใจอันหนึ่ง
สภาวขันธ์อันหนึ่ง สภาวธรรมอันหนึ่ง สภาวธาตุอีกอันหนึ่ง ...มันก็เป็นต่างคนต่างสภาวะ
อยู่ด้วยกันโดยสันติ
เนี่ย...แจ้ง มันก็ไม่มีปัญหาตรงไหน
ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย มันก็ตั้งอยู่...เวทนาก็ตั้งอยู่ที่กาย
แล้วก็มีสภาวะใจที่รู้กับเวทนาทางกายกับเวทนาทางจิต ...มีอยู่แค่นี้
แล้วเป็นของใครล่ะ ...มันก็เป็นธรรมชาติหนึ่งที่เกิดๆ ดับๆ ตามเหตุปัจจัยของเขาเอง นะ
มีใครอยู่ตรงไหนในกายนี้ หาดูสิ
เพราะนั้นดูไปจนกว่าหาเราไม่เจอในขันธ์น่ะ
หาเราไม่เจอในเวทนา หาเราไม่เจอในใจ เมื่อนั้นแหละ ...เมื่อไหร่ ...ไม่รู้
ดูเข้าไปด้วยมรรค เจริญมรรคอยู่อย่างนี้
แต่ถ้าไปเจริญแบบมรรคในอดีต-อนาคตน่ะ
มันมักมาก มักน้อย ...ไม่เจอหรอก ไม่แจ้งหรอก มันก็มีแต่ทุกข์ร่ำไปอ่ะ เมื่อไหร่ๆ ก็คอย..ตั้งหน้าตั้งตารอคอยอยู่อย่างเดียวน่ะ
เพราะนั้นเวลาคอย...รอคอยนี่...จิตไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย
มันไปอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ ไปฝันอยู่ข้างหน้า ไปอยู่กับความฝันข้างหน้า
เพราะนั้นไอ้ความฝันข้างหน้ามันจึงเลื่อนลอย พอเลื่อนลอยก็หมายความว่ามันหาความแน่นอนไม่ได้
ไปอยู่อะไรกับความไม่แน่นอนซึ่งไม่จริงน่ะ ...ความไม่แน่นอนคือความไม่จริง
เพราะฉะนั้น ไอ้ที่จริงคือตรงนี้
กายมีอยู่ เวทนามีอยู่...ตรงนี้จริง ...มันจะมาก มันจะน้อย นี่จริงหมดน่ะ ...ไม่ใช่ถูกไม่ใช่ผิดนะ แต่มันจริง
ต้องให้เข้าใจว่ากายนี้จริง
เวทนานี้จริง มากขึ้นจริง ยังตั้งอยู่จริง ยังไม่ดับจริง เกิดขึ้นมากขึ้นจริง
ทุกอย่างจริงหมด …เพราะนั้นถ้าดูตามความเป็นจริง
มันจริงหมดเลย
แต่ถ้าดูว่าถูกว่าผิดน่ะ มันผิดหมดเลย เนี่ย ถ้ามีความเห็นปุ๊บ มันจะเป็นถูก เป็นผิด เป็นควร เป็นไม่ควรขึ้นมา ...อันนี้คือมิจฉาทิฏฐิ มันเริ่มเข้ามาแทรกแซงด้วยความปรุงแล้ว ด้วยความไม่รู้แล้ว
แต่ถ้าดูถ้าตามความเป็นจริง มันก็จริง
กายก็มีจริง เวทนาก็มีจริง ใจก็มีจริง ตามในปัจจุบัน...ทุกอย่างจริงหมดเลย
ไม่เห็นมีอะไรไม่จริง แล้วในความจริงนั้นมีอะไร...ไม่มีอะไร
ก็ดูลงไปสิ
แยบคายลงไปในความจริงที่ปรากฏในทางกาย แยบคายลงไปที่ความเป็นจริงที่ปรากฏทางเวทนา
ในนั้นมีอะไร เนี่ย
เพราะนั้นเวลาที่กายเวลาที่ใจมันละความคิดความเห็นในเบื้องต้นให้ราบคาบ
ไม่เผยอ ไม่ส่ายแส่ออกมาแล้วปุ๊บ มันก็จะมาแยบคายภายในขันธ์ ตามความเป็นจริง
ว่ากายที่ตั้งอยู่ตามความเป็นจริง
ในเนี้ยเป็นอะไร มีอะไร เห็นมั้ย จึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา ...อ่ะ
