วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/22 (3)


พระอาจารย์
4/22 (540601D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/22  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นเราต้องเริ่มละความเห็น ความเชื่อในการปฏิบัติ ...นี่พื้นๆ ไปก่อน ...เอาเป็นแค่สติที่รู้ไปตรงๆ กับสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ที่เป็นปัจจุบัน ...เห็นรู้ว่าเห็น ได้ยินรู้ว่าได้ยิน ไม่เกินนี้

ไอ้เกินนี้คืออะไร...ยินดี-ยินร้าย...ไอ้นี่เกิน  พอใจ-ไม่พอใจ...ไอ้นี่เกิน นะ ต้องให้ทัน ...อยาก ไม่พอใจ มันมีแค่นี้ต้องมากกว่านี้...นี่เกิน แน่ะ เห็นมั้ย...ให้ทัน

สตินี่คือรู้...ยอมรับกับรูป เสียง กลิ่น รส กาย อารมณ์ ความรู้สึกที่ปรากฏในปัจจุบันธรรมทั้งหมดเลย ...แล้วก็รู้อยู่อย่างนี้ มันไม่พอใจตรงไหน...ให้ทัน แล้วก็ไม่เอา ไม่เชื่อมัน

ไม่ปรุงต่อ ไม่ไปหา ไม่ไปค้น ไม่ไปสร้างอะไรขึ้นมา ...ละเลย  ละความอยากความเสียดายนั้นซะ แล้วก็กลับมาอยู่อย่างเนี้ย ...อยู่อย่างนี้ เท่าที่เห็นเนี่ย ...เห็นมั้ย ได้ยินเสียงมั้ย เสียงรอบๆ มีแค่นี้

ซึ่งเดี๋ยวมันก็เบื่อ เดี๋ยวมันก็เหงาแล้ว ...พอเหงาแล้วมันก็เริ่มคิดถึงเสียงนั้นเสียงนี้ คิดถึงคำพูดคนนั้นคนนี้...นี่ ให้ทัน นี่มันปรุงไปหาอดีตอนาคตของเสียงแล้ว

พอมาอยู่กับรูป...โห ไม่มีอะไรให้ดูเลย...เซ็ง  ดูไปดูมาก็รูปเก่าๆ ไม่มีอารมณ์ ...เอาแล้ว เห็นมั้ย เริ่มดิ้น มันดิ้นแล้ว ใจมันไม่พอใจกับรูปในปัจจุบัน

นี่เกินแล้ว จะเริ่มเกินแล้ว ...ถ้าเห็นทันปุ๊บ ไม่หา ...อยู่อย่างนี้ ยอมรับมัน  อยู่กับเฉยๆ เซ็งๆ นี่ ...อยากเซ็งก็เซ็งไป ก็รู้ว่าเซ็ง ไม่หา ไม่คิดต่อ ไม่ปรุงไปในอดีต ไม่ไปในอนาคต

นี่เขาเรียกว่าให้สติรู้ไปในปัจจุบัน ยอมรับกับปัจจุบันธรรม ทางรูป ทางกลิ่น ทางรส ทางเสียง ทางโผฏฐัพพะ ทางอารมณ์ ทางกาย ...รู้มันไป รู้เท่าที่มันปรากฏอยู่ตรงนี้ นี่เรียกว่าสติ

ไม่ใช่รู้แล้วแก้ รู้แล้วกัน รู้แล้วสร้างขึ้นมาอีก...ไม่เอา ...อันนั้นน่ะสติที่กอปรด้วยความอยาก สติที่กอปรด้วยโลภะ สติที่กอปรด้วยตัณหา ...ถ้าอย่างนั้นน่ะ แล้วพวกเราจะไขว้เขว 

บางครั้งได้ บางครั้งไม่ได้  บางครั้งเกิด บางครั้งไม่เกิด  แล้วก็จะเกิดความลังเลสงสัย...เอ๊ะ ฝึกยังไงดี ทำไมมันได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำไมมันไม่ถูกมันไม่ตรง ทำไมมันไม่เห็นเหมือนคนอื่นเขา แน่ะ เริ่มลังเลสงสัยแล้ว

