วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/18 (2)


พระอาจารย์
4/18 (540531B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 4/18  ช่วง 1


พระอาจารย์ –  กายน่ะ มันไม่ดับหรอก ...มันเกิดดับต่อเนื่อง มันสืบเนื่องกันมา จะไปดับเอาจริงๆ โน่นน่ะ เจ็ดสิบแปดสิบนั่นน่ะ...ตาย  

ตอนนี้ดูยังไงมันก็ยังมีอยู่ ความสืบเนื่อง ไม่ต้องไปหาดูหรอก ...แต่ไอ้ที่เห็นเกิดดับชัดเจนคือนามขันธ์ รู้ตรงไหน หยั่งตรงไหน ทันตรงไหน พั่บ ดับๆๆ 

พอเราไม่เอากับมันแล้ว ไม่เล่นด้วยกับมันแล้ว ..กูไม่เล่นกับมึง กูไม่เอาอะไรกับมึง กูไม่เอาสาระแก่นสารอะไรกับมึง...พั่บ ดับ ขาดเลย  ไม่ว่ามันจะหนักหน่วงขนาดไหน...เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

กำลังวุ่นวี่วุ่นวายสับสนอลหม่าน ในความคิดกำลังหาอะไร หาเหตุหาผลอยู่ ...พอรู้ กลับมารู้ตัว พั่บ มันดับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย มันหายไปต่อหน้าต่อตาเลย 

นามขันธ์...มันจะเห็นชัดในความเกิดดับของไตรลักษณ์ สภาวะจิตมันก็ดับไปพร้อมกัน ...การเข้าไปหมายในอารมณ์ ในความคิด มันก็ดับไปพร้อมกัน

เนี่ย การงานในมรรค ทำอยู่แค่นี้ เรียกว่าเป็นมัชฌิมา ระหว่างของสองสิ่ง ...อย่าไปสาม อย่าไปสี่ อย่าไปห้าหก หรือเป็นอันเดียว...ไม่ได้ หลงหมดแหละ 

ต้องเป็นของคู่ มีใจเป็นคู่ ตีคู่อยู่ตลอด ...แล้วก็อาศัยใจนี่เป็นทางเดินของสติปัญญา ก็คือตัวรู้  ใจนั่นน่ะ ที่รู้นั่นน่ะคือสติปัญญา รู้ไปตรงๆ กับสิ่งที่ถูกรู้ แล้วแยกออกมานั่นน่ะคือสติปัญญา 

ไม่ใช่ความรู้อะไร ไม่ใช่เป็นข้ออรรถข้อธรรม หรือว่าข้อความใดๆ อย่างที่เราเข้าใจว่า ปัญญาคือจะต้องมีข้อความ หรือเป็นเมสเสจภาษาอะไร

แค่ใจออกมารู้และเห็นกับสิ่งที่ถูกรู้ แค่นี้คือปัญญา ...นี่คือปัญญาวิมุติแล้ว ให้รู้เห็นแค่นี้

ในส่วนอื่นที่ว่าจะให้เห็นว่ามันเป็นอสุภะ ให้เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ...ไม่ต้องแล้ว หรือพอมันจะไปหาความเข้าใจอย่างนั้น พอรู้แล้วก็ละ ความปรุงมันก็จะดับไป ความอยากรู้อยากเห็นมันก็ดับไป

ถ้าฝึกแรกๆ สำหรับคนเบื้องต้นน่ะ มันก็จะละล้าละลัง เสียดาย อยากรู้ ...เพราะเคยได้ยินมาว่ามันต้องเห็นอย่างนั้นซะก่อนถึงจะละกายได้ ถึงจะวางกายได้ หรือว่าถึงจะเห็นความไม่เที่ยงกับกายได้ 

มันก็เลยลังเลสงสัย จะทิ้งก็ไม่กล้าทิ้ง จะทำต่อก็กลัวจะไม่มีไม่ได้ มันเลยไหลออก ตัดสินใจไม่ถูก

บอกแล้วต้องยืนกระต่ายขาเดียว...ด้วยสติสัมปชัญญะ  สติปัฏฐานคือ สักแต่ว่ารู้น่ะ ...รู้ก็สักแต่ว่ารู้ ไม่รู้จะรู้ไปทำไม ไม่รู้จะไปเอาอะไรกับมัน แล้วก็สักแต่ว่ารู้...เนี่ย สติปัฏฐาน 

