พระอาจารย์
4/17 (540531A)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/17 ช่วง 1
โยม – คำของท่านที่ว่า “รู้เฉยๆ” ... ไอ้รู้เฉยๆ นี่มันเป็นยังไงคะ
พระอาจารย์ – นั่นน่ะ มันคิดอีกแล้ว
ไปคิดไปสงสัย มันก็คือการปรุงอีกแง่นึงแล้ว ...เอาจนมันเงียบน่ะ ทัน...จนมันเห็นว่าขณะแรกของการเกิดแล้วมันก็ดับหมด ไม่เหลืออะไรหรอก
โยม – ก็ดูกายปัจจุบัน
มันก็ขึ้นมาสงสัยว่า...เอ๊ มันถูกหรือมันผิด
พระอาจารย์ – ไอ้สงสัยนั่นแหละผิด
(หัวเราะกัน) ...ตราบใดที่มีรู้อยู่กับกายปัจจุบัน ยังไงก็ไม่หลง ...เมื่อใดที่สงสัย
เมื่อนั้นน่ะผิดแล้ว จิตมันเริ่มเข้าไปหมายมั่นในอดีตอนาคต
โยม – ถูกมันหลอกอีกแล้วใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – คำว่าสงสัย
แปลว่าอะไรรู้ป่าว ... แปลว่า...อยากรู้
โยม – ใช่ๆๆๆ
พระอาจารย์ – ไม่ต้องเรียกว่าสงสัยหรอก ถ้าพูดภาษาเราเรียกว่าคือความอยากรู้ ...แล้วพวกโยมก็มาเรียกว่าสงสัยๆ
จริงๆ คือ “อยากรู้” ว่ามันจะเป็นยังไง ใช่มั้ย
ว่ามันถูกหรือมันผิด มันก็เลยบอกว่าสงสัย ...จริงๆ คือความอยากรู้ ...มันก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง ตัณหาตัวหนึ่งเข้าใจมั้ย
แล้วก็เป็นกิเลสเบื้องต้น
เบื้องต่ำเลย ที่มาพาให้สัตว์โลกนี่ติดข้องกับความสงสัย ...หันซ้ายก็สงสัย
หันขวาก็สงสัย อยู่เฉยๆ ยังสงสัยเลย ไม่รู้มันจะสงสัยไปทำบ้าอะไร (โยมหัวเราะ)
ก็รู้แล้วละ ...บอกแล้วต้องละความสงสัยให้หมดสิ้นไปด้วยการไม่สงสัย รู้แล้วก็ไม่สงสัย
รู้มันตรงนั้นแหละ รู้เฉยๆ รู้กับกายนั่นแหละ รู้ซื่อๆ รู้โง่ๆ น่ะ รู้ตรงๆ
เอาจนมันหมดความสงสัย สงสัยไม่ผุดไม่โผล่ขึ้นมา มันก็จะเกิดความแจ่มชัดขึ้นในขณะนั้นแล้ว ... พอสงสัยก็ลังเล
ลังเลก็หวั่นไหวส่ายแส่แล้ว จิตมันเริ่มส่าย ไม่ตั้งมั่นกับกาย กับปัจจุบันกับรู้เฉยๆ แล้ว
มันก็จะเริ่มหา ...เริ่มหาอะไรก็ไม่รู้ มันหาอะไรยังไม่รู้เลย แต่นิสัยมันชอบหาน่ะ หาเรื่อง เราบอกให้เลย...หาเรื่อง
หาเรื่องทุกข์ ...โดยเข้าใจว่ามันจะได้อะไรสักอย่างนึง
ก็ไม่เห็นได้อะไร...ก็ได้แต่ทุกข์ แล้วก็มานั่งเศร้า ขุ่น มัว หมอง ซึม อะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะกัน)
เพราะนั้นน่ะ ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนี่
มันเกิดจากความเพ้อเจ้อของจิตที่ปรุงไปโดยไม่มีประมาณ ...เพ้อเจ้อก็คือฟุ้งซ่านน่ะ
