พระอาจารย์
4/22 (540601D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/22 ช่วง 2
แล้วก็มีอะไรวนไปวนมาเป็นความคิดมั่ง ...ช่างมัน ดูมันไป รู้มันไป แล้วก็เห็น...จะเห็นอาการ เท่าทันอาการที่จะเข้าไปจับ เข้าไปแตะ เข้าไปอย่างนี้บ่อยๆ ในขันธ์
ในความคิด ในอดีต ในอนาคต
ให้เห็นตรงที่...จับตรงศูนย์กลางนี่
ที่วิ่งเข้าไปจับตรงนี้...ให้มันทัน ...แต่โดยรวมให้อยู่ท่ามกลางกายกับใจ
อยู่อย่างนี้ด้วยความเป็นของสองสิ่งระหว่างกายกับใจ
ทำอะไร เดินไปไหนมาไหน ก็ให้เห็นกายเห็นใจอยู่อย่างนี้ ...แล้วจะมีความคิดอยู่ในนั้นก็ช่างมัน ไม่ต้องไปยุ่งหัวอะไรกับมันหรอก
มันจะมีความคิดกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ ...ช่างหัวมัน
ก็ให้มันลอยเคว้งคว้างของมันไปอยู่อย่างนั้น ...เราก็รู้เห็นกายกับใจของเราอยู่อย่างนี้ สังเกตดูไปอย่างนี้ อยู่ในท่ามกลางอาการอย่างนี้
เป็นกลางอยู่ในลักษณะของกายกับใจ ขันธ์กับใจ อยู่อย่างนี้
แล้วมันจะสังเกตเห็นอาการที่เกิดอุปาทานหรือมีอุปาทานในขันธ์นี้ได้อย่างไร
แล้วมันก็จะเห็นเท่าทันตั้งแต่ขณะแรกของการมีอุปาทานขันธ์ ...ตรงนั้นน่ะ ถ้าเห็นทันตรงนั้นมันจะดับ...มันจะดับ
คำว่าดับน่ะ ...แรกๆ พวกเราอาจจะเห็นดับที่ความคิด แล้วความคิดก็ดับ
อุปาทานก็ดับไปพร้อมกัน ...ต่อไปมันจะเห็นว่าแม้แต่มีนามปรากฏ
มันดับแค่อุปาทานเท่านั้นเอง
ตรงนั้นน่ะ มันจะอยู่เป็นธรรมชาติได้มากขึ้นแล้ว ...ก็ปล่อยให้ขันธ์เป็นธรรมชาติไป
แต่เบื้องต้นนี่พยายามเน้นให้อยู่ท่ามกลางระหว่างกายกับใจก่อน
และให้ละ...ให้ทันความคิดความปรุง ...ถ้ามันไม่ทันจริงๆ
หรือว่ามันคาราคาซังด้วยความปรุงอยู่...ช่างหัวมัน ปล่อยเลย
ไม่ต้องสนใจ...ไม่ต้องสนใจมัน ...สนใจที่กายกับใจ รู้อยู่ๆ ...มันจะมาก มันจะวนเวียนๆๆ ...อย่าไปหาทางแก้ หาทางหนี หาทางทำอะไรกับมัน อย่าไปยุ่งขิงอะไรกับมัน
ให้รู้อยู่ในที่กายกับใจ...กายกับใจ ...ให้รู้ตัวในอิริยาบถ กำลังนั่ง กำลังเดิน กำลังขยับไปขยับมา ...ให้รู้อยู่แค่นี้
อย่าไปสนใจมัน
แล้วจนกว่ามันจะคลี่คลาย หรือว่ามันดับไปเองของมันปุ๊บ ...คราวนี้เริ่มมาสังเกต...ให้ทันความคิด
ให้ทันๆ แล้วก็จะดับ แล้วความคิดก็จะดับ
พอทันอดีต...อดีตก็จะดับ พอทันอนาคต...อนาคตก็ดับ ...จะเห็นส่วนของนามขันธ์เกิดดับพร้อมกันกับอุปาทานขันธ์อย่างนี้
ฝึก...ฝึกอยู่อย่างนี้
แล้วก็กลับมาอยู่ในฐานกายกับใจ...ฐานกายกับใจ รู้กายรู้ใจ ...เป็นกลาง เป็นปกติอยู่ระหว่างกายกับใจ ...ไม่เลือกกาล ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่...ไม่ต้องเลือกว่าไปอยู่วัดนะ
อย่ารีบนะ อย่ารีบว่าทำไอ้นี่เสร็จแล้วจะรีบไปทำอันนั้นให้ได้ ...เดี๋ยวถึงเวลาแล้วจะต้องรีบๆๆ ล้างจาน
เดี๋ยวต้องรีบๆๆ กิน...เพื่อจะไปดูจิต เพื่อไปตั้งสติ ...อย่าให้เกิดข้ออ้างเงื่อนไข ...ให้ทัน