ไม่ใช่รู้แล้วจะเกิดมรรคเกิดผลกับสิ่งที่ถูกรู้นั้น หรือไปหามรรคหาผลกับสิ่งที่ถูกรู้นั้น ...มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ไปๆๆๆ แล้วมันก็จะม้วนตัวกลับเข้ามา อยู่ในฐานของปัจจุบัน ของใจ 

แล้วก็จะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ในของทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา ไม่เว้นอะไรสักอย่าง แม้แต่ธรรมหรือสังขารธรรม ดับหมด ไม่เหลือเลย ...เป็นผู้หมดสิ้นซึ่งธรรมโดยสิ้นเชิง ไม่มีธรรมอย่างที่เราเข้าใจ 

คือเป็นผู้รู้ธรรมแต่ไม่มีธรรม เป็นแค่ผู้ที่รู้เห็นธรรมตามความเป็นจริง ...เพราะนั้นทุกอย่าง...ตาเห็นรูป...นี่ธรรม หูได้ยินเสียง...นี่ธรรม ปรากฏตามความเป็นจริง...แล้วก็ดับๆ 

ดับแล้วดับเลย ไม่มีว่า...ทำไมไม่เกิดอีกวะ ทำยังไงถึงจะให้เสียงนี้มาอีก...ไม่มี ...ก็ดับไปพร้อมกับเสียงแล้ว ดับพร้อมกันเลย ...นี่เขาเรียกว่าผู้รู้ธรรมเห็นธรรมตามความเป็นจริง 

มันเลยไม่ได้ธรรมอะไรสักอย่าง ไม่มีธรรมด้วย ไม่เอาธรรมด้วย ...ถ้ายังคิดว่ามี หรือว่าเอาธรรม หรือว่าเป็นผู้มีธรรมอยู่ ...ก็มีแต่ทุกข์ 

แต่ว่าเป็นแค่ผู้รู้เห็นธรรม ผู้แจ่มแจ้งในธรรม แล้วก็ทิ้งหมด ...มันก็ดับไปพร้อมกับสิ่งที่มันเกิด

เอ้า มีอะไรสงสัยอีกมั้ย


โยม –  อยากจะถามท่าน มันก็มีความรู้สึกว่ามันก็ยังชะแว้บ ไปเห็นชะแว้บ มันก็ดับ    

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ให้ทัน แล้วก็ดับไป   


โยม –  คือจริงๆ แล้ว ข้างในมันก็ทำงานของมันตลอด เพียงแต่ว่า...เออ ไปเห็นมันชะแว้บ ก็รู้ว่ามันชะแว้บ  พอฟังท่านเมื่อกี้ที่บอกว่า พอนานๆ ก็รู้ มันก็หายไป แล้วเราก็ไม่ต่อมัน ก็คือมันก็จบอยู่ตรงนั้น 

พระอาจารย์ –  ลักษณะอย่างนี้...ดัก จะไปดักคอย เข้าใจมั้ย ดักคอย ...ไอ้ที่ดักคอยอยู่ มันไปรอดักอยู่บนความเลื่อนลอย 

เพราะนั้นอย่าไปดัก ...ให้รู้ตัว อยู่กับความรู้ตัว รู้กับกาย เห็นกาย  รู้ตัวว่านั่ง รู้ว่ากำลังเดิน กำลังเฉยๆ กำลังขยับ กลืนน้ำลาย ...ให้รู้ตัวอยู่อย่างนี้ 

ไม่ใช่ไปดักคอยดูว่าอะไรจะผุด อะไรจะโผล่ อย่างนั้นน่ะ เดี๋ยวจะเลื่อนลอยแล้ว บอกให้ ...พอลุกจากนี่นะ หายแล้วนะ บอกให้เลย ไอ้สภาวะที่กำลังทำอยู่เมื่อกี้จะหาย ...จะโม้ จะเพลิน จะคุยไปเรื่อยล่ะ

ถึงบอกว่ากายเป็นหลัก ก็ปักหลักให้มั่น อย่าลืมตัว รู้อยู่ ต้องรู้อยู่กับกาย ยืนเดินนั่งนอน ใจถึงจะมั่น แน่นอยู่ตรงนี้ ...แล้วตรงนี้มันถึงจะเห็นอาการผุดโผล่ชัดเจน 