ไปแบบไม่มีหัวไม่มีหางน่ะ
แต่ว่าจริงจังกับมันมากมาย เหมือนเคารพกิเลสเป็นสรณะ
เหมือนเคารพความคิดเป็นที่พึ่ง ไม่ได้เอาพุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นที่พึ่งเลย ...แต่เอาความคิดเป็นที่พึ่ง
เพราะนั้นว่าอยู่ศาสนาพุทธ
นับถือพระพุทธเจ้า กราบไหว้พระทุกวัน ทำบุญกับพระ ...แต่ไม่ได้อยู่ในวิถีพุทธ
ไม่ได้อยู่ในวิถีของพุทธะเลย
คือออกไปในวิถีแห่งเดียรถีย์ คือนอกรีต
คือไปเชื่อความคิด เชื่อความเห็น
ไปหามรรคผลนิพพาน...หาผลที่จะเกิดจากความคิดความเห็นตลอดเวลา ...ละทิ้งพุทธะ
เพราะนั้นความหมายของวิถีแห่งพุทธะ
พุทธะแปลว่า รู้ ตื่น ...กลับมารู้ตื่นอยู่กับปัจจุบัน นั่นน่ะ
กลับเข้าสู่วิถีของพุทธ ...บ่อยๆ
นี่พอกลับมาสู่วิถีของพุทธได้นิดๆ หน่อยๆ เอาแล้ว
หาอะไรไม่เจออีกแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้ว ต้องหาใหม่แล้ว อย่างเนี้ย
มันก็จะเฉออกนอกลู่นอกทาง ...เนี่ย เขาเรียกว่าออกนอกองค์มรรค
ตัวศีลสมาธิปัญญาก็คือเป็นตัวขัดเกลา
ดัดสันดานมัน ที่มันจะออกนอกรีต ออกนอกมรรค ให้กลับมาอยู่ในวิถีแห่งพุทธะ
คือวิถีแห่งการรู้ตื่นในปัจจุบัน อย่างเงี้ย ทำกันอยู่แค่นี้
นี่คืออยู่ในองค์มรรค
กับการเจริญมรรค ...ไม่รู้ล่ะว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ
เราไม่รู้ล่ะ แต่ถ้าอยู่ในธรรมอย่างนี้ เราเรียกว่าอยู่ในวิถีแห่งมรรค
คือวิถีแห่งการรู้
รู้กาย...เราเน้นเอาที่รู้กาย แล้วไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะไม่เห็นจิต
ไม่ต้องกลัวจะไม่เข้าใจความคิด ไม่ต้องกลัวจะไม่ทันความคิด ...อยู่ตรงนี้แหละ
แล้วก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดตรงนี้แหละ
มันก็ผุดโผล่มาจากตรงที่ไม่มีอะไรตรงนี้แหละ ดูเอาเหอะ มันไม่ได้โผล่มาจากข้างนอก
นอกโลก นอกฟ้า นอกตัวเอง นอกกายอันนี้หรอก ...มันก็ผุดโผล่มาจากเหตุภายในนี่แหละ
คือใจ มันก็ออกมาจากใจ
เพราะนั้นสติมันก็คอยระวังเฝ้ารู้เท่าทันอยู่ตรงนั้น
มันก็เห็นอาการแรกของการเกิดขึ้นมา...ก็ดับไป แค่เห็นเท่าทันอาการแรกที่เกิดขึ้นมันก็ดับไป
มันดับ แล้วมันก็เห็นอะไร ...ก็เห็นความไม่มี
เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มันก็เรียนรู้ว่า...เออ
ความคิดเป็นอนัตตา ความคิดเป็นทุกข์ ความคิดเป็นของที่แปรปรวน ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้
