วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/19 (1)



พระอาจารย์
4/19 (540601A)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ง่ายนิดเดียว อย่าไปคิด ให้รู้ทันความคิด แล้วให้กลับมารู้เฉยๆ กับกาย กับเวทนา เฉยๆ เงียบๆ ไม่ต้องไปอดีตไปอนาคต ไม่ต้องไปคาดไปหวังอะไรกับขันธ์

ให้รู้ว่าความคิดน่ะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือว่าสมุทัยเบื้องต้นเลยคือความคิด...ที่ออกมาจากความไม่รู้ นะ ...เพราะนั้นต้องละตัวสมุทัยตัวนี้ก่อน  อยาก...สมุทัยตัวอยากคือความคิด

เมื่อละแล้วนี่ ความทุกข์ภายนอกมันก็จางคลายลง มันก็เหลือแต่ทุกข์ตามความเป็นจริงที่อยู่ต่อหน้า ก็คือกาย กายกับทุกข์ทางกาย นั่นเรียกว่าทุกขสัจ

ให้มันเหลือแค่นั้นก่อน ละทุกข์ภายนอกก่อน คือทุกข์อุปาทานที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยความคิดก่อน ...นี่เบื้องต้นเลยนะ

ถ้ายังละความคิดไม่ได้ มันจะไม่เข้าไปเห็นทุกขสัจเลยนะ มันจะไม่เข้าไปแจ้งในทุกขสัจเลยนะ ...เบื้องต้นนี่ความคิดจะเป็นสมุทัย

จนกว่าความคิดจะเงียบสงัด จะหมด จะหยุดคิดแล้วนี่ ...ก็จะเหลือแต่ขันธ์ ซึ่งมีแค่เป็นกายกับเวทนา นี่ เป็นทุกขสัจตัวจริง เป็นทุกขสัจ...แล้วก็มีใจอีกดวงนึงที่รับรู้อยู่

ตรงนี้ถึงจะเข้ามาถึงเหตุที่แท้จริงคือสมุทัย...คือใจ ตรงนี้ตัวใจนี่คือสมุทัย ...นี่ มันเข้าไปทำความแยบคายภายใน

แต่เบื้องต้นน่ะ มันยังต้องละสมุทัยภายนอกคือความคิดก่อน แล้วมันถึงจะเข้ามาแยบคายในขันธ์ตามความเป็นจริง

ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เป็นของใคร เป็นกายตามความเป็นจริง หรือมีใครเข้าไปทำให้มันมีกาย ใครไปทำให้มีเวทนา ...มันก็มาแยบคายตรงทุกขสัจนั้น

มันเข้าไปแยบคายภายในด้วยสติสัมปชัญญะ เข้าไปรู้ว่า...เมื่อใดที่มันมีผู้ที่รู้อยู่กับขันธ์ เมื่อใดมีผู้ที่รับรู้ขันธ์ เมื่อใดมีผู้ที่รับรู้กับทุกข์...มันก็เป็นทุกข์วันยังค่ำแหละ ...นั่นแหละคือเหตุที่แท้จริง

แต่เบื้องต้นหยาบๆ นี่ เหตุของทุกข์คือความคิด อดีต อนาคต  นี่เป็นทุกข์ที่ก่อเกิดมาจากความปรุงแต่งโดยตรง ...ก็ถือว่าตรงนี้เป็นสมุทัยโดยตรงเบื้องต้นก่อน

ต้องละ... ละอย่างเดียว เลิกคิด ไม่คิดอะไรเลย ...ให้มีแต่รู้กับกาย รู้เฉยๆ รู้เปล่าๆ ก็รู้...ดูมันไป ตรงไหนก็ได้ ที่มันอยู่ตรงหน้าเรานี่

แล้วก็ปวดก็รู้ว่าปวด ...รู้เฉยๆ ไม่ต้องคิดไม่ต้องคิดต่อถึงว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง ข้างหลังจะเป็นยังไง ที่ผ่านมา ความน่าจะเป็นอย่างนั้น ความน่าจะเป็นอย่างนี้

พูดง่ายๆ ต้องละออกให้หมด ไม่ต้องหาเหตุหาผลอะไรทั้งสิ้น  ซึ่งหา...ก็ไม่รู้ ...เพราะยิ่งไม่รู้เท่าไหร่มันก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น ...มันไม่จบหรอก

