วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/18 (1)


พระอาจารย์
4/18 (540531B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความค่ะ)

โยม –  ช่วงแรกที่ลุงหวีดติดอยู่สองปี ลุงหวีดบอกติดอยู่ในความว่าง คือจะฝึกด้วยการเห็นอะไรแล้วพยายามไม่อ่าน จนสุดท้ายแล้วจิตมันไม่ออกมาทำงานอะไรเลย ไม่เหมือนกับตัวนี้ใช่ไหมคะ 

พระอาจารย์ –  ไม่เหมือน เพราะในลักษณะอย่างนี้หมายความว่ามีแต่ว่าง...ไม่มีรู้  เข้าใจไหม 

คือของเพิ่นมันละเอียดจนไปแยกไม่ออก ไปเข้าไปว่าจิตคือว่าง จิตคือไม่มีอะไร ใจคือไม่มีอะไร ก็เลยไปถือสภาวะจิตว่าเป็นสภาวะใจ 

เนี่ย เห็นมั้ย โมหะเข้ามาดึง เข้าไปกลมกลืนกับสภาวะจิต โดยปัญญาแยกไม่ออกว่าสภาวะจิตไม่ใช่ใจ มันเป็นแค่สภาวะจิต คืออารมณ์ ...คือเป็นแค่อารมณ์หรือเป็นแค่ขันธ์หนึ่ง


โยม –  แค่อาการว่างใช่มั้ยคะ   

พระอาจารย์ –  เออ เพราะนั้นใจไม่ว่าง ใจไม่ได้ว่างนะ...ใจคือรู้ นะ ต้องมีรู้อยู่คู่กันกับทุกสิ่ง ...นั่นแหละ มันถึงจะออกจากอรูปได้ 

เพราะเวลาเราปฏิบัติไป...ด้วยใจที่เราหมายมั่นไว้ตั้งแต่แรกว่าผลมันคือไม่มีอะไรหรือว่าว่าง  พอเจอสภาวะนี้มากๆ เข้าปุ๊บ มันเข้าไปกลืนกินสภาวะ...โดยเข้าใจว่า เนี่ย ใจเราเป็นอย่างนี้


โยม  แต่ว่างอย่างที่ว่าใจเป็นมรรคอย่างนั้น คือมันมีรู้อยู่

พระอาจารย์ –  ต้องมีรู้อยู่ 


โยม –  เรียกว่ารู้ มีรู้ ถึงมันจะเงียบของมันไปเรื่อยๆ นั่นคือเป็นเส้นทางของมัน  

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นน่ะ ไอ้ตัวว่างตัวนั้นน่ะ คือกาย เข้าใจมั้ย นั่นแหละคือกายอันนึง เป็นกายสังขารนึง เป็นรูปอันนึง บอกให้เลย เป็นรูปนิมิตนึง แค่นั้นเอง เพราะนั้นรูปนี่เป็นแค่นิมิต เป็นนิมิต

เพราะนั้นในส่วนนี้ที่เรียกว่ากายวิเวก จิตวิเวก และก็ปรมัตถวิเวกนี่ คือรวมหมดเลยนะ ว่าสิ่งที่ถูกรู้น่ะ ไม่ว่าเป็นรูปหรือนาม นั่นแหละคือกายวิเวกหมด 

คือมันปรากฏขึ้นเฉยๆ ไม่มีตัวตนในนั้น...วิเวก  แล้วต้องออกมารู้เห็นเฉยๆ กับสิ่งที่ปรากฏนั้นด้วยความชัดเจน จึงจะเห็นความไม่มีตัวตนในของสองสิ่ง 

จึงจะเข้าไปถึง...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ  ก็จะเห็นธรรมทั้งหลายทั้งปวงหาความเป็นตัวเป็นตนไม่ได้...ทั้งสองอย่าง อย่างนี้ พั้บ

แต่ว่ามันจะมาเห็นไม่ต่อเนื่องหรอก มันก็เป็นปหานตัพพธรรมไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ ...จนกว่ามันจะเต็มรอบ เต็มเปี่ยม เต็มพร้อม พอดี 

เพราะนั้นตัวอาสวักขยญาณสุดท้าย ก็เหมือนกับน้ำหยดสุดท้ายที่ลงบนแก้ว แล้วก็น้ำล้นน่ะ  นั่นแหละ หยดนั้นแหละ ปั๊บ...น้ำล้นแก้วพอดี แปลว่าเต็ม 