มันก็เรียนรู้ไตรลักษณ์กับส่วนที่เป็นนามขันธ์นั้นๆ ไป ...ไม่ว่าอะไรผุดโผล่ขึ้นมา
พอรู้ทันอาการทั้งหลายนั้น มันก็ดับไปเป็นธรรมดา เห็นความดับไป ไม่มีตัวตน
เป็นธรรมดา
เห็นภาวะที่มัน...บทจะมาก็มา โดยที่ว่าควบคุมบังคับไม่ได้
แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา อย่างเนี้ย มันเห็นไตรลักษณ์ในขณะนั้น ...อยู่ในตรงนี้แหละ
จะไปเห็นที่ไหน
โยม – พระอาจารย์ ...อย่างวันนั้นนะคะ
มันเหมือนกับมันมีรู้ แล้วมันคิดว่ามันรู้อยู่
มันเหมือนกับมันแยกกันยังไงไม่รู้ค่ะ
พระอาจารย์ – ก็แยกกันอยู่
โยม – ใช่มั้ยคะ
พระอาจารย์ – มันไม่เป็นอันเดียวกันหรอก
มันเป็นคนละธรรมชาติกัน สภาวะจิต...กับสภาวะใจ
ความคิด ส่วนที่เป็นนามขันธ์ทั้งหมด
ก็คือสภาวะจิต แล้วตัวที่เห็นสภาวะจิตนั้นเรียกว่าสภาวะใจ ...มันคนละสภาวะกัน
เมื่อสติสมาธิปัญญาพอดีกัน สมดุลกัน เสมอกัน มันก็จะเห็นเป็นของสองสิ่งทันที ...มันจะแยก มันจะเห็นความแยกออกว่าเป็นคนละธรรมชาติกัน
และการที่เห็นเป็นคนละธรรมชาติกัน และเห็นมันแยกออกจากกัน นั่นแหละ
มันจะเห็นความไม่มี “เรา” ในของสองสิ่ง...ทั้งสภาวะใจและก็สภาวะจิต
โยม – ที่รู้สึกธรรมนี้ เราต้องมาตีความให้ตรงกับที่เขาใช้กันไหม
พระอาจารย์ – ไม่หรอก จริงๆ
มันไม่มีคำพูดอะไรหรอก เวลาเข้าไปภาวะที่เป็นปรมัตถ์น่ะ ภาวะที่รู้เห็นอยู่
ไม่มีภาษาเลยนะ
ก็รู้เห็นไปอย่างนี้ๆ สุดท้ายมันจะประมวลออกมาเป็นบัญญัติขึ้นมาทีหลัง
...อาจจะมีบ้างเป็นประโยคๆ นิดนึง
แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้เอาเป็นประโยชน์สาระจริงกับสมมุตินั้น
แต่ในขณะที่ดูนี่
มันดูด้วยความเงียบ รู้เห็นด้วยความเงียบ ไม่มีภาษา ไม่มีความหมาย ...มีแต่วูบๆ วาบๆ อยู่อย่างนี้
โยม – มันยังไม่วูบวาบ มันตีเป็นภาษาไม่ได้
พระอาจารย์ – ก็ไม่ต้องตีเลย บอกให้เลย
แต่ว่าบางครั้งบางคราวมันอาจจะเอาจินตามาประกอบประมวลให้ในขณะนั้นก็ได้ ...แล้วมันก็จะทิ้งสัญญานั้น
ในขณะนั้น ไม่ได้เอาสัญญาหรือว่าจินตานั้นมาเป็นสาระแห่งปัญญา
มันจะเอาสาระแห่งปัญญาโดยอาศัยญาณทัสสนะ คือรู้และเห็นตรงๆ แค่นั้นเอง ...ตัวนั้นน่ะคือสาระที่เรียกว่า "อาโลโก" หรือว่าปัญญาสมาธิอาภา คือความสว่าง
สว่างรู้นะ สว่างรู้เห็นนะ ...เพราะนั้นมันไม่ใช่สว่างด้วยการจินตา หรือว่าบัญญัติสมมุติ