ไปหาหมอดู หมอดูก็ตอบไม่ถูก ไปถามครูบาอาจารย์ว่าทำกรรมอะไรมาก็แก้ไม่ได้ รู้ไปแล้วก็ไม่ได้หายทุกข์หรอก ใช่ป่าว ...มันแก้ไม่ได้ แก้กรรมไม่ได้

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้แก้กรรม พระพุทธเจ้าสอนให้รับกรรม มีกรรมต้องชดใช้ ...ด้วยการใช้มัน แล้วก็เอากรรมนั่นแหละเป็นทางเดินของปัญญา คือรู้เท่าทันแล้วก็ยอมรับ

บอกเขาอย่างเดียว (หมายถึงคนป่วย) ว่าให้ทำใจให้ยอมรับให้ได้ ไม่ว่าจะหายหรือไม่หาย ยอมรับไป ...แค่นั้นแหละทุกข์ก็หมดไปเอง

แต่ว่าทุกขสัจก็ยังคงอยู่ตามเหตุและปัจจัย แก้ไม่ได้หรอก ทุกข์ในขันธ์นี่ ...เพราะมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีอำนาจใด เราไม่มีอภิสิทธิ์เหนือขันธ์นี้

ก็บอกเขาว่าอย่าไปคิด ให้รู้อยู่เฉยๆ กับกาย  รู้อยู่เฉยๆ นี่แหละ ให้ทันความคิด ...คนคิดมากก็ทุกข์มาก คิดน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่คิดเลยก็ไม่ทุกข์

คือฟังก็เท่านั้นน่ะ มันอยู่ที่ต้องทำให้ได้ มันต้องแก้ให้ได้...แก้ความคิดของตัวเองให้ได้ด้วยการละออก ไม่ใช่แก้ด้วยการเอาความคิดใหม่มาลบความคิดเก่า

หรือหาวิธีทำ...ว่าคิดยังไงให้มันหายทุกข์ นี่ ไม่มีทางหรอก ...แก้ทุกข์ไม่ได้แก้ด้วยการคิดนะ แก้ด้วยการละความคิด ให้ความคิดน้อยลง

ให้สังเกตดูเมื่อใดที่คิดน้อยลง ทุกข์น้อยลง  เมื่อไหร่ที่คิดมากน่ะ ฟุ้งซ่านมากแล้วก็ทุกข์มาก ...ดูเอาเหอะ ง่ายๆ  พอคิดถึงคนที่มีปัญหากับเรานี่ พอรู้ทันแล้วก็หยุดคิดตรงนั้น ทุกข์ก็ดับแล้ว สังเกตดูสิ

แต่เมื่อใดที่ยังคิดถึงน่ะ เป็นสัญญาขึ้นมา ...เหมือนลูกโยมอย่างนี้ ถ้าอยู่อย่างนี้โยมไม่คิดถึงลูกนะ โยมไม่ทุกข์หรอก ถ้าคิดน่ะทันทีเลย

เห็นป่าว มันเป็นเหตุต้นเหตุแรกเลย ...เพราะนั้นต้องละที่เหตุ ต้องเข้าใจว่าความคิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ต้องละที่เหตุ ...พระพุทธเจ้าสอนให้ละที่เหตุนั้น

เพราะนั้น ถ้ายังไปคิด แล้วยังไปว่าจะทำยังไงกับรูปดี คิดต่อไปอีกเรื่อยๆ ...ไม่จบนะ มันก็เป็นทุกข์ สุมเป็นไฟร้อนอยู่ในใจอยู่เช่นนั้น

เพราะนั้น วิธีแก้ต้องแก้ที่เหตุคือละความคิดนั้นซะ แล้วก็ต้องทำใจยอมรับด้วยการปล่อยวาง ว่าเขาจะเป็นยังไง เขาจะทำยังงั้นยังงี้ ...อันนี้ต้องละวางออกไปแล้วในผลที่จะเกิดหรือยังไม่เกิด

ต้องละ ต้องวางออก ไม่งั้นมันไม่ยอมวางความคิดหรอก ...ต้องวางให้ได้ ฝึกอยู่แค่นี้ เอาจนหมดความคิดไปอ่ะ  แล้วก็ยังไงก็ได้ อะไรก็ได้ ...เนี่ย ให้ยอมรับ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ แค่นั้นเอง