เพราะมันไม่ได้รู้จริงๆ ...มันรู้แล้วหา รู้แล้วไม่ยอมรับ แน่ะ ...แต่ถ้ารู้แล้ว เออ ไม่เอาๆ รู้อยู่แค่นี้ เท่าที่นั่งอยู่ตรงนี้ เท่าที่เห็นนี่ เท่าที่เห็นที่ปรากฏ ลมพัด เสียงนก ...นี่จริง ในปัจจุบัน

เสียงคนพูดที่ทำงานน่ะไม่มีแล้ว...อย่าไปคิดถึง เสียงในอดีตไม่เอา ...เดี๋ยวเราจะขึ้นวัด เดี๋ยวเราจะไปอยู่บนวัด เดี๋ยวใครจะพูดอะไร เดี๋ยวเราจะเจออะไร...อย่าไปคิด ไม่ไป นั่นอนาคตยังไม่ถึง

อยู่ตรงนี้ เห็นมั้ย ก็ไม่ไป ก็อยู่มันตรงนี้ ไม่มีอะไร อยู่ตรงนี้แหละ เออ นี่ มันก็ไม่ได้อะไร ...เมื่อมันไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร มันก็ไม่เห็นจะต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ใช่ป่าว

ก็มันจะเอาอะไรมาเปรียบ ไม่รู้จะไปเปรียบอะไร ก็มีอยู่แค่นี้ เป็นธรรมดา ...อยู่เป็นธรรมดา..ให้เป็น อยู่ธรรมดาให้เป็น อย่าไปอยู่ให้มันวิจิตรพิสดาร อย่าให้จิตวิจิตรพิสดาร ...ชอบให้จิตมันเป็นอย่างงั้นน่ะ

มาอยู่วัดนี่ตั้งท่าไว้เลยว่าจิตจะต้องดีขึ้น แน่ะ เอาแล้วโว้ย กูหลอกตัวเองไว้ก่อน...ได้-ไม่ได้ ...พอไม่ได้เริ่มหงุดหงิดแล้ว เริ่มว่าปฏิบัติไม่ได้ผล เริ่มว่าสถานที่ไม่ดี เริ่มว่าถ้ำไม่เป็นสัปปายะ (โยมหัวเราะ)


โยม –  อาจารย์คะ อย่างวันนี้มาวันแรกน่ะค่ะ ก็มันจะมีความกังวลตามมาด้วยอย่างนี้ จะละได้ยังไงคะ   

พระอาจารย์ –  รู้ว่ากังวล ไม่ต้องละ รู้เฉยๆ ...แล้วมันก็จะสร้างเหตุปัจจัยด้วยความไม่รู้ มันก็อาจจะมีความกังวลตกค้างอยู่ มันนอนเนื่อง เขาเรียกว่ามันนอนเนื่องอยู่

ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับมัน ...ให้มารู้ชี้กับกายกำลังนั่งอยู่ตรงนี้ เข้าใจมั้ย ให้สนใจตรงนี้  อย่าไปสนใจไอ้ความกังวล หรือว่าเข้าไปจมปลักอยู่กับมัน หรือจะไปคิดแก้คิดทำลายมัน ...อย่างนี้ไม่เอา

อยากอยู่...อยู่ไป ...มันเกิดเองใช่มั้ย มันไม่ได้ตั้งใจจะกังวลน่ะ มันเกิดกังวลของมันเอง  


โยม –  มันก็เหมือนเรากังวลอะไรอยู่ เช่นเราทำงานยังไม่เรียบร้อยแล้วเราก็มา อะไรอย่างนี้  

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ มันยังละไม่ออก แล้วมันตกค้างอยู่ ...ช่างหัวมัน ให้มารู้ตรงนี้ รู้กายว่ากำลังนั่งเฉยๆ  แล้วก็อย่าไปจมอยู่กับมัน

แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะทำยังไงให้มันหายไป ...ช่างหัวมัน อยากอยู่อยู่ไป  มันไม่ใช่พ่อแม่ญาติโกโหติกาของเรา มันไม่มีชีวิตจิตใจหรอก