หรือว่าเข้าไปแจ้งโดยบัญญัติสมมุติ เพราะนั้นไอ้ตัวบัญญัติและสมมุตินี่
เป็นตัวคำประกอบเท่านั้นเอง
แต่คราวนี้เวลาเรามาสอนเรามาพูดนี่
เราต้องประมวลเอาคำพวกนี้มา เพราะว่าพวกโยมจะคุ้นเคยกับคำพวกนี้ ...เพราะนั้นเวลาฟังมันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปเห็น
รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
บางทีไม่มีความรู้สึกอะไรว่าตรงตามภาษารึเปล่า
แต่มันจะเข้าใจ ...มันเป็นเรื่องปัจจัตตังล้วนๆ เลย มันเรื่องของความเข้าใจ
แล้วมันอาจจะมาประมวลภายหลังเวลาได้ยินได้ฟัง...อ๋อ เหมือนกับที่อาจารย์พูดเลย มันมีความรู้สึกอย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ...แต่ตอนนั้นน่ะ ไม่รู้จะพูดยังไงดี
อย่างเงี้ย
หรือว่าได้ยินคนโน้นคนนี้พูดหรือว่าได้ยินครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ปุ๊บนี่
มันมีวลีหรือประโยคที่พูดขึ้นมาแล้ว ภาวะนั้นมันมาแจ้งที่ใจน่ะ
มันเกิดภาวะที่แจ้งที่ใจ
คือหมายความว่าเราเคยผ่านสภาวะอย่างนั้น
ด้วยปัจจัตตังกับสภาวะสมมุติบัญญัติที่ท่านพูดตรงนี้ มันก็จะแจ้งขึ้นมาในขณะนั้น ...อ๋อ เหมือนเลย เข้าใจเลย มันจะเข้าใจว่าที่เราเป็นน่ะคืออะไร อย่างเงี้ย
แต่ว่าจริงๆ ในขณะที่มีที่เป็นตรงนั้น
ที่เข้าไปรู้ไปเห็นตรงนั้นด้วยญาณทัสสนะ มันไม่มีคำพูดใดๆ ...แต่มันมีการละวางจางคลายในตัวของมันเองอยู่แล้ว
เพราะมันจะมีความรับผลอยู่อย่างเดียว...คือเบา คลายออก เบาแล้วก็คลายออก แค่นั้นเอง
ถ้าเกิดไปสงสัยนะว่า...เอ๊ะ
มันเบาเพราะอะไร คลายเพราะอะไร ...อย่างที่ว่านี่ เริ่มเป็นอุทธัจจะแล้ว ฟุ้งซ่านอีกแล้ว ...ก็ต้องทัน ทันปุ๊บ...ไม่เอา เข้าสู่ภาวะรู้เห็นโดยปรมัตถ์...ด้วยญาณทัสสนะอย่างเดียว
แต่แรกๆ
มันอาจจะต้องอาศัยเตือนตัวเองบ้าง...รู้มั้ยๆ ตอนนี้รู้มั้ย...ยังรู้อยู่มั้ย
อย่างเนี้ย เข้าใจมั้ย ...บางทีก็ต้องบอก เตือนมัน เพราะนิสัยสันดานน่ะ มันชอบไหล ชอบเผลอ
บางทีก็ต้องมีว่า..."ตอนนี้ทำอะไรอยู่" เนี่ย บางทีก็ต้องใช้ภาษาเข้ามาสะกิดให้มันกลับมารู้
กลับมารู้อีก ...กำลังรู้อยู่มั้ย รู้อะไรอยู่ มีอะไรอยู่ มีอะไรเกิดขึ้นในเนี้ย
มันก็กลับมาค้นดู สอดส่องดู ...ให้กลับมาดูอย่างนี้ เรียกว่ากลับมาสอดส่องด้วยการเตือน
สะกิดตัวเอง จนมันสามารถจะเป็นสัมปชัญญะได้ต่อเนื่องปุ๊บ
มันก็ไม่ต้องพูดต้องบอกแล้ว
คราวนี้ไม่ต้องบอกต้องสอนมันแล้ว