นี่เห็นมั้ย เห็นกายในกายมั้ย เห็นป่าว รู้มั้ยในกายมีอะไร เป็นอะไร
โยม – ไม่มีอะไรน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – เออ เวทนาในเวทนาเป็นอะไร มีอะไร
โยม – ไม่มี
พระอาจารย์ – นั่นแหละ มีแต่ความไม่มีตัวไม่มีตนในนั้น
เห็นมั้ย จึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นเวทนาในเวทนา
คือความเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ของใคร
ไม่มีตัวไม่มีตนในนั้นน่ะ ...เหมือนกันมั้ยล่ะ กาย เวทนา จิต ธรรม น่ะ
เป็นอันเดียวกันน่ะ
แต่ถ้าเห็นแค่กาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันก็จะเกิดความเห็นต่างๆ นานา ออกมา ...มันยังไม่แจ้ง
โยม – มันมีเรา...มีเราเข้าไป
พระอาจารย์ – นั่นแหละ เมื่อใดที่มีความเห็นว่าเป็นเราขึ้นมา
ทำให้ความจริงนั้นเบี่ยงเบนหมดเลย มันจะเป็นตัวปิดบังความเป็นจริง
เพราะนั้นต้องละความเป็นเราด้วยการรู้ทัน
แล้วไม่ให้มันยืดเยื้อออกมา ...เนี่ย สติสัมปชัญญะ
มรรคก็ดำเนิน...ทำงาน
ทำงานด้วยการกลับมารู้กลางๆ เป็นเรื่องธรรมดา มองเห็นเป็นธรรมดา ไม่แทรกแซง
ไม่มีเราเข้าไปแทรกแซง แค่นั้นเอง
จนกว่ามันจะแจ่มชัด เหลือแค่รู้กับขันธ์ตรงๆ
แค่นั้นเอง มันก็จะเห็นภายในขันธ์นั้นๆ แต่ละส่วนๆ ไป ส่วนของกายก็คือกาย
ส่วนของเวทนาคือเวทนา ส่วนของสัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นส่วนนั้นๆ ไป
แล้วในนั้นมันเป็นอะไร มันมีชื่อมั้ย
มันมีเจตนาในตัวมันเองมั้ย มันมีสภาวะใดบ่งบอกมั้ยว่า มันเป็นของใคร
มีใครเป็นเจ้าของจับจอง มีใครเป็นคนสร้างมัน
เหมือนกับมองดูแดด ในแดดนี่มีใครไปให้แดดออก
แดดมันมีเจตนามั้ย ฝนมันตกนี่ มีใครสั่งให้ฝนตก ถามฝนดู ...ฝนไม่ตอบ
ฝนยังไม่รู้เลยว่าฝนเป็นฝน ฝนก็ไม่รู้ว่ามันจะตกมาเพื่ออะไร
เห็นมั้ย
หาความเป็นตัวเป็นตนในนั้นไม่มี ...ในขันธ์น่ะก็เหมือนกัน เนี่ย
ถึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นเวทนาในเวทนา
ว่าเป็นของไม่มีตัวตน
เมื่อนั้นแหละ มันจึงถอดถอนความเป็นเราได้โดยสิ้นเชิง
ว่าขันธ์นี้เป็นเรา ว่าขันธ์นี้เป็นของเรา ...เนี่ย อันนี้เป็นอัตตาขั้นสูงสุดนะ
แต่ในเบื้องต้นเราจะต้องแยกออกให้เห็นระหว่างขันธ์ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน...กับรู้ก่อน เพื่อละสักกาย...ขันธ์ในอดีต ขันธ์เราในอนาคตไปก่อน
ว่าขันธ์อดีตขันธ์อนาคตนั้นไม่มี
กายเราในอดีต กายเราในอนาคตไม่มี มันเป็นแค่ความคิดความปรุงแค่นั้นเอง ...เพื่อให้กลับมาอยู่กับขันธ์ปัจจุบันหรือว่าตัวตนในปัจจุบันหรือว่าตัวในปัจจุบัน
