วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/15 (1)



พระอาจารย์
4/15 (540530A)
30 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 1)

(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความค่ะ)

พระอาจารย์ –  คือเมื่ออยู่คนเดียวนี่ มันจะเกิดความแยกแยะสภาวธรรมได้เด่นชัด ...มันจะเข้าใจ มันจะเห็นว่า นี่คือสภาวะธาตุ-นี่สภาวะจิต นี่สภาวธรรม-นี่สภาวะจิต ...มันจะเห็นโดยเด่นชัดเลยว่า อะไรเป็นอะไร  

แต่ในขณะที่มันเกลือกกลั้วอยู่กับกิเลส หรือว่าอารมณ์ภายนอก ผัสสะหยาบๆ นี่ มันจะไม่ละเอียดแยบคายได้ชัดเจนว่านี่คืออะไร ...มันก็เอาแค่ว่าเท่าทันอารมณ์ ไม่ให้เกิดความกำเริบ 

คือเริ่มยินดียินร้ายก็เท่าทันแค่นั้นเอง ...แต่จะมาจำแนกให้ละเอียดถี่ถ้วน มันก็ไม่ชัดเจน เข้าใจมั้ย ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามาเอาอะไรนะ ...แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในสภาวะธาตุ สภาวธรรม สภาวะจิต 

จนมันเห็นเป็นส่วนๆ เลยว่า...อ๋อ ขันธ์คือสภาวะธาตุ กายนี่คือสภาวะธาตุ ส่วนของนามธรรมทั้งหลายที่ประกอบอยู่กับขันธ์ เป็นสภาวะขันธ์ 

เมื่อเราเป็นกลางกับสภาวะธาตุสภาวะขันธ์นี่ มันก็จะเห็นสภาวะธาตุกับสภาวะขันธ์นี่เป็นสภาวธรรม คือเป็นอาการหนึ่งที่ปรากฏ ...ด้วยความเป็นกลางอย่างนี้ มันก็จะเห็นเลยว่าขันธ์นี่เป็นสภาวธรรมนึง 

แล้วจากนั้นไป ขณะนั้นน่ะมันก็จะเห็นสภาวะนึงที่มันมีความหยาบ ความไม่หยาบ ความคิด ความปรุงโดยเจตนา โดยความจงใจ ปุ๊บนี่ มันก็จะเห็นสภาวะจิตที่เข้าไปมีต่อสภาวธรรม คือสภาวะขันธ์ 

นี่ มันจะจำแนกออกอย่างนี้ ...เพราะนั้นมันก็จะเห็นเลยว่าปัญหามันอยู่ที่ไหน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สภาวะธาตุ ปัญหาไม่ได้มีอยู่ที่สภาวธรรมหรือสภาวะขันธ์ 

แต่ปัญหามันอยู่ที่สภาวะจิตที่เข้าไปบวก...ไม่ว่าราคะหรือว่าโทสะที่ว่าอัตตกิลมถานุโยค มันเป็นเนื่องมาจากสภาวะจิตที่เข้าไปหมายเอาสภาวะธาตุ สภาวธรรมหรือสภาวะขันธ์นี่เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา 

มันก็จะเห็นเลยว่าปัญหามันอยู่ตรงนี้ มันก็จะเข้าใจว่าสภาวะจิตมาจากไหน...มาจากใจ มาจากใจที่เข้าไปรับรู้ขันธ์ด้วยความไม่รู้ 

มันก็เกิดสภาวะจิตต่างๆ นานา ออกมาเป็นความเห็นบ้าง ออกมาเป็นความปรุงต่อบ้าง ออกมาเป็นความคาดหมาย เดาบ้าง นี่ เพราะนั้นมันจะรู้เลยว่า...เนี่ย เป็นเหตุ 

ก็เลย...สภาวะธาตุ...ปล่อย...เป็นเรื่องของมัน  สภาวธรรม...ปล่อย...เป็นเรื่องของมัน  สภาวะจิต...ไม่ปล่อย...เท่าทันแล้วละ ...เนี่ย ก็จะเห็นสภาวะจิตเกิดดับ 

เห็นมั้ย คำว่าเกิดดับนี่คือสภาวะจิตนะ ...ธาตุขันธ์มันไม่ใช่เกิดดับด้วยการที่เราเข้าไปกำหนดหรือไม่กำหนดนะ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ...แต่ไอ้ที่เห็นเกิดดับคือสภาวะจิต 

เพราะนั้นสติสัมปชัญญะก็จะเข้าไปทำหน้าที่อย่างเดียวคือ...รู้ทันสภาวะจิต แล้วก็เห็นสภาวะจิตนั้นเกิดดับ 

มันก็จะเรียนรู้ไตรลักษณ์ สอนใจด้วยไตรลักษณ์ไปเรื่อยๆ ด้วยการเห็นสภาวะจิตเกิดดับกับการเข้าไปหมายในอาการของขันธ์ อาการของธรรมที่ปรากฏ

