พระอาจารย์
4/16 (540530B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
30 พฤษภาคม 2554
โยม – อย่างได้กลิ่นดอกไม้น่ะค่ะ ก็คือตัณหาก็เข้าทันทีเลย ทีนี้มันมีครั้งนึงก็ตัณหาก็เข้าเหมือนกัน แต่เหมือนมันแยกให้ดูน่ะค่ะ คือได้กลิ่น...สูดเข้าไป
มันก็เว้นไปนิดนึง แล้วมันก็รู้ว่านี่กลิ่นดอกไม้ แล้วก็เว้น ตึ๊กๆ แค่นิดเดียวแล้วมันก็รู้ว่าหอม
แล้วก็เว้น ตึ๊กๆ แล้วมันก็ชอบ แล้วก็หยุดหมดอย่างนี้ ...อันนี้มันก็คือสติหรือว่าไม่ใช่คะ
พระอาจารย์ – สติ
โยม – สติแล้วมันทำไมไปเกิดตัณหาได้ล่ะคะ
พระอาจารย์ – อ้าว สติ...สติไม่ใช่เป็นตัวห้ามนะ
สติไม่ได้ห้ามอะไร สติน่ะรู้ทันว่ามีอะไรปรากฏ ...เพราะนั้นสตินี่ไม่ได้ห้ามอะไรเลยนะ
แต่รู้ทันต่างหาก
เพราะนั้นตัณหาเกิดก็รู้ว่ามีตัณหา
แล้วก็เมื่อรู้ว่ามีตัณหาในขณะนั้นปุ๊บนี่ ตัณหานั้นก็ดับ ...หรือไม่ดับก็ช่างหัวมัน ก็รู้ไปว่ามีตัณหา
เอาจนกว่าว่า...เออ รู้กี่ครั้งๆ ดับหมดเลยน่ะ ...ด้วยสติรู้ว่ามันดับของมันเองนะ
ไม่ใช่ไปให้มันดับนะ
โยม – อ๋อ กิเลสมันสามารถเกิดได้
ทั้งที่มีสติอยู่ใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – ได้....ได้ อย่าไปคิดว่ารู้เพื่อให้มันดับ
หรือว่ารู้แล้วต้องดับ ...รู้ก็คือว่า เออ...มากก็รู้ว่ามาก น้อยก็รู้ว่าน้อย
ดับก็รู้ว่าดับ เกิดอีกก็รู้ว่าเกิดอีก ...นี่คือสติที่แท้จริงนะ นี่คือสัมมาสตินะ
ไม่ใช่สติที่เข้าไปมีเจตนาในสติ เห็นมั้ย สติที่กอปรด้วยความอยากเรียกว่ามิจฉาสติ ...รู้แล้วอยากได้ รู้แล้วอยากดับ รู้แล้วอยากมี รู้แล้วอยากเกิด รู้แล้วอยากเป็น นี่
ไอ้นี่อย่าไปรู้ซะดีกว่า ไอ้นี่เป็นเรื่องของตัณหาแล้ว สติที่กอปรด้วยตัณหา
รู้เฉยๆ ก็บอกว่ารู้เฉยๆ
รู้ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ มากก็มาก น้อยก็น้อย ...พอรู้ไปรู้มา
แล้วให้สังเกตไปเรื่อยๆ ต่อไปน่ะ ไม่ว่าอะไรที่สติระลึกรู้ขึ้นตรงไหน ดับหมด
อยู่ไม่ได้เลย
อันนี้ดับเองเลยนะ ไม่มีเจตนา เนี่ย เริ่มแล้ว...เริ่มที่จะเป็นสติที่ไม่มีตัวไม่มีตนแล้ว
เป็นสัมมา แล้วจากนั้นไปน่ะ มันจะเริ่มทำงานของมันเอง ไม่มีเราเข้าไปทำงาน
ไม่มีเราผู้เจริญสติ
มีแต่ว่าสติก็ระลึกรู้ไป อะไรเกิดขึ้นก็รู้ ไม่มีอะไรก็รู้
มีอะไรก็รู้ มากก็รู้ น้อยก็รู้ ...นี่ สติก็จะเป็นสติที่ใจ นั่นแหละ สติที่ใจ เรียกว่าสัมมาสติ
โยม – แล้วสติที่เห็นว่ามันแยกๆ อย่างนั้น