อย่างนี้อย่างที่โยมทำนี่ มันไปดักอยู่ บนไหนก็ไม่รู้ ไปนั่งบนสวรรค์แล้วก็รอดูว่าอะไรจะผ่านมา ...มันลอยนะ เดี๋ยวมันจะไปร่อนเร่เลย      


โยม  วันไหนที่มันพอใจนี่ อื้อหือ มันจะนั่นเลย  

พระอาจารย์ –  อย่าไปดัก ...อย่าไปดักรู้ อย่าไปดักอะไร อย่าไปอยากจะไปทันความเกิดดับ เข้าใจมั้ย 

ให้อยู่ที่รู้ตัว แล้วมันเห็นเท่าทันเอง บอกให้เลย ...เพราะนั้นน่ะ การที่กลับมารู้ตัวนี่ มันจะเห็นในลักษณะที่เป็นลักขณูปนิชฌานนี่ชัด 

แต่ถ้าเราไปดักคอย คอยดูอยู่อย่างนี้ มันจะเข้าไปเป็นอารัมณู ...คือมันจะเข้าไปในอารมณ์โดยไม่รู้ตัว เข้าไปอยู่ ไปตกอยู่ในอารมณ์ ตกอยู่ในความคิด ตกอยู่ในรูป ตกอยู่ในเสียง ด้วยความไม่รู้ตัว  

แต่พอเรากลับมารู้กายเป็นฐาน รู้ตัวอยู่ มีการรู้ตัวอยู่ ปุ๊บ มันก็จะเห็นอาการเกิดดับ ลักษณะที่ผุดโผล่ขึ้นมาชัดเจน ...ก็จะเห็นเป็นแค่ลักษณะ 

เป็นลักษณะของความคิดเกิด เป็นลักษณะของความอยากเกิด เป็นลักษณะของความรู้สึกเกิด เป็นลักษณะของการเข้าไปเห็นเข้าไปได้ยินเกิด ...มันจะเห็นเป็นลักษณะ 

เห็นเป็นลักษณะ...แล้วก็จะดับทันที ... แต่ว่าตัวที่ไม่ดับคือรู้ตัว...ไม่ดับนะ ต้องมีตัวนี้อยู่ ...ไม่อย่างนั้นน่ะ มันจะลอยๆ หายแล้ว เดี๋ยวก็หายเลยพอเห็นดับโดยที่ไม่มีหลักหรือว่ารู้ตัวอยู่ 

คือพอเห็นความคิดดับ ...สติก็ดับ สมาธิก็ดับ ปัญญาก็ดับไปพร้อมกัน บอกให้เลย ...คือมันไม่อยู่แล้ว สมาธิก็หาย สติก็หาย สัมปชัญญะก็หายไปพร้อมกับไอ้ที่มันดับ 

พอขี้เกียจ พอไม่ขยันนะ เดี๋ยวหายแล้ว จะหายไปหมดเลย มันอยู่ได้ไม่นานหรอก สติสัมปชัญญะหายแล้ว ลอยไปพร้อมกับไอ้ที่มันดับๆ ไปน่ะ 

เพราะนั้นมันต้องอยู่ในฐาน ต้องมีฐานปัจจุบันอยู่ เอากายเป็นจุดยึดโยงอยู่ เอารู้ผูกไว้กับกาย รู้ตัว มันจะเห็นลักขณูปนิชฌาน หรือว่าลักษณะของขันธ์ที่เกิดขึ้น...เกิดดับชัดเจน 

ไม่งั้นสติปัญญามันจะดับไปพร้อมกัน คือได้สักพักนึงก็ดับหายไปเลย ...พอหายแล้วนะ กู่กลับคืนยากด้วยนะ ปล่อยน่ะ บางทีหายไปเป็นชั่วโมงเลยนะ หายไปเป็นวันเลยนะ 

กว่าจะกลับมาได้นี่ หืดขึ้นคอ ไม่หืดขึ้นคอก็เจ็บตัว ทุกข์แบบ หูย เศร้าหมอง ขุ่นมัว กังวลวิตก โอย กว่าจะสลัดออกจากอารมณ์ได้น่ะ เหมือนกับดินพอกหางหมูเลย ...ขยันพอกมันเข้าไป  


โยม –  แล้วอาจารย์ไม่ให้ใช้อุบายเลยใช่มั้ยคะ  

พระอาจารย์ –  ไม่มีอุบาย ไม่มีวิธีการปฏิบัติ


โยม –  อันนึงก็ไม่เอา อย่างนี้

พระอาจารย์ –  ไม่เอา    


โยม  (หัวเราะ)

