วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/22 (1)


พระอาจารย์
4/22 (540601D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ด้วยศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น  ไม่มีวิธีอื่น ไม่มีวิธีการลัด ไม่มีวิธีว่าด้วยกุศโลบายอะไรเลยทั้งสิ้น ...มีแต่รู้ไปอย่างนี้  เท่าที่ปรากฏอยู่ตรงนี้ เท่าที่ปัจจุบันจะปรากฏนี่ ...อยู่ให้ได้

ไม่มีอะไรทำน่ะ...ไปนั่งอยู่เฉย ๆ เลย ไม่ต้องนั่งสมาธิ ไม่ต้องพุทโธเลย ...นั่งอยู่เฉยๆ แล้วก็ดูมัน แล้วก็ยอมรับเท่าที่มันปรากฏนั่นแหละ


โยม –  มันง่วงน่ะค่ะ  

พระอาจารย์ – (หัวเราะ) ง่วงก็เดิ๊น ...ถ้ารู้กับมันไม่ได้ก็เดิน ... คือถ้าง่วงนะ ถ้าจะนอนนะ ให้ลุกไปนอน


โยม –  ลุกไปนอน

พระอาจารย์ –  เออ นอนเป็นนอนไปเลย นอนในท่านอนให้มันหลับไปเลย  อย่ามานั่งสัปหงก อย่ามานั่งสะลึมสะลือ ...ให้มันถูกอิริยาบถไปเลย 

อยากนอน...นอน ...เซ็นเขาบอกไง เคยอ่านเซ็นรึเปล่า...หิวก็กิน ง่วงก็นอน  


โยม –  (หัวเราะและพูดหยอกกัน)

พระอาจารย์ –  คือให้มันตรงไปตรงมาไปเลย ...บอกให้นะ ง่วงๆ นี่ใช่มั้ย พอให้ไปตั้งท่านอนจริงๆ นะ มันไม่หลับหรอก


โยม –  ใช่ มันไม่หลับนะคะ     

พระอาจารย์ –  เออ ... เพราะนั้นน่ะลักษณะที่มันง่วงเหงาหาวนอนในลักษณะที่พวกเรานั่งนี่ถึงเรียกว่าเป็นถีนมิทธะ ...เป็นอารมณ์หนึ่ง เป็นมลทินอันหนึ่ง เป็นนิวรณธรรม

เพราะนั้นก็เคลื่อนไหวซะ แล้วให้รู้ว่าเคลื่อนไหว ...นี่ ให้มันชัดขึ้น ให้สติมันชัดขึ้น เพื่อไปลบนิวรณธรรม

จริงๆ ไม่ได้ไปแก้อะไรหรอก แต่ให้จิตมันตื่นขึ้น ...เมื่อมันตื่นขึ้นแล้วภาวะพวกนี้มันก็จะสลาย ก็ดับไปของมันเอง 

ง่วงจริงๆ นอนจริงๆ น่ะไม่ถึงสามชั่วโมงสี่ชั่วโมงก็พอแล้ว...วันนึงสี่ชั่วโมง ไม่เกิน บอกให้เลย นอนจริงๆ ...ไอ้นอกนั้นน่ะเป็นเรื่องของกิเลสพานอน ความเคยชิน กฎเกณฑ์

'ถ้าไม่ได้หกชั่วโมงจะต้องเพลียแน่เลย เรียนสุขศึกษามาตั้งแต่เด็ก(โยมหัวเราะ) ต้องนอนไม่น้อยกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมง' ... นี่ มันก็จำไว้เลยนะ

พอตื่นขึ้นมาแล้วก็นั่งดูนาฬิกา...'เฮ้ย วันนี้นอนกี่ทุ่ม ตื่นกี่ทุ่ม นอนไม่พอ'...หลับต่อ อย่างนี้ มันเชื่อ ...ด้วยความเชื่อความเห็นมันพาไปอย่างนั้น มันเลยติด...นอนจนติดเป็นนิสัย

แต่จริงๆ ในการปฏิบัตินี่  พยายามทำความรู้ตัวในความง่วงให้ได้ ให้มันรู้ตัวขึ้นมา ให้เต็มที่ของการเจริญสติขึ้นมา ...เปลี่ยนที่ เปลี่ยนอิริยาบถซะ ให้จิตมันตื่น ...อุบาย...หาเอา 

ง่วงนี่...เดินจงกรม เดินชนต้นไม้ก็ได้ เดี๋ยวก็ตื่นเองน่ะ ...ยังไม่ตื่นเดี๋ยวก็ตกลงทางจงกรมเอง