ก็ทุกข์ด้วยความหมายมั่นทั้งนั้นแหละ แค่นั้นน่ะ ทุกข์พวกนี้คือเกิดจากความหมายมั่น หมายมั่นว่าเป็นเรา หมายมั่นว่าเป็นเขา หมายมั่นว่าเป็นสัตว์ หมายมั่นว่าเป็นบุคคล แค่นี้

ด้วยความไม่เข้าใจว่า ความเป็นสัตว์ไม่มี ความเป็นบุคคลไม่มี ...ไม่มีลูก ไม่มีแม่ ไม่มีกาย ไม่มีอะไรของใคร มันเป็นแค่ธรรมชาติที่ปรากฏอยู่

เนี่ย จึงจะลบออกจากความเห็นผิด ...แล้วก็ไม่ได้ทุกข์กับอะไรเลย ก็เห็นทุกอย่างก็เป็นธรรมดา อย่างนี้ นี่คือปัญญาสูงสุด

แต่ยังไงที่คิดขึ้นมาปุ๊บ แค่ความคิด...มันก็เป็นเขาแล้ว ใช่มั้ย ...ความเป็นบุคคลเกิดแล้ว มีชื่อเสียงเรียงนามเสร็จสำเร็จรูป ปุ๊บ ความดีความร้ายอยู่ในนั้นเลย

ด้วยความเห็นนี่ ด้วยความผูกด้วยสมมุติบัญญัติเป็นตัวร้อยรวมกัน ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นเราเป็นเขาขึ้นมา 
 
แม้แต่เราก็เหมือนกัน แม้แต่กายนี่.. มันก็สร้างตัวเราขึ้นมาในอดีตในอนาคต ...ก็เป็นความเป็นบุคคล กายของเรา ขาของเรา ใช่มั้ย อย่างนี้ มันก็เป็นความหมายมั่น

เอากายนี่เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเรา มีชื่อด้วย ...เนี่ย แล้วก็ไปจริงจัง เกิดความเห็นผิดที่ไปสร้างภพล่วงหน้า ...ทั้งๆ ที่ว่ามันเป็นแค่ความปรุงหนึ่งของความคิด หรือนามขันธ์หนึ่งเท่านั้นเอง

เพราะนั้นวิธีแก้คือยังไง ...ก็ไม่คิด ...พอไม่คิดปุ๊บ กายเราในอนาคตก็ดับ...ไม่มี เห็นมั้ย มันก็ดับไปพร้อมความคิดแหละ ก็ไม่มีตัวเราข้างหน้า มันก็ดับ..นี่คือดับเบื้องต้นสมุทัยแล้ว

มันก็เหลือแต่ตัวเราในปัจจุบัน ทุกข์มันก็อยู่ตรงปัจจุบันของกาย นี่ เรียกว่าทุกขสัจ ...แล้วมันก็เป็นทุกข์ที่เงียบ ไม่มีคำพูด  อยู่ที่กาย กายก็เงียบๆ กายก็ไม่มีคำพูด

กายเขาไม่เคยอุทธรณ์ กายเขาไม่เคยฎีกา เฮอะ แล้วใครเป็นคนฎีกา  ...ใจมันคอยจะหมายมั่นเอายินดียินร้ายในเวทนาตรงนี้ พวกนี้คือเหตุที่แท้จริงอีกทีหนึ่ง

ก็ต้องมาชำระตรงนี้ ...ก็เท่าทัน ด้วยการเท่าทัน ว่าแค่รู้เฉยๆ ไม่ได้รึไง ทำไมถึงไม่ยอม อย่างเนี้ย มันก็จะออกไปหาว่าทุกข์นี้เป็นของเรา เจ็บนี้เป็นของเราอีก

นี่ ทุกข์ในปัจจุบันมันก็ยึด ...แม้จะว่าละอดีต-อนาคตไปแล้วปุ๊บ มันก็ยังมาติดกับปัจจุบัน เห็นมั้ย ติดกับปัจจุบันขันธ์น่ะ ...ปัจจุบันก็คือกายของเราที่มันยังมีเวทนาครองอยู่ 