นั่นแหละ เรียกว่าญาณทัสสนะเต็มเปี่ยม มันก็ขาดออก มันพอดี พอดีปุ๊บเลย...ขาด

แต่ในขณะนี้ เดี๋ยวมันก็เข้าไปอีกๆ เดี๋ยวมันก็เข้าไปกลืนกิน...เป็นอารมณ์ เดี๋ยวก็ไปเหมาเอาว่าว่างเป็นใจ ใจเป็นว่าง ... ก็เหมือนกับที่พวกเราบอกว่ากายเป็นเรา เราเป็นกาย 

เบื้องต้นมันก็กลืนกินกับขันธ์หยาบๆ ต่อไปมันก็กลืนกินกับขันธ์ละเอียด ประณีต ...จนถึงขั้นไม่มี มันก็เข้าไปหมายมั่นเอาความไม่มีเป็นตัวเป็นตน เป็นของเรา เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นใจ

เพราะนั้นสติมันก็ทันทุกที่ สถาน เวลา ทุกขณะว่า...ว่างก็คือว่าง...รู้ก็คือรู้  มีก็คือมี ไม่มีก็คือไม่มี...รู้ก็คือรู้ ...ก็ใครรู้อยู่ มันมีอยู่ตัวนึง ไม่มีก็ไม่ใช่มีรู้อยู่ในไม่มี ไม่มีก็คือไม่มี มันแยกออกอย่างนี้ 

แล้วเมื่อแยกออก มันก็จะเห็นเป็นสองสิ่ง สองสิ่งปุ๊บมันก็จะเห็นในความไม่มีนั้นน่ะ ในความไม่มีอะไร ก็มีไม่มีอะไรในความไม่มีอะไร คือไม่มีตัวตนในความไม่มีอะไร 

นี่คือเข้าไปเห็นอนัตตาในตัวนั้น ...ก็เห็นความไม่มีอะไรเปล่าๆ คู่กับใจที่เห็นเปล่าๆ รู้เปล่าๆ

ระหว่างนั้นที่มันทำความแยบคายกับอาการสองอาการตรงนี้ เป็นธรรมคู่ตรงนี้  มันก็ไปสลายความเห็นผิดที่เป็นอาสวะ...ว่าว่างเป็นเรา เราเป็นว่าง 

ในขณะเห็น...นี่เรียกว่าปหานตัพพธรรม ประหารมันเข้าไป  เข้าอีกรู้อีกๆ ไม่ว่าหยาบ-ละเอียด เดี๋ยวก็กระโดดไปหยาบอีก เดี๋ยวก็กระโดดไปละเอียด เดี๋ยวก็กระโดดไปประณีต 

แล้วแต่มันจะไปมันจะมา ไม่แน่ไม่นอนหรอก ...แต่ว่า curve  มันจะมี curve ของมันอยู่...ไปตามขั้นภูมิของสติปัญญา ความถี่ถ้วนละเอียดรอบคอบของปัญญา ...มันจะไม่ทอดธุระ 

อย่าไปทอดธุระนะ อย่าไปสบายกับการปล่อยแล้วไม่มีอะไรนะ อย่าทิ้งรู้ อย่าทิ้งรู้นะ...สำคัญที่สุด  แม้จะเป็นรู้สัตว์รู้บุคคล มีความรู้เป็นสัตว์เป็นบุคคลอยู่ ก็อย่าทิ้งนะ 

ต้องอาศัย...ด้วย อัตตาหิ อัตโน นาโถ  ต้องอาศัยรู้ตรงนี้ เป็นบันได เป็นมรรค ... ถ้าไม่มีรู้อ่ะ...ถูกมันหลอกไปแล้ว 

เพราะนั้นเห็นมั้ยว่าอย่าทอดธุระ อย่าทิ้ง ทิ้งแบบคนนอนตาย ...มันทิ้งแบบยังไม่ปล่อยวางหรอก มันทิ้งแบบทอดอาลัยตายอยาก สบาย เห็นว่าไม่ต้องทำอะไรแล้ว

มันทอดธุระไม่ได้ มันเข้าไปแช่แล้ว มันเข้าไปนอนเนื่องแล้วเมื่อใดที่ทอดธุระ ...เพราะตัวเองมันยังไม่รู้เลยว่า มันยังไม่ขาด ยังไม่หมด ยังไม่สิ้น ...มันทอดธุระไม่ได้นะ 

เพราะนั้นไอ้การที่ไม่ทำอะไรแล้วทอดธุระ หรือปล่อยให้รู้หายไปแล้วก็ไม่ทำอะไร ให้รู้ไว้เลย...โมหะกิน หลงแล้ว ...ต้องตื่นขึ้น สะดุ้งตื่นขึ้นมา ลุกขึ้นมา 

เหนื่อยหน่อย ...เหมือนกับยังมีงานต้องทำอยู่ ต้องรู้อยู่  ...เอาจนมันเป็น ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิ คือขาดแล้ว หมดแล้ว ไม่ต้องทำอีกแล้ว ไม่ต้องรู้กับอะไรอีกแล้ว 

นั่นแหละ มันจะรู้เอง มันจะเกิดภาวะนั้นเอง เรียกว่า โลกวิทู แจ้งหมด


โยม –  ในช่วงนี้อยากทำความเพียรช่วงไหนเราก็ทำตามที่เราเห็นว่าทำแล้วสติเรา... 
  