อย่าไปกลัวมันเสื่อมเสีย เสียหาย หรือว่าเดือดร้อนอะไรกับมัน ...เดี๋ยวมันก็จะเห็นเองว่า เออะ เดี๋ยวมันก็หายเอง เดี๋ยวมันก็จางไปเอง ...มันจะเริ่มเห็นเองว่า เออะ มันก็จางไปของมันเอง

เห็นมั้ย ขณะที่อยู่นี่ บางทีมันก็ไม่มี..ความกังวล ...ดูดิ ให้รู้ตัวอยู่ อยู่กับกายกำลังนั่ง ให้เห็นชัด เห็นรูป ได้ยินเสียง รู้อยู่ตรงนี้พอแล้ว อยู่กับปัจจุบันของผัสสะ ...อย่าไปจมอยู่กับอดีต-อนาคต

เพราะนั้นความกังวลน่ะ...เพราะมันหมายมั่นในอดีตและอนาคต ที่มันยังให้ค่ากับอดีตและอนาคต ...มันยังไม่ขาด มันยังเอาเป็นธุระอยู่ มันยังไม่ทอดธุระกับอดีต ยังไม่ทอดธุระกับอนาคต

มันยังเป็นผู้ที่เอาใจใส่ในงาน แต่เป็นงานภายนอก ...ไม่ยอมวาง ใจดวงนี้นะ ไม่ใช่ความคิด ...มันเป็นความเคยชิน เกิดด้วยความเคยชิน

เพราะนั้นพอไปทางนี้ก็กังวลทางโน้น ไปตรงโน้นก็มากังวลตรงนี้  มันไม่วาง มันไม่อยู่กับปัจจุบัน ...เพราะนั้นต้องดัดนิสัยใหม่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา คือฝึกให้มันอยู่กับปัจจุบันให้เป็น

นั่งตรงนี้ มีกายเดียว มีตัวเดียว ตัวอื่นไม่มี  ตัวเราในอดีตไม่มี ตัวเราในอนาคตไม่มี กายอื่นไม่มี กายสัตว์บุคคลอื่นไม่มี  คนที่ทำงานไม่มี บุคคลที่ร่วมงานไม่มี ...ใช่ป่าว ตอนนี้มีมั้ย


โยม –  ไม่มีค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ เป็นแค่ความคิดเท่านั้น  แล้วไอ้ความคิดนี่มันจะสร้างสัตว์บุคคลในอดีตอนาคตขึ้นมา ...แล้วเราเป็นตุเป็นตะกับความคิด ไม่ยอมละไม่ยอมเลิก

ก็ต้องเลิกต้องละ ...มันไม่ยอมเลิกยอมละ กูไม่สน  กูจะอยู่ตรงนี้ ...นี่ต้องฝึก ต้องทวน ต้องอยู่กับปัจจุบันของกายเป็นที่ตั้ง ...มันจะหาย มันจะไม่หาย มันจะกังวล-ไม่กังวล...ก็ช่างหัวมัน ไม่เกี่ยว


โยม –  เดี๋ยวกลับไปจะโดนน่ะสิคะ 

พระอาจารย์ –  เอ๊ย อย่าคิดนะ (โยมหัวเราะ) ...ถ้าคิดล่วงหน้า แม้แต่คิดว่าจะโดนก็ไม่คิด เข้าใจรึเปล่า แม้แต่จะคิด..ต้องโดนแน่เลย ...เนี่ย มันเป็นแค่ความคิด 

โดนก็ยังไม่โดนเลย เห็นมั้ย ...ตอนนี้ยังไม่โดนใช่มั้ย


โยม –  ยังไม่โดนฮ่ะ

พระอาจารย์ –  เออ ก็ไม่ต้องคิดว่าข้างหน้าจะโดน (โยมหัวเราะ) ...เพราะมันเป็นแค่ความคิด...อาจจะโดนก็ได้ อาจจะไม่โดนก็ได้

อาจจะหนักกว่าที่เราคิดก็ได้ (หัวเราะกัน) ใครจะไปรู้ ...ไม่แน่อ่ะ จะไปคิดทำไมให้มันกังวลล่ะ เห็นมั้ย เพราะอะไร ...เพราะมันคิดไม่ตกไง มันกังวล