กับอย่างเนี้ย หนูดูก็ไม่เกิดอะไรค่ะ หนูดูนี่ก็เห็นเป็นหมาทันทีเลย ...ก็แสดงว่าอย่างนี้ไม่เกิดสติหรือคะ
พระอาจารย์ – เกิดดด ...ก็นี่ รู้ว่าเป็นหมา...ก็รู้ว่าเป็นหมา
โยม – มันไม่มีแยกให้เห็นหรือคะ
พระอาจารย์ – ก็ไม่แยก ...เพราะมันยังแยกไม่ออก
โยม – อ๋อ
พระอาจารย์ – สติมันก็มีตามลำดับความละเอียด ...ไม่ต้องกลัวหรอก
อย่าไปกลัว เห็นยังไง เข้าใจยังไง รู้ไปตรงๆ ...ก็บอกว่ารู้ไปตรงๆ
โยม – แสดงว่าเข้าใจผิดมาตลอดเลยว่าสติเป็นความคิดฝ่ายดี
แล้วก็ตัณหา พวกโลภะอย่างนี้ เป็นความคิดฝ่ายชั่วที่เกิดพร้อมกันไม่ได้ ...เอ้อ
แบบทฤษฎีน่ะค่ะ(หัวเราะ)
พระอาจารย์ – รู้ไปเถอะ รู้โง่ๆ มันปรากฏรู้ยังไง...เป็นหมาก็เป็นหมา...ก็รู้ว่าเป็นหมา บางครั้งมันไม่เป็นหมาก็รู้ว่าไม่เป็นหมา
บางครั้งจำอะไรไม่ได้ก็รู้ว่าจำอะไรไม่ได้
รู้ไปเหอะ เดี๋ยวมันจะเข้าไปยำให้เองน่ะ
พอยำเสร็จแล้วก็รู้เลย...อ้อ ไอ้นี่เครื่องยำ พอมันเห็นเสร็จแล้วก็จะรู้...
อย่างว่าส้มตำไม่ใช่มะละกอ
ส้มตำไม่ใช่ปลาร้า ...แต่เมื่อใดที่ปลาร้า มะละกอ มะนาว กระเทียม มารวมกัน
เรียกว่าส้มตำ ...เนี่ย มันจะจำแนกออกได้เอง
แต่ตอนนี้กินไปก่อน
กินตำส้มรสชาติประหลาดๆ ไปก่อน ...ก็รู้ว่ากินอะไร
เดี๋ยวมันก็จำแนก...ด้วยความเข้าใจถี่ถ้วนลงไปเอง สติมันก็จะเข้าไปจำแนกเอง
จำแนกธาตุ จำแนกขันธ์ออกเป็นส่วนๆ ไป
ด้วยความจับสังเกต ถี่ถ้วน สอดส่อง ...เอ๊ะ
เวทนามันไม่ใช่กายนี่ มันก็จะเริ่มเอะใจ ...เอ๊ะ ใจก็แค่รู้
มันไม่ใช่...เวทนามันจะอยู่ที่ใจได้ยังไง มันจะเป็นใจได้ยังไง ...มันก็เริ่มแยกออก
มันก็เห็น
จับสังเกตได้ว่า...เอ๊ะ ไอ้เวทนาจริงมันอยู่ที่กายนี่หว่า
ใจมันจะมีเวทนาได้ยังไง ...มันก็จะเริ่มเข้าไปแยกทีละเล็กทีละน้อย จับผิดมันได้
ไอ้ความเข้าใจผิดมันก็จะน้อยลง...อ๋อ มันเป็นส่วนหนึ่งนี่
แต่เมื่อใดที่เราไม่แยบคาย
ไม่เข้าไปถี่ถ้วน ละเอียด ปั๊บนี่ มันกลายเป็นตำส้มให้เลยน่ะ เป็นส้มตำไปเลย มีอร่อยหรือว่าเผ็ดหรือว่าร้อน
แล้วเราก็ไปหมายเอาเผ็ดเอาร้อนเอาอร่อยนั่นว่าเป็นความจริงขึ้นมา
แต่เมื่อดูความจริงขึ้นมาว่า...ไอ้เผ็ดไอ้ร้อนนั่นมันเกิดจากความปรุงร่วมกันของหลายสิ่ง
เป็นของหลายสิ่ง ...นี่ เข้าไปแยบคายในขันธ์อย่างนั้น ก็จะเห็นขันธ์เป็นส่วนๆ ไป
นี่ท่านเรียกว่าสัจญาณ ญาณ ๓ ...สามสี่สิบสอง
ปริวัฏฏ์ ๑๒ ในสี่ส่วนของอริยสัจ ในญาณสาม ในแต่ละอริยสัจ...สัจญาณ กตญาณ กิจญาณ ...