เรียกว่ารู้ตัว
กลับมารู้ตัวคือกลับมารู้กับขันธ์ปัจจุบัน
เพื่อจะมาแยบคายในขันธ์ปัจจุบันนั้น ...ไม่งั้นถ้าไม่มีแค่ขันธ์เดียวในปัจจุบันนะ
มันไม่มีทางแจ้งได้เลย
เพราะมันจะสร้างขันธ์ล่วงหน้าขันธ์ลับหลัง
ซึ่งหาความเป็นจริงไม่เจอหรอก เช่นว่า...เพราะอะไรเราถึงมาเกิดเป็นอย่างนี้
เพราะทำกรรมอะไรมา
มันก็จะไปไล่คว้าหา ควานหาชาติที่แล้ว
การกระทำเมื่อชาติที่แล้ว ...มันเจอมั้ยล่ะ มันมีอันไหนจริงมั่ง มันหาได้มั้ย
จะไปถามใครเขา เขาก็ตอบไม่เหมือนหรอก
เพราะนั้นพระพุทธเจ้าบอกอย่าหา
หาไม่เจอหรอก ไม่ต้องหา ...ข้างหน้าจะเป็นยังไงเราก็ไม่รู้ ตัวเราข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ไม่รู้
ไม่มีจริงหรอกหาไม่เจอหรอก
แต่ไอ้ที่จริงอยู่มีตัวเดียว นี่
คือนี่ปัจจุบัน ...เพราะฉะนั้นถึงบอก ธรรมต้องกลับมาลงที่ปัจจุบันธรรม มันถึงจะแจ้งได้
ก็ต้องแจ้งกับปัจจุบันขันธ์ ...ไม่ได้แจ้งในอดีต แจ้งในอนาคตนะ
เพราะนั้นเมื่อไม่แจ้งในอดีต แจ้งในอนาคต ก็แปลว่าไง ...ก็แปลว่าต้องไม่คิดน่ะ ต้องไม่คิด ไม่สร้างขันธ์มารองรับในอดีต
ไม่สร้างขันธ์ไปรองรับในอนาคต...ขันธ์ตัวปลอม ขันธ์ปลอมๆ
ขันธ์จริงอยู่ตรงนี้ ...เจ็บจริง นี่ ขันธ์จริงอยู่ตรงนี้ ไม่มีตัวแทน ไม่มีแสตนด์อิน ...จะไปอยู่กับสแตนอินไม่ได้
ตัวสำรองหรือว่าตัวที่เราสร้าง
เมค เฟคขึ้นมานี่ มันจะสร้างยังไงก็ได้ ...แล้วพอสร้างแล้วกลับมาดูตัวจริงในปัจจุบันแล้วมันรับไม่ได้ มันยิ่งรับไม่ได้เลย ใช่มั้ยล่ะ
เพราะมันไปหล่อหลอม มันไปสร้าง มันไปเทรูปปั้นหล่อไว้ข้างหน้าว่า
รูปปั้นของเรามันจะต้องเป็นทรงนี้ๆ เท่านั้น ...พอมาดูทรงนี้จริงๆ มันไม่เป็นน่ะ
มันก็เดือดร้อนน่ะสิ ไม่ยอมรับความจริง
เห็นมั้ย
ถึงบอกว่ามันไม่ยอมรับความเป็นจริง ...พอไม่ยอมรับความเป็นจริงของขันธ์ปัจจุบัน ก็ยิ่งคิดไปข้างหน้า...มันก็ยิ่งไม่ยอมรับไอ้ขันธ์ตัวนี้มากขึ้น ...ทุกข์มันจะไม่มากขึ้นยังไง ใช่มั้ย
ทุกข์มันมีอยู่แล้ว มันก็มีของมันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย
เรียกว่าทุกขสัจ เงียบๆ นี่ มันก็มีเท่าเก่าน่ะ มีเท่าที่มันมีน่ะ
มากขึ้นน้อยลงมันก็ตามเหตุอันควร ...ใจนั่นแหละที่ไปหมายในอดีต-อนาคต
เพราะนั้นเบื้องต้นคือ
ละความคิดละความเห็นออกก่อน แล้วมันจะคลายในระดับหนึ่ง ...แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะถอนออกจากทุกข์อุปาทานหรือว่าถอนออกจากทุกขสัจได้โดยเด็ดขาดหรอก