เพราะนั้นไม่คิดเลย ...แต่มันอดไม่ได้ก็ช่างหัวมัน ให้มันลอยอยู่ของมัน ...อยู่ตรงนี้ นี่ อยู่ตรงเสียงเรา ได้ยินมั้ย  อยู่ที่นั่ง..แข็งๆ ตึงๆ อยู่ตรงนี้...มีความเป็นจริงอยู่แค่นี้ นอกนั้นไม่จริง

อย่าไปถูกมันหลอก...ว่ามีเรื่องนั้นรออยู่แล้ว ดักรออยู่ข้างหน้า เตรียมไว้ ...อย่าไปฟัง มันเป็นแค่ความปรุงหนึ่งเท่านั้นเองนะ เป็นภพที่สร้างขึ้นในใจ จากความไม่รู้ ...แต่มันคิดว่าจริง คิดว่าเจอแน่เลย

มันเกิดความเชื่อ ด้วยทิฏฐิ ด้วยความเห็น ...เพราะนั้นไอ้ความเชื่อและความเห็นว่าจริง แล้วจะต้องเจอ ในอดีตอนาคตอย่างนั้นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ

และตัวมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ จะก่อให้เกิดอุปาทานทุกข์ ...เพราะไปเป็นตัวตนกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนที่แท้จริง

เพราะนั้นว่าตัวตนตรงนี้ มีอยู่ตรงนี้ใช่มั้ย ...เจ็บ ร้อน อ่อน แข็ง ลมพัดก็เย็น ตาก็เห็นอยู่ตรงนี้  อายตนะทั้งหกก็รวมลงในปัจจุบันนี้

มีจริงเท่านี้...ไม่ยอมอยู่ ริอ่านจะไปอยู่กับอะไรก็ไม่รู้...ด้วยความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง ...นี่พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องละมิจฉาทิฏฐินั้นๆ ด้วยสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิคือ...ตรงอยู่ในปัจจุบัน ด้วยสติระลึกรู้อยู่ตรงนี้ ...ตายเป็นตาย อย่างมากก็ตาย ไม่มีอะไรเกินนั้นหรอก

ถ้าเคยฟังเทศน์หลวงปู่ หลวงปู่จะพูดเรื่องมรณกรรมฐานบ่อยมาก ท่านให้เอาตายมาตัดเลย ...คนด่าก็ตาย คนถูกด่าก็ตาย คนชมก็ตาย คนถูกชมก็ตาย ไม่เห็นมันเหนือกว่านั้น

มีใครเหนือตาย สุดท้ายก็ตาย...เท่ากันเลย ...กลัวทำไม เดี๋ยวก็ตายแล้ว  ด่าไป.. อยากด่าด่าไป ยี่สิบปีสามสิบปี เดี๋ยวก็ตายแล้ว มันจะเก่งกว่าตายมั้ย

ไม่มีใครเก่งเกินตายหรอก ด่าได้อย่างมากก็แค่ตายอ่ะ เห็นมั้ย ไอ้คนฟังก็ฟังได้จนตาย... ก็ไม่เห็นมันไม่เหมือนกันตรงไหน

เพราะนั้นน่ะ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล ...เอาธรรมเป็นที่อยู่ที่ตั้งในปัจจุบัน จึงจะเรียกว่าผู้ประพฤติธรรม  ผู้ปฏิบัติธรรม...ธรรมย่อมคุ้มครองอยู่แล้ว นะ

ไม่ใช่ธรรมคุ้มครองด้วยความศักดิ์สิทธิ์ หรืออานิสงส์ หรือพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ ...แต่ธรรมคุ้มครองคือ มันอยู่กับความเป็นจริง...สามารถอยู่กับความเป็นจริงได้

แม้ความเป็นจริงนั้นจะเลวร้ายถึงที่สุดก็ตาม ถึงขั้นโลกแตกโลกดับไป มันก็อยู่ได้โดยธรรม ...เพราะเข้าใจและยอมรับ

เมื่อยอมรับแล้วอะไรก็สู้ได้หมดน่ะ ...แต่ถ้าตั้งเงื่อนไขเมื่อไหร่ ไม่ยอมรับ ...หนักเลย กังวล วิตก แก้ไม่ออก เอาไม่ออก


(ต่อแทร็ก 4/23)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น