มันก็รู้เห็นไป...โดยสันดาน ...ก็คือว่าสันดานก็เปลี่ยนใหม่ ...ก็เปลี่ยนสันดานใหม่
เป็นนิจสินของศีลสมาธิปัญญา
มันไม่ใช่สันดานที่ไหลหลงเผลอเพลิน มันก็กลับตาลปัตรมาเป็นสันดานที่เรียกว่าเป็น...เหมือนเราเจริญศีลสมาธิปัญญานี่ก็คือการประกอบกรรมนึงนะ
เพราะนั้นอนุสัยที่เราประกอบกระทำเสมอ คุ้นเคย เป็นนิจ จนเป็นสันดาน
มันเป็นวิบากกรรมที่เรียกว่าอาจิณณกรรม เป็นกรรมที่คุ้นเคย เคยชิน
เพราะนั้นเราต้องสร้างกรรมที่มาเทียบเคียงให้เท่ากับมัน...ให้เป็นคุรุกรรม
มันจึงเกิดเป็นสันดานใหม่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จึงจะเกิดเป็นมหาสติมหาปัญญาขึ้นมา
อยู่ดีๆ เลื่อนๆ ลอยๆ เผลอๆ ไหลๆ หลงๆ
สติมาเองเกิดเองโดยไม่เจริญขึ้นมา...ไม่มีทางเลย ... อย่าไปกลัวเพ่ง
อย่าไปกลัวว่าให้สติเกิดเองไม่จงใจไม่เจตนา...ไม่มีทางนะ
มันต้องเจริญขึ้นด้วยฉันทะ
ก็บอกแล้วอิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี่คือความเพียร...ความเพียร ...อิทธิบาท ๔
ฉันทะ...ความพอใจ วิริยะ...ด้วยความพากเพียร จิตตะ...ใส่อกใส่ใจ
ตั้งอกตั้งใจ วิมังสา...ใคร่ครวญอยู่ภายในงานนั้นๆ
เนี่ย ความเพียรอยู่แค่นี้
ถ้าไม่มีความเพียร ไม่มีอิทธิบาท ๔ ศีลก็ไม่เจริญ
สมาธิก็ไม่ต่อเนื่อง ปัญญาก็ไม่เห็นแจ่มชัด
แต่ว่าไม่ได้เจริญอิทธิบาทด้วยความอยาก
...มันจะไปแยกกัน มันจะไปเข้าใจเองว่า...อ๋อ ไอ้อย่างนี้เขาเรียกว่าอยากได้
แล้วก็เอาใหญ่เลยด้วยความอยากอย่างนี้
แต่มันต้องด้วยฉันทะ ...เผลอเอาใหม่ๆ แล้วต้องเจริญไว้ รักษาไว้ รักษาสติไว้ ...ไม่ต้องรักษาใจ แต่รักษาสติ
เดี๋ยวใจมันอยู่เอง กลับมาตั้งมั่นของมันเอง
เมื่อมีสติมาก ใจก็ตั้งมั่นมาก สติน้อย ใจก็หวั่นไหว สั่นคลอน ส่ายแส่ เลื่อนลอย หิวโหย ...แต่ถ้ามีสติปุ๊บ
มันตั้งมั่น สงบ แนบแน่นอยู่ภายใน เห็นมั้ย ใจมาเอง ใจเกิดขึ้นเอง
ใจก็เด่นชัดขึ้นเอง
เพราะนั้นไอ้ตัวที่ต้องให้รักษาคือรักษาสติ
ไม่ต้องรักษาใจ ...เมื่อมีสติแล้วใจไม่หายไปไหนหรอก ก็อยู่ตรงนี้แหละ อยู่ตรงกายนี่
นั่งตรงไหนใจอยู่ตรงนั้น
เดินก็อยู่ตรงเดิน มือเคลื่อนตรงไหน มันก็อยู่ตรงมือ
บอกให้เลย ...มันจะอยู่คู่กันกับกายนี้เลย เป็นของคู่กันกายกับใจเนี่ย มันไม่ทิ้ง
มันไม่พรากจากกัน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่
(ต่อแทร็ก 4/17 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น