มันจะต้องมาทำความแจ้งภายในขันธ์ปัจจุบันกับใจปัจจุบันอีกทีนึง ...อันนี้ต้องล้าง ตามล้างตามเช็ดกันเลยน่ะ จนเหลือจิตนี่ล้วนๆ ใจล้วนๆ
โยม – นานมั้ยฮะ
พระอาจารย์ – ถ้าคิดน่ะนาน ถ้าไม่คิดก็ไม่นาน ...อย่าไปคิด
รู้เข้าไป ติดก็รู้ว่าติด ข้องก็รู้ว่าข้อง ยินดีก็รู้ว่ายินดี
ยินร้ายก็รู้ว่ายินร้าย ...รู้อยู่แค่นี้ ๆ ให้กลับมายอมรับให้ได้
เดี๋ยวมันก็..พอรู้อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวสักพักมันก็ไพล่ออกไปคิดอีกแล้ว "เมื่อไหร่จะหายนะ" ...เอาอีกแล้ว ปั๊บเนี่ย ทันนะ ต้องทัน ต้องทันนะ อย่าไปแช่กับความคิดนั้นนะ
เพราะว่าคนแก่นี่มันจะเจอภาวะพวกนี้บีบคั้น...ทุกคนเลยล่ะ พอเข้าอายุหกสิบล้ำหน้าไปนี่
มันจะต้องมาแยบคายกับอาการของทุกขเวทนาทางกายนี่แหละเป็นหลักอยู่แล้ว
เพราะนั้นต้องแยบคายให้ดี อย่าเอาชนะ หรืออย่าคิด อย่าค้น อย่าหา อย่าแก้ ...กายนี้ขันธ์นี้ ก็มองเสมือนว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ช่างหัวกายมัน
มันจะผุ มันจะพัง มันจะเสื่อม
มันจะแตก มันจะหัก ต้องมองก่อน...หยาบๆ เลยว่า...อย่าไปยุ่งกับมัน ...รักษาได้รักษาไป
เยียวยาได้เยียวยาไปตามกำลัง
แต่อย่าไปหวังผลอะไรกับมันร้อยเปอร์เซ็นต์
มันหวังอะไรกับมันไม่ได้หรอก ไอ้ท่อนไม้ผุๆ อันนี้
มันไม่มีทางที่มันจะมีชีวิตชีวากลับคืนมาสดใสแจ่มชัดเหมือนกับที่เราเคยผ่านมาหรอก
มันดับไปแล้ว มันหมดไปแล้ว ...ไปตามอายุขัย ไปตามวาระ ไปตามธรรมที่หมุนไปสู่ความดับไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ...ต้องยอมรับในหยาบๆ อย่างนี้ก่อน ด้วยจินตาด้วยสุตตะด้วยสัญญา อะไรก็ตาม
แล้วก็แยบคายกับมัน ค่อยๆ
ตั้งมั่นกับกายอันนี้ ตั้งมั่นด้วยสติสมาธิปัญญา รับรู้มันตรงๆ ...ยอมรับให้ได้กับมัน
หายก็ช่าง ไม่หายก็ช่าง ...อยู่อย่างนี้ ๆ แค่นี้
อย่าไปแก้มัน หรือเอาชนะกายนี้...ด้วยความคิดใดๆ
เลย หรือจะไปหาเหตุหาผลอะไรกับมันเลย ...มันไม่มีเหตุมีผลอะไรมารองรับมันได้หรอก
โยม – หมอก็ไม่ต้องเชื่อ
พระอาจารย์ – ก็ฟังไป อย่าไปตั้งความหวังไว้กับหมอ ...ถ้าเราตั้งความหวังไว้กับหมอเมื่อไหร่น่ะ
เมื่อนั้นน่ะเราก็ทุกข์มาก
เพราะว่าขันธ์ไม่เคยตั้งความหวังกับหมอเลย ...ขันธ์ตั้งไว้ตามกรรม มีกรรมเป็นตัวหล่อเลี้ยง เป็นเหตุและปัจจัยของกรรมและวิบาก
ทำใจให้เป็นกลางๆ แล้วก็หยุดความปรุงความแต่ง
รับรู้มันไปด้วยความอดทน ...ถึงยังละอะไรไม่ได้ ถึงจะไม่เข้าใจอะไร...ก็อยู่ด้วยความอดทน
(ต่อแทร็ก 4/20)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น