สติมันจะเข้าไปทำให้เกิดญาณสามตัวนี้
สัจญาณ ...เบื้องต้นต้องมีสัจญาณก่อน ...เห็นกายเป็นกาย
ไม่ใช่ใจ กายกับความคิด กายไม่ใช่ความคิด ...คนละส่วนกันอย่างนี้ ...อย่างนี้ รู้มั้ย
กายไม่ใช่ความคิด ใช่มั้ย
แล้วต่อไปมันจะแยกว่า ความคิดไม่ใช่ใจ ใช่ป่าว ...นั่น ถ้ามันยังไม่ชัด
บางครั้งเราก็บอกว่าความคิดเป็นใจ ใจเราคิด ใจคือความคิด ...นี่สัจญาณยังไม่ชัด
เพราะนั้นถ้าสติรู้บ่อยๆ
ก็จะเห็นว่า ความคิดคือความคิด ใจคือใจ รู้คือรู้ สุขคือสุข...รู้คือรู้
ทุกข์คือทุกข์...รู้คือรู้
นี่สัจญาณมันชัดเจนขึ้น คือเห็นตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏว่ามันไม่ใช่อันเดียวกัน...ในเบื้องต้น
เมื่อมันเห็นเป็นสัจญาณปุ๊บ มันก็จะรู้ว่าควรทำอะไรกับสิ่งนี้
เรียกว่ากิจญาณ ...คือพอเราเข้าไปทำปั๊บ...ร้อน ทำบวกปุ๊บ...ร้อน ทำลบปุ๊บ...ร้อน ...นี่เรียนรู้กิจญาณ
สันดานมันชอบพาไปทำ ไปหา ไปค้น ไปแก้
ไปคุม ไปดับ ไปเพิ่ม ไปลด ไปรักษา ไปทำให้เกิด ทำให้หาย อย่างเนี้ย
นี่เขาเรียกว่ามันเข้าไปประกอบกิจญาณด้วยมิจฉาทิฏฐิ
หรือภาษาพระพุทธเจ้าท่านก็เรียกว่า
มันเข้าไปประกอบในกิจญาณนี้ ด้วยอัตตกิลมถานุโยค หรือกามสุขัลลิกานุโยค
มันก็จะเรียนรู้อย่างนี้ ...ยิ่งทำยิ่งทุกข์ ยิ่งแก้ยิ่งทุกข์ ยิ่งค้นยิ่งหายิ่งทุกข์
ยิ่งดับยิ่งไปแทรกแซงยิ่งทุกข์ มันก็ยังไม่ยอม จนกว่ามันจะเข้าใจว่า...ไม่ทำเลย ไม่ทำอะไรเลย
เนี่ย เริ่มวางแล้ว เริ่มวางในกิจญาณ
เมื่อเป็นกลาง ไม่ยุ่งแล้ว ไม่ยุ่ง รู้เฉยๆ
ปุ๊บนี่ เห็นมั้ย สัจญาณเกิด กิจญาณตรง...ตรงต่อกิจที่จะทำต่อสิ่งที่ถูกรู้ ปุ๊บนี่
กิจญาณปุ๊บ ผลเกิด ...เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของทุกสิ่งตามความเป็นจริง
เนี่ย เป็นกตญาณ...ก็เห็นผล ผลเกิดคือความดับไปเป็นธรรมดา ...ในอริยสัจสี่ มันจะต้องมาทำความแจ้งในอริยสัจสี่
ด้วยสามญาณนี้
อันนี้เป็นภาษาพูดนะ
ภาษาจิตไม่มีภาษานะ เราพูดโดยสมมุตินะ ...เพราะนั้นมันจะปริวัฏสามรอบนี่ ในสี่หัวข้อ
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็อยู่ด้วย สัจญาณ กิจญาณ แล้วก็กตญาณ
เพราะนั้นเบื้องต้นมันต้องแยกให้ออก...ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้าแยกไม่ออก...ไปไม่ถูกหรอก
เอาทุกข์มาเป็นมรรค
เอาสมุทัยมาเป็นมรรค เอาตัณหาเป็นมรรค