โยม –  (หัวเราะ) ไปตื่นโรงพยาบาลรึเปล่าอาจารย์ ตกเหวไม่รู้ตัว

พระอาจารย์ –  เมื่อก่อนเวลาเรานั่งภาวนา บางทีเราลุกขึ้นมานี่...ปึ่ก โลกดับทั้งโลกธาตุเลย...คือหน้ามืด (โยมหัวเราะ)...ตื่นขึ้นมาอีกที นึกว่าเข้าถึงอรูปฌาน ที่ไหนได้...หน้ามีแต่ขี้ดินเต็มไปหมด (หัวเราะกัน) ...นั่นนั่งเป็นวันเลย 

เพราะนั้นพวกนี้นี่มันเป็นแค่อุปกิเลส เป็นแค่นิวรณธรรม เป็นเครื่องกางกั้นศีลสมาธิปัญญา

เป็นพื้นฐานของผู้เริ่มต้นจะฝึก หรือว่าผู้ที่กำลังฝึกในเรื่องของการเจริญเหตุปัจจัยแห่งมรรค หรือเหตุปัจจัยแห่งศีลสมาธิปัญญา ...ภาวะที่เป็นนิวรณธรรมนี่มันจะขึ้นมากางกั้นอยู่ตลอด

เพราะว่าพวกเราเคยชิน คุ้นเคยกับอารมณ์เช่นนี้ประจำก็ดูสิ อย่างนั่งฟังเขาคุยกันนี่...ไม่ง่วง  พอมานั่งฟังเทศน์หลวงปู่ปุ๊บ...ง่วงล่ะ ...มันจะเป็นอย่างนี้

พอได้ฟังธรรมเมื่อไหร่ล่ะ เอาแล้ว...หาวววววว ...หาวมาแล้ว ไม่ใช่เจ้าจะมาทรงนะ  มันจะหลับ ชักหาว น้ำตาน้ำหูไหล ...นี่ มันเป็นโดยอัตโนมัติเลย  ดูเถอะ...กิเลสน่ะ

นั่งคุยกันแทบตาย บางทีจนดึกแล้วนะ ก็ยังไม่รู้สึกอะไร ...พออยากนั่งสู้กับเวทนา ตั้งอกตั้งใจจะสู้สักหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมง...อู้ย นั่งกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน

แต่เวลามันนั่งนินทากันนะ มันนั่งทั้งคืนไม่ลุก มันไม่เมื่อยน่ะ ...หรืออย่างนั่งเล่นไพ่ คนเล่นไพ่นี่ เคยเห็นวงไพ่มั้ย มันเล่นกันหน้าดำคร่ำเครียดข้ามวันข้ามคืน มันไม่ไปไหนเลยนะ

นั่น มันไม่ลุกเลยนะ ทำไมมันไม่มีเวทนาเลยล่ะ มันไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยหิว มันไม่รู้สึกว่ามันนั่งเมื่อยเลย ...เพราะมันกำลังจดจ่อกับไพ่น่ะ เห็นมั้ย 

แต่พอมานั่งสมาธิสัก 15 นาทีนี่...เหมือนกับไฟนรกมันแผดเผาแล้ว (โยมหัวเราะ) อะไรอย่างนี้ ...ดูเอาแล้วกันว่ากิเลสมันหลอกขนาดไหน แล้วเราถูกมันชักลากไปด้วยความคิดความเห็นมากมาย

แต่พอเราฉลาดรู้เท่าทันมันแล้วนี่ กิเลสไม่ได้กินหรอก กิเลสไม่ได้กิน...คือว่ากิเลสไม่ได้เกิด 

กิเลสไม่ได้เกิดคือหมายความว่าไม่มีความคิดความเห็นใดๆ ขึ้นมา ...มึงผุดมึงโผล่หัวขึ้นมา...กุดหัวอย่างเดียว ...สติ สมาธิ ปัญญา นี่ทัน ผั่บๆๆๆ ไม่ได้ผุดได้เกิดหรอกกิเลสน่ะ

เพราะนั้นกิเลสนี่มันจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากโมหะ ...โมหะก็คือความหลง ความไม่รู้...ปุ๊บ มันจะไปก่อให้เกิดปัจจัยของการเกิดขึ้นมา การตั้งอยู่ของกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ

เพราะนั้นถ้าเท่าทันตั้งแต่แรก ตั้งแต่ไม่หลง ...รู้อยู่ อะไรจะออกก็รู้ อะไรจะเกิดก็รู้ อะไรจะคิดก็รู้ อะไรจะไปก็รู้ อะไรจะมาก็รู้ จะหาจะอยากอะไรก็รู้...รู้ๆๆ ...นี่ กิเลสเกิดไม่ได้ ไม่มีกิเลส

เห็นมั้ย การละกิเลส ไม่ได้ละด้วยว่าไม่ให้มันเกิดหรือว่าไม่ให้กิเลสเกิด ...คือไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ มันจะโกรธขึ้นมาได้นะ บอกให้เลย

ไอ้ที่เราเห็นว่าอยู่ดีๆ มันโกรธขึ้นมาเนี่ย เรายังไม่ทันต้นตอขณะแรกของการปรากฏขึ้น ...คือจริงๆ มันผ่านกระบวนการมาตั้งเยอะแยะแล้ว