พระอาจารย์ –  ลองถ้าได้ทำอะไรขึ้นมานะ บอกให้เลย จะติดอุบายหมด บอกให้


โยม –  ก็...ให้เขาติดไปก่อน  แล้วค่อยมาแงะออก

พระอาจารย์ –  ไม่ให้ติด...ไม่ติด ...แค่กาย เวทนา จิต ธรรม นี่ก็คืออุบายแล้ว  แต่เป็นอุบายที่พร้อมไปกับหลัก เอากายเป็นที่ตั้ง นี่คือเอากายเป็นอุบายแล้วนี่ ...นี่คือกายเป็นอุบายนะ


โยม –  อย่างที่เป็นโทสะจริต ...ไม่มีอะไรสงเคราะห์

พระอาจารย์ –  จะเป็นอะไร...ไม่มีข้อแม้ ไม่มีจริต ...ไปเรียนรู้เอาเอง ... อยากโกรธดีนักใช่มั้ย รับผลเอาเลย


โยม  อุ๊ย พระอาจารย์ (หัวเราะ) ...ไม่อยากมีกรรมเยอะ

พระอาจารย์ –  เอ้า บอกแล้วว่าให้ธรรมชาติมันสอน สอนเอาเลย อยากโกรธ โกรธไป ...เพราะนั้นในลักษณะอย่างนี้คือทำความเข้าใจแจ่มชัดขึ้น ให้ทำความเข้าใจแจ่มชัดขึ้นว่า เลิกหาอุบายมาแก้ได้แล้ว


โยม –  มันใช้อุบาย แต่ให้รู้ว่า...เออ เราใช้อุบายอยู่นะ  

พระอาจารย์ –  ไม่อนุญาตให้ใช้อุบาย ...คือเราไม่พูดเป็นภาษาให้...แต่บอกให้เลยว่า โดยแต่ละคนมันมีอุบายในตัวของมันเอง บอกให้แล้ว ให้มันหาอุบายเอาเอง ...มันจะเข้าไปหาเอาเอง ของใครของมัน

เคยมี...ตอนที่เราอยู่กับหลวงปู่ แล้วมีพระองค์นึง พระบวชใหม่ มาถามหลวงปู่ ...มันช่างกล้าๆ ...บวชยังไม่ทันถึงพรรษาเลย มันถามกลางที่หลวงปู่นั่งเทศน์ ...คือก่อนจะเทศน์ท่านนั่งอยู่ พระก็จะมานั่งฟังท่านคุยอย่างนี้ 

พระองค์นั้นก็ถามว่า...ขอเมตตาหลวงปู่ช่วยบอกอุบายในการภาวนาให้หน่อยว่า หลวงปู่ใช้อุบายยังไงในการภาวนา จนมาถึงทุกวันนี้ ผมจะได้เอาเป็นอุบาย จะได้เอาไปใช้ 

เหมือนกับเจริญตามมรรคผลของหลวงปู่เลย ว่าหลวงปู่ใช้อุบายอะไรเป็นเครื่องกำหนดใช้อยู่ ... หลวงปู่ท่านมองแล้วก็บอกว่า ...ท่าน ท่านจะบ้ารึเปล่า (โยมหัวเราะกัน) 

หลวงปู่ท่านพูดอย่างนี้เลย ...ท่านจะบ้าไปรึเปล่า ไอ้เรื่องพวกนี้ ขาใครขามัน มือใครมือมัน ตีนใครตีนมัน ของใครของมัน บอกไม่ได้ 

จะมาบอกว่าผมนอนกี่ชั่วโมง ผมเดินจงกรมท่าไหน บริกรรมเวลาไหน กี่นาที นั่งสมาธิเท่าไหร่นี่ ท่านจะมาตามผมไม่ได้ ... หลวงปู่ท่านบอก...เดี๋ยวท่านจะบ้า

แล้วเชื่อมั้ย ในพรรษานั้น ...ออกพรรษาแล้ว พระองค์นั้น...บ้า เป็นบ้าจริงๆ นะ เป็นลักษณะบ้าแบบไม่มีสติสตังเลย เป็นครูใหญ่ด้วยนะ นี่ วิ่งไล่จับกันทั่ววัดเลย


(ต่อแทร็ก 4/18  ช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น