แต่ถ้าอยู่ในลักษณะที่คลุกคลี มั่วสุม ไม่สันโดษ หรือว่ามีธุระปะปัง มีกิจธุระภายนอกนี่ มันจะแยกสภาวะพวกนี้ไม่ชัดเจนเลย

แต่อย่าไปเข้าใจว่า มาอยู่ป่าอยู่วัดคนเดียวแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมานะ ...แต่มันเกิดความชัดเจน ให้มันเกิดความชัดเจนว่านี่คือนี่ อะไรเป็นอะไร ...มันก็จะเห็นความเป็นจริงของทุกส่วน...จนมันละ

(ถามโยมเรื่องการมาพักปฏิบัติธรรม)


ถ้ำนี่...เป็นธรรมชาติหนึ่งที่มีครบทุกอย่างให้เรียนรู้ ให้เข้าใจ ...จะเอาธรรมก็ได้ จะเอาโลกก็มี สวรรค์มี นรกมี นิพพานมี ...ที่เดียวกัน ...ธรรมชาติเป็นตัวคัดกรอง แล้วก็ธรรมชาตินี่เป็นตัวสอน 

โดยที่เราเข้าไปเรียนรู้ธรรมชาตินั้น...ด้วยความเข้าใจ ว่าทุกสิ่งมันต้องเป็นอย่างนั้นน่ะ โลกมันเป็นอย่างนั้น  ส่วนที่ละเอียดก็มี ส่วนที่เหนือกว่าความละเอียดก็มี แล้วแต่ว่าปัญญาใครจะคัดกรอง

หลวงปู่...ท่านสอนโดยไม่ต้องพูดก็ได้ ...ให้ธรรมชาติน่ะเป็นตัวบอกตัวสอน ทุกอย่างเป็นอาจารย์หมดแหละ มาสงเคราะห์ใจ ให้แยกใจออก ให้เห็นออกเป็นส่วนๆ 

จะมาเอาอะไรกับโลก จะมาเอาสาระอะไรกับโลกนี้ ...พวกเราก็บอกว่ามันเป็นสาระ แต่มันเป็นสาระในโลก ...ที่จริงไม่มีอะไร ก็เป็นอย่างเนี้ย มันเป็นอย่างนี้

เอาสาระในธรรม มองทุกอย่างเป็นธรรม ทุกอย่างก็เป็นธรรม ...ถ้ามองไม่เป็นธรรม ทุกอย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีความสมดุล ไม่มีความถูก หาความถูกไม่ได้เลย 

แต่ถ้ามองเป็นธรรม ทั้งหมดเป็นกลาง เป็นความจริงที่ปรากฏแล้วก็ดับ ...ทุกอย่างน่ะจริงหมด มีไม่จริงอย่างเดียวคือสภาวะจิต...ชอบยุ่ง ชอบหาเรื่อง ชอบสร้างเรื่อง 

เพราะธรรมนี่ สภาวะไม่จริงนี่ดับ แล้วก็เหลือแต่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ปรากฏตามธรรม ...ใจก็รับด้วยเป็นกลาง เพราะว่าคอยเท่าทันสภาวะจิตเกิดดับ...ที่จะเข้าไปหมายในอารมณ์ 

หมายเอารูปเป็นอารมณ์ หมายเสียงเป็นอารมณ์ หมายสมมุติบัญญัติเป็นอารมณ์ หมายทิฏฐิเป็นอารมณ์ หมายอดีตหมายอนาคตเป็นอารมณ์ ...ทุกอย่างจริงหมดโดยสัจจะ เนี่ย เขาเรียกว่าทุกขสัจ 

ก็จะเห็นทุกขสัจ เห็นความเป็นทุกขสัจ เป็นทุกข์เงียบๆ ไม่มีคำพูด เป็นทุกข์ที่มีประจำโลก ตราบใดที่มีการเกิด การตั้งอยู่ ก็เนี่ย...มันเป็นอย่างนี้ มันไม่เป็นอย่างอื่น เนี่ย มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นเช่นนี้เอง

แต่มันจะเห็นสภาวะของทุกขสัจได้ชัดเจนต่อเมื่อเห็นสภาวะจิตเกิดดับได้ ดับ...สภาวะจิตนั้น ที่มันจะเข้ามาปกปิดสภาวธรรมตามความเป็นจริงดับ 

เพราะนั้นสติสัมปชัญญะ...คือเท่าทันความปรุงไปในอดีตอนาคต ...นี่ มันจะก่อไฟอยู่เรื่อย มันจะคอยเติมเชื้อ ให้มอดให้ไหม้ให้เผาให้เร่าร้อน ด้วยไฟราคะ โทสะ โมหะ