ถึงแม้จะไม่คิด แต่มันก็มีความเข้าไปยินดียินร้ายตรงนี้ ...ก็ต้องมาแก้ ตรงนี้ก็ต้องมาแก้ที่ภายในใจ ก็ให้เท่าทันความยินดียินร้าย แล้วก็ทำใจให้เป็นกลาง

ก็ละความยินดียินร้ายปั๊บ มันก็กลาง เออ ช่างมัน ปล่อยมัน แล้วก็ไม่คิดไม่ปรุง ...นี่ มันต้องละออกมาเป็นระลอกๆ ออกมาอย่างนี้

ถ้าหยาบๆ นี่มันจะจมอยู่กับความคิดแล้วมันลืมปัจจุบัน ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย ...มันคิดแต่ตัวข้างหน้า ว่าเมื่อไหร่จะหาย เมื่อไหร่จะดี เมื่อไหร่กายนี้จะใช้การได้ดีเหมือนเดิม...นี่คืออดีต

มันก็เอาอดีตมาย้ำว่า...แต่ก่อนเราเคยเดินได้ เราเคยไม่เป็นอย่างนี้ มันก็เอามาพันกันอดีต-อนาคตอยู่แค่นี้ จนกว่าจะละความคิดหมดปุ๊บ คือปุ๊บ...เท่าทัน ไม่คิดๆๆ คิดแล้วละ คิดแล้วดับ ดับความคิดไป

ก็เหลือแต่กายในปัจจุบัน ก็รู้กายอยู่ปัจจุบัน ...เพราะกายปัจจุบันมันยังไม่จบ เพราะเหตุมันยังไม่ละถึงที่สุดของเหตุที่เกิดทุกข์  มันก็ยังเข้าไปหมายเอายินดียินร้ายกับกายปัจจุบันนั้นอีก

ตอนแรกมันไม่ได้หมายยินดียินร้ายกับปัจจุบันโดยตรง มันไปหมายเอาในอดีตอนาคต เข้าใจมั้ย ด้วยความปรุง ด้วยความคิด ด้วยสัญญา ด้วยวิญญาณ

มันก็พาจรไปข้างหน้า ข้างหลัง ไม่ตั้งมั่น ...พอกลับมาตั้งมั่นปุ๊บ มันก็ยังอดไม่ได้นะที่จะออกไปหมายมั่น เพราะยังมีอาสวะอยู่ภายใน ยังคิดว่ากายนี้เป็นของเรา เวทนาเป็นของเรา ...มันก็ยึดในปัจจุบัน 

ก็จนกว่าจะแจ้งชัดว่ากายของเราในปัจจุบัน...ไม่มี เวทนาของเราในปัจจุบัน...ไม่มี


โยม –  เมื่อไหร่จะแจ้งชัดล่ะคะ

พระอาจารย์ –  เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่รู้ ตอบไม่ได้อ่ะ มันก็แล้วแต่ภูมิปัญญา  คราวนี้ว่า..จะไปกะเกณฑ์ไม่ได้ จะไปกะเกณฑ์กำหนดระยะเวลาไม่ได้

พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอกาลิโก ตามเหตุปัจจัย เมื่อประกอบเหตุปัจจัยอันเพียงพอ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา   


โยม –  อ๋อ เหตุปัจจัย
     
พระอาจารย์ –  สร้างเหตุปัจจัยแห่งศีลสมาธิปัญญาให้เพียงพอ ให้บริบูรณ์ ให้เต็มพร้อม ปุ๊บ มันก็ขาด ประกอบเหตุปัจจัยในปัจจุบันก็คือองค์มรรค เข้าใจมั้ย

การประกอบเหตุปัจจัยในปัจจุบันด้วยศีลสมาธิปัญญา นั่นแหละก็คือการเจริญมรรค ...ก็เจริญมรรคอยู่กับการรู้เห็นเป็นธรรมดา อยู่อย่างนี้


พอมันจะเข้าไปยินดียินร้ายก็ถอยออกมา...ว่าไม่เอายินดี ไม่เอายินร้าย  ละยินดีละยินร้าย ก็รู้เห็นเป็นธรรมดา ...เนี่ย คือการประกอบเหตุในปัจจุบัน ด้วยศีลสมาธิปัญญา


(ต่อแทร็ก 4/19  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น