พระอาจารย์ –  ทำยังไงให้มันต่อเนื่อง เกิดอาการต่อเนื่อง ...แล้วก็ระหว่างทำก็ให้เรียนรู้ว่าสมดุลคืออะไร จงใจคืออะไร เจตนาคืออะไร มันเข้ม มันหนัก มันเบา หรือมันปล่อย ...คือยังไงให้มันพอดี 

เรียนรู้ไปอย่างนี้ แล้วก็เกิดความต่อเนื่องไป ...แยบคาย จำแนกธาตุ จำแนกขันธ์ จำแนกใจออกจากธาตุจากขันธ์จากอายตนะ ออกจากสภาวะธาตุ สภาวะจิต สภาวธรรมที่ครอบงำล้อมรอบตัวเราอยู่ 

แยกใจออกมาจากทุกสภาวะ  เพราะใจก็คือสภาวะใจ แล้วก็สิ่งที่เรารู้นี่ มันก็มีหลายอย่างตอนนี้ ...แต่เรายังมองไม่ออก ยังจำแนกไม่ชัดเจน 

ก็แค่สภาวะกาย สภาวะจิต สภาวธรรม สภาวะขันธ์ แค่นี้ ...มันก็เป็นแค่มองเห็น แยกสภาวะใจมาก็จะเห็นสภาวะๆ เป็นต่างอันต่างเป็นสภาวะ เกิด-ดับ 

สภาวะเกิดดับๆ แล้วก็มีสภาวะจิตที่เข้าไปแทรกแซงอยู่ตลอด กับสภาวะกายบ้าง กับสภาวะขันธ์บ้าง กับสภาวธรรมบ้าง รูปเสียงกลิ่นรสบ้าง อารมณ์บ้าง ความรู้สึกบ้าง

ให้เห็น เท่าทัน ในสภาวะทุกสภาวะที่ปรากฏ ...โดยที่ว่าไม่เลือก ไม่เลือกสภาวะ แล้วแต่จิตมันจะพาไป หรือว่าสภาวะจิตจะไปเกิดกับอะไร ...วิญญาณน่ะมันจะไปเกิดกับอะไร 

เพราะไอ้วิญญาณนี่คือตัวพาไปเกิด ไปเกิดทางขันธ์ ไปเกิดทางกาย เกิดทางเสียง เกิดทางตา ...แล้วแต่ว่าสภาวะจิตมันจะพาไปเกิด 

ด้วยความไม่รู้...มันจะไปจับอะไรมาเป็นอารมณ์ จับอะไรมาเป็นที่อยู่ จับอะไรมาเป็นมรรคเป็นผลในความเข้าใจของมันนี่ ...ก็ให้ทัน รู้...แล้วก็แยกใจออก 

แล้วก็จะเห็นสภาวะทุกสภาวะ...ดับ เปลี่ยน ไม่เปลี่ยนก็ดับ  ไม่ขึ้นๆ ลงๆ ก็เปลี่ยนก็ดับอยู่อย่างนี้ ...นี่คือการเห็นไตรลักษณ์ด้วยญาณทัสสนะ 

ไม่มีอะไรหรอก ทำอยู่แค่นี้แหละ มันก็จะถอยห่างจากกันเรื่อยๆ ...สภาวะใจก็จะถอยห่าง แยกออก มันจะแยกออกจากสภาวะทุกสภาวะ


โยม  ดูอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะแยกของมันออกเอง 
 
พระอาจารย์ –  แยก...แยกเอง ไม่ต้องหาแล้ว จะไม่ต้องหาแล้วว่าใจอยู่ไหน  พอหยั่งลงไปตรงไหนก็ พั่บ ขาดตรงนั้นเลย ไม่เข้าไปนอนตรงนั้น

แต่แรกๆ นี่ยังหา...ใจอยู่ตรงไหนวุ้ย  อันไหนรู้ อันไหนเห็น ...แต่ว่าถ้ามันถึงระดับที่มันชำนาญแล้ว หรือว่าสติปัญญามันกล้าแล้ว ปุ๊บนี่ 