โยม –  แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้น เราจะวางจิตวางใจอย่างไรคะพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  ละตรงๆ ละทุกอย่าง ...กลับมารู้ตัว เอากายเป็นฐาน เอากายเป็นหลักก่อน...กลับมารู้ตัว 

ไม่ปรุงความคิด ไม่หาความถูก ไม่หาความผิด ไม่เอาความดี ไม่เอาความชั่ว ไม่เอาความเปลี่ยน ไม่เอาความเที่ยง ไม่เอาที่ผ่านมา ไม่เอาที่จะไปข้างหน้า นั่นแหละ ...กลับมารู้ตัวเงียบๆ


โยม –  เมื่อเช้าโยมใช้วิธีอย่างนี้ค่ะ ...เห็นความคิดมันปรุงมากๆ แล้วก็โยมเดินเร็วๆ เหมือนพวกเดินแถวอย่างนั้นเจ้าค่ะ เดินจนเหนื่อย พอกายเหนื่อยแล้วมันคิดอะไรไม่ได้

พระอาจารย์ –  ก็ใช้อุบายอะไรเข้าไปก็ได้


โยม –  แล้วแต่เราจะใช้ได้หมด

พระอาจารย์ –  ใช่ ...จริงๆ น่ะ เพื่อให้กลับมารู้  นั่นคืออุบายทั้งหมด...เพื่อให้กลับมาอยู่กับกายใจปัจจุบันที่อยู่เป็นปกติ เฉยๆ ...จนมันหมดกำลังของมันแล้วก็จะเป็นปกติ 

ก็น้อมกลับมาอนัตตา มองกายเป็นอนัตตา ไม่เอาเป็นชายเป็นหญิงเป็นสัตว์บุคคล เป็นแค่ก้อน เป็นแค่สภาวะธาตุนึง ...แล้วก็น้อมเข้าไปให้เห็นเป็นสภาวะธาตุนั้นเป็นสภาวธรรม คือเป็นกลาง 

ในธรรมชาติของขันธ์น่ะ ...โดยสภาวะขันธ์จริงๆ เป็นสภาวธรรมที่เป็นกลาง ไม่มีความหมายในตัวของมัน มันไม่มีจุดประสงค์อะไรในตัวของมัน 

เพราะนั้นในลักษณะของความคิด...ถ้ามองในลักษณะ ดูตามลักษณะอาการ ที่เรียกว่าเป็นลักขณูปณิชฌาน ก็จะเห็นว่าความคิดเป็นแค่ลักษณะอาการนึง 

แต่ถ้าเราไม่เท่าทันปุ๊บ มันจะเข้าไป เข้าไปในลักษณะอาการ นั่นแหละ มันจะหลง ...พอหลงมันก็จะสร้างรูปนิมิต เข้าใจมั้ย รูปนิมิต เป็นอสุภะก็ได้ เป็นราคะก็ได้ 

สวยก็ได้ ถูกก็ได้ ผิดก็ได้ ชายก็ได้ หญิงก็ได้ เป็นธรรมก็ได้ เป็นข้อความเนื้อความ เป็นอรรถเป็นกถา อะไรก็ได้ ...นั่นแหละ เรียกว่ามันเข้าไปในลักษณะอาการ 

แต่ถ้ามองแค่ว่ามันเป็นแค่ลักษณะอาการของความคิด คือไม่มีอะไร...ไม่มีอะไรในตัวมัน ในความหมาย มันก็จะดับไป แค่นั้นเอง แล้วก็กลับมารู้อยู่กับปัจจุบันของกาย อยู่อย่างนี้ 

แล้วก็คอยดูอาการผุดโผล่ขึ้นมาต่อไป จิตก็ทำงานด้วยการเกิดดับ ...เห็นสภาวะจิตเกิดดับ ก็คือเห็นสภาวะสังขารจิตเกิดดับนั่นเอง 

นามขันธ์ทั้งหมดก็ปรุงออกมาด้วยภาวะที่เรียกว่าสังขารจิต ก็เห็นสังขารจิตเกิดดับ ...ตอนนั้นถึงเรียกว่าเห็นสภาวะจิตเกิดดับ 

ก็ยังเหลือแต่สภาวะธรรมกับสภาวะขันธ์ตามความเป็นจริงที่เป็นกลาง นี่มันก็อยู่ด้วยความเป็นปกติ ...มันก็จะทำงานอยู่ตรงนี้ 

พอสภาวะตรงนี้เป็นกลาง โน้ม แตกปั๊บ มันก็ต้องหมุนแล้ว...ว่ามันไปยุ่งกับอะไรวะ มันไปทำอะไร ไปหาเรื่อง ไปมี ไปตายอยู่กับอารมณ์ไหน ไปตายกับรูป ไปตายกับเสียง ไปมีไปเป็นในรูปในเสียงมั้ย 

มันก็ทำงาน...ค้นแล้ว เพื่อให้กลับคืนสู่สมดุล


(ต่อแทร็ก 4/15  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น