ตั้งแต่จิตมันเริ่มขยับแล้ว เกิดอาการไหว มีอาการไหวขึ้นมาแล้ว  แต่เรามาเห็นอีกทีน่ะตอนโกรธแล้ว ...จริงๆ ยังต้องทวนกระบวนการมาจนถึงต้นตอขณะแรกของการเกิด

อย่างเช่นว่า ทุกคนน่ะเกิดมาแล้ว...นี่รูป โดยรูปนะ โดยรูปธรรมนะ เนี่ยเป็นชายเป็นหญิง เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ...แล้วลองทวนดู ทวนถึงจุดกำเนิดแรกของจิตปฏิสนธิมาเป็นรูปซิ 

ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก่อนจะเป็นตัวอ่อน ตั้งแต่จิตปฏิสนธิแรกน่ะ เห็นมั้ย การเกิดแรก มองไม่ออกเลยนะว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง

นั่นแหละ เมื่อสติสมาธิปัญญาเข้าไปทันจุดแรกของการเกิดในจิต  เพราะนั้นตัวจิตที่มันจะเกิดเป็นขันธ์ เป็นอุปาทานขันธ์ เป็นนามขันธ์ เป็นอุปาทานในนามขันธ์ได้นี่ ก็คือจิตมันจุตินะ

มันจุติด้วยการเกิดออกมาเป็นอารมณ์ จุติเกิดออกมาเป็นเวทนา เป็นตัวเรา เป็นตัวตน ...เพราะนั้นถ้าทันขณะแรกของการเกิด ก็เหมือนกับรูปของเราขณะแรกของการเกิด...ยังไม่ทันเป็นอะไรเลย...ดับแล้ว

เกิดไม่ได้เลย ตายหมด ตายยกคลอกเลย ...ถ้าตายตั้งแต่ต้นนี่นะ ตายยกคลอกนะ ใช่มั้ย ...ถ้าทันตั้งแต่ขณะของการเกิดของรูปตัวนี้ ลูกเต้าหลานเหลนเราไม่มีใช่มั้ย

รูปนี้มันก็ไม่สามารถแพร่พันธุ์แพร่ออกมาได้ ...มันก็ดับไปตั้งแต่ไม่รู้ว่าเป็นชายเป็นหญิงแล้ว ไม่ทันจะรู้ว่าเป็นคนหรือเป็นสัตว์แล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นรูปสวยไม่สวยอะไร ...มันดับตั้งแต่ขณะแรก 

นั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าทันการเกิดขณะแรก...ของการเกิดขึ้นหรือการจุติขึ้นของจิต หรือว่าสังขารจิต สังขารจิตน่ะ 

มันต้องเท่าทันถึงขนาดนั้นน่ะ มันถึงจะเห็นภาวะใจที่ศูนย์ ไม่มีอะไร เป็นใจรู้เปล่าๆ จริงๆ ขณะนั้นเลย

เพราะนั้นว่า เมื่อเรารู้ทันตรงนี้บ่อยๆ ...ทันขณะแรกบ้าง ขณะสอง สาม สี่ ห้าบ้าง...แล้วก็ดับเลย หรือรู้ แล้วก็ยังไม่ยอมดับเลยในอารมณ์นั้น ในความหมายในอารมณ์นั้นก็ตาม ...รู้ไปเรื่อยๆ นี่คือการเจริญในองค์มรรค 

พอถึงจุดที่มันสรุปว่ามันรู้ได้ที่เดียว...รู้ได้ที่เดียวแล้วก็ดับ...รู้ได้ที่เดียวแล้วก็ดับ เอาเหอะ มรรคสมังคีจะเกิด จะเป็นมรรคสมังคีในตัวของมันเอง

มันจะตบผางเลย ...ทุกข์เกิดที่ไหน...ทุกข์ดับที่นั่น ...พั่บเลย มันเกิดตรงไหน...ดับตรงนั้น พั่บเลย ...ไม่มีที่อื่นให้ดับเลยนะ ไม่ไปดับที่อื่นเลย พั่บๆ เลย

มันเชื่อเลย มันเชื่อของมันเองเลย ...มันเคยฟังอาจารย์มาตั้งเป็นปียังไม่เชื่อ มันเห็นเองมันเชื่อโดยตัวของมัน ...นั่นแหละมรรคสมังคี ขณะนั้นน่ะ ที่เกิดความเชื่อเต็มที่ในตัวของมันเองนั้นแหละ

ถ้าพูดโดยภาษาเขาเรียกว่าโคตรภูญาณ ข้ามโคตรไปเลย เปลี่ยนนามสกุลใหม่...จากปุถุยาโน เป็นอริยากะ อย่างนี้ ...ก็ข้ามโคตร เขาเรียกว่าโคตรภูญาณ


(ต่อแทร็ก 4/22  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น