ไม่ต้องรีบๆ ...ตรงไหนก็ตรงนั้น รู้อยู่ตรงนั้นล่ะ ...มือก็อยู่ตรงนี้ ล้างจานก็ล้างไป ก็รู้ไป ...ให้มันพอดีอยู่ตรงนี้ ให้เห็นกายอยู่ตรงนี้ กำลังทำอะไร ไม่ต้องรีบไปที่บ้าน
หรือที่กุฏิ หรือที่ส่วนตัว รู้มันตรงนั้นแหละ
พอมันบอกว่าเดี๋ยว...เดี๋ยวต้องรีบกินนะ
จะได้ไปอยู่คนเดียว เดี๋ยวจะรีบล้างจาน
เดี๋ยวจะรีบทำภารกิจซะให้เสร็จ แล้วเราจะได้ไปทำนั่นทำนี่ ได้ไปภาวนาต่อ
ไอ้นั่นมันหลอกแล้ว บอกให้เลย มันเอาเวลามาอ้าง เอาเงื่อนไขมาตั้งนะ ...พอรู้อย่างนั้น ละ...ละเลย
ให้ทันแล้วก็ละความคิดความเห็นนั้นซะ
ก็รู้มันตรงนี้มันจะผิดตำรวจจับมั้ย
ถามมันซิ ...ถ้าไม่รีบกินแล้วจะไปภาวนาไม่ได้ ไม่มีเวลาส่วนตัวนี่ ตำรวจจับมั้ย ...เนี่ย ตำรวจไม่จับ ไม่ต้องรีบ...รู้มันเลย
ใจเย็นๆ ...รู้ไปตามขณะๆๆ ปัจจุบันๆ ขณะอย่างนี้ ...มันจะเข้าไปลบเงื่อนไขของเวลา
และก็จะไม่มีปฏิฆะกับงาน และก็ไม่มีข้อขัดแย้งกับบุคคลคนรอบข้าง
ไม่งั้นมันก็จะมีข้ออ้างว่า
เพราะติดงานอันนั้นอันนี้ เดี๋ยวให้ออกมานี่ก่อนค่อยดู ...เออ
แล้วเมื่อไหร่มันจะหมดงานซะที ...ไม่หมดอีก เนี่ย อ้างอีกแล้วนะ...กรรม ไม่มีบารมี บารมีไม่พอ ...มันเป็นซะอย่างนี้
อย่าไปฟังมัน ความเห็นพวกนี้ ...พอรู้ตัวปุ๊บ คือตรงนั้นเลย ...คือเวลาสถานที่...วัน ณ เวลา ณ
ของการปฏิบัติอยู่ตรงนั้นแล้ว ศีลสมาธิปัญญาก็เกิดตรงนั้นแล้ว
ทำไมจะทำตรงนั้นไม่ได้ ...ตำรวจจับมั้ย
ผิดกฎหมายมั้ย...ถ้าจะไปรู้ว่ากายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะที่ล้างจานนี่...มันผิดกฎหมายมั้ย
แล้วทำไมจะต้องไปรู้ในท่าที่อยู่คนเดียว
หรือว่าต้องที่สัปปายะ หรือว่าต้องเป็นตอนที่สิ้นภารกิจภายนอกเสียก่อน หรือว่าหมดปลิโพธเครื่องห่วงเครื่องกังวลก่อน
ไม่งั้นมันจะติด...ติดไปจนตายน่ะ
ติดข้ออ้าง ...ต้องอย่างนั้นก่อน ต้องส่งลูกไปโรงเรียนก่อน ต้องกลับบ้านก่อนนะที่ทำงานไม่ได้ ต้องแต่งชุดขาวก่อน อะไรอย่างนี้ ...มันก็จะมีข้ออ้าง มีเงื่อนไขอยู่เรื่อยน่ะ
“วันคืนล่วงไป...เธอทำอะไรอยู่” ...เห็นมั้ย
พระพุทธเจ้าบอก...วันคืนเวลาล่วงไปนี่...ทำอะไรอยู่
อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ...โดยอ้างว่าวันนี้ยังไม่ใช่ วันนี้ยังไม่ใช่เวลา
ตอนนั้นก็ยังไม่ใช่เวลา ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลา
พอใกล้ตายแล้วถึงจะรู้ว่า...กูไม่น่าเลย
เสียดายเวลาที่ปล่อยไป น่าจะเจริญสติเสียแต่ตอนนั้นนะ น่าจะระหว่างทำงาน เอ๊ะ
ก็ทำได้นี่ ...มาเสียดายเมื่อมันผ่านไปแล้วเหรอ
ตั้งใจให้อยู่ในปัจจุบัน
ให้ตั้งขึ้นมา...ใจน่ะ ให้มันตั้งอยู่ในปัจจุบัน ตั้งขึ้นมา นั่งก็ตั้งใจนั่ง
เดินก็ตั้งใจเดิน กินก็ตั้งใจกิน ...ต้องตั้งอยู่ในปัจจุบัน
ศีลสมาธิปัญญามันก็อยู่ตรงนั้นแหละ ...ไม่ใช่ว่าอยู่ที่บ้าน อยู่ที่กุฏิ หรือว่าตอนที่เราอยู่คนเดียว ...มันอยู่ได้ทุกที่