ไม่ว่าหลงเผลอเพลิน หายไปกับอะไร...ปุ๊บ พอรู้ระลึกขึ้นได้ปั๊บนี่ ถอยออกเลย แยกออกเป็นสองสิ่งทันที ...เป็นผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ทันที เป็นใจกับสิ่งที่ถูกรู้

แต่ว่าระหว่างที่มันแยกออกมาแล้ว งานต่อไปก็คือสัมปชัญญะ ...คือความต่อเนื่อง ให้มันเห็นต่อเนื่องไปเท่านั้นเอง 

ถ้าสัมปชัญญะน้อยนะ แยกออกได้สักหน่อยเดี๋ยวหายยย กลืนแล้ว ไปกลืนกับสภาวะขันธ์ สภาวะจิต สภาวธรรมแล้ว ...ก็ต้องระลึกขึ้นใหม่ 

บางทีระลึกขึ้นใหม่ยังงงเลย ไม่รู้จะไปรู้ตรงไหนดี อย่างนี้ เขาเรียกว่ายังไม่ทันแยบคายดี ปัญญายังอ่อน (หัวเราะกัน) มันก็แยกไม่ออก

แต่ถ้ามันชำนาญ ด้วยความสมดุล ปั๊บ มันหยั่งลงตรงไหนปุ๊บ..พั่บนี่ เป็นรู้กับสิ่งที่ถูกรู้เลย ทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่เป็นรู้เลย ...มันเห็นเป็นสองสิ่งเลย 

นี่ด้วยความที่เขาเรียกว่าเป็น วสี ชำนาญ วสี...หรือที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ภาวิตา พาหุลีกตา  เป็นผลจากการประกอบเป็นนิจ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ในศีลสมาธิปัญญา ไม่ขาดระยะ ไม่ขาดสาย 

ปั๊บ หยั่งตรงไหนปั๊บ ขาดๆๆ ออกมา ...ใจแยกออกมาเลย ใจแยกออกจากขันธ์ ใจแยกออกจากกาย ใจแยกออกจากนาม ใจแยกออกจากธรรม ...มันเป็นคนละส่วนกัน ไม่เข้าไปกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ถ้าไม่ประกอบด้วยศีลสมาธิปัญญา  มันแยกยังไงมันแยกไม่ออก นั่งคิด นั่งหา นั่งค้นเท่าไหร่ มันก็แยกไม่ออก ...ใจอยู่ไหน หาอยู่นั่นแหละ มันแยกไม่ออกหรอก  

แต่ถ้าคนเคยฝึกเคยทำมาแล้ว แค่ระลึกขึ้นมามันก็แยก ไม่เห็นมันต้องทำอะไรเลย มันก็รู้ มันก็เห็นน่ะ มันคนละอันกันแล้ว...ชัดเจน มันมีความเชื่อ เห็นมั้ย  

แต่ไอ้คนที่ไม่เคยทำนี่มันไม่เชื่อ มันก็เห็นกายก็เป็นเรา "ไหน ใจอยู่ตรงไหนล่ะ"...มันไม่รู้เลยนะ  ก็ความคิดน่ะ...ก็เป็นเราแท้ๆ เลย ความคิดของเราเลย "ไหน ใครรู้ใครเห็นล่ะ แล้วมันจะดูตรงไหนล่ะ" 

ก็พยายามคิดพิจารณา ยิ่งคิดยิ่งโง่นะ ๆ ยิ่งหายิ่งไปออกไกลเลยนะ...ไม่เจอหรอก  เพราะนั้นเราถึงบอก หาง่ายๆ หาใจง่ายๆ รู้มั้ยว่านั่งนี่ รู้ว่ากำลังนั่งคิด เออ ดูตรงนั้น ดูตรงที่รู้ว่านั่งคิด 

ให้เห็น “นั่ง” แล้วก็ “คิด” แล้วก็ “รู้” มันมีอยู่สามสี่ห้าตัวปนอยู่ ...แต่ว่ามีรู้ว่านั่งคิดอยู่ เอาอย่างนี้ก่อน หยาบๆ ...แล้วก็ไล่มาตามลำดับไป 

ศีลสมาธิปัญญาก็กลับมาไล่อยู่ในปัจจุบัน ในแวดวงของปัจจุบันธรรม ...แล้วมันก็จะคัดกรองไปเรื่อยๆ ว่าปัจจุบันธรรมไหนเกิดดับๆ ทันที ปัจจุบันธรรมไหนที่มันเกิดดับต่อเนื่อง มีการตั้งอยู่โดยต่อเนื่อง


(ต่อแทร็ก 4/18  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น