ไม่มีหรอก ...ไม่มีเวลาสถานที่ไหนจะมาปกปิดศีลสมาธิปัญญาได้ ไม่มีเงื่อนไข
ไม่มีโลกส่วนไหนส่วนหนึ่งที่มาปกปิด ปิดบังศีลสมาธิปัญญาได้เลย
เห็นมั้ย
สว่างแจ้งได้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีเวล่ำเวลา ...เนี่ย เป็นผู้รู้ผู้ตื่น
เป็นผู้ที่มีราตรีเดียว ...ดูพระอรหันต์น่ะท่านเป็นผู้มีราตรีเดียว...คือไม่หลับ
ไม่เคยหลับเลย ...เพราะตื่น
ถึงแม้จะหลับท่านก็หลับไปตามอาการ...แต่ใจท่านตื่นแล้วน่ะ ...ไม่มีหลง ไม่มีไหล ไม่มีอ้างว่าตอนนั้นได้ตอนนี้ไม่ได้ ต้องตอนนั้นต้องตอนนี้นะ ...จิตท่านเป็นผู้มีราตรีเดียว
นี่คนมันก็ไปตีความหมายว่าพระอรหันต์ไม่หลับไม่นอนอีก ...บ้ารึเปล่า (โยมหัวเราะ) ...ไอ้บางคนน่ะความเห็นมันพาไปเข้ารกเข้าพง...แล้วก็เชื่อต่อกันมา
เล่าสืบเล่าขานกันมา
พอเห็นพระอรหันต์หลับ พระอรหันต์กรนเข้าล่ะ ก็ว่า...ไม่ใช่อรหันต์แล้วมั้ง ...หลวงปู่น่ะ ดูเหอะ เราไปนอนอยู่กับท่าน...เคยหลับหรือ...ท่านกรนออกคร่อกๆๆ
บางทีเราก็เคยสงสัยน่ะว่า...เอ๊ะ
พระอรหันต์จะฝันมั้ย ...เดี๋ยวมาแล้ว ...คือเราไปอุปัฏฐากท่าน ตีสองไปปลุกท่าน
ท่านก็ลุกขึ้นมา
พอเอากระโถนไปเทเสร็จแล้วก็ไปจัดจีวรใส่ให้ท่าน ท่านก็พูดเลยว่า...วันนี้ฝันดี ฝันว่าได้เดินขึ้นเขา
ฝันชัดเจนเลย ...หายสงสัยเลย พระอรหันต์คงฝันอยู่หรอก(โยมหัวเราะกัน)
เอ้า สงสัยอีก...เอ พระอรหันต์ท่านเหนือเวทนา
ท่านก็ต้องไม่มีเวทนา ท่านอยู่กับเวทนายังไง ...คือแต่ก่อนนะสมัยแรกๆ ที่เรามาอยู่กับท่านใหม่ๆ หลวงปู่ท่านเป็นเกาต์
ท่านมีโรคประจำตัวคือเกาต์ ...เกาต์ท่านนี่เป็นแบบ ถ้าเป็นแล้วมันบวมเป่งอย่างนี้ สองขาเลยนะ แล้วก็แดงแป๊ดเลย
ขยับไม่ได้ นอนอยู่บนที่นั่งที่นอน...เหยียดขา
เราก็...ตอนนั้นก็สงสัยเรื่องเวทนาขันธ์
กับการรับรู้เวทนาขันธ์ หรือว่าเอาชนะเวทนา ...ก็ท่านผ่านเวทนาแล้วนี่ แปลว่าท่านต้องไม่เจ็บ
ท่านอยู่กับความเจ็บ-ไม่เจ็บยังไง
เราก็ไปนั่งใกล้ๆ ท่าน ความคิดความรู้สึกไอ้ที่สงสัยนี่มันก็ปรากฏขึ้น เราก็ไม่ต้องขอโอกาสขอโอแกดท่านหรอก เราก็บีบท่านแรงๆ เลยอย่างนี้ ...ท่านก็ร้อง "โอ้ย"
ท่านร้องเสียงดังเลยนะ..."โอ้ย เจ็บ ใครว่าไม่เจ็บ" (โยมหัวเราะ) ...รู้แล้วว่าเจ็บ...รู้แล้ว
พระอรหันต์ก็เจ็บเป็น ก็เจ็บอยู่ ...ท่านก็บอก...โอ้ย เจ็บ ใครว่าไม่เจ็บ...ท่านว่าอย่างนี้ ...เนี่ย มันเป็นอย่างเนี้ย
เพราะนั้นความเชื่อความเห็นเนี่ย
มันทำให้คลาดเคลื่อน ...แล้วการปฏิบัติมันก็เลยคลาดเคลื่อนนะ
มันเลยปฏิบัติไปด้วยความคลาดเคลื่อน ด้วยความไม่รู้ไม่เห็น ...แต่มันตามความเชื่อความเห็น โดยอ่านมา
ฟังมา คิดเอาเอง ...ไม่รู้ตรง ไม่รู้จริง ไม่รู้ตามความเป็นจริง
(ต่อแทร็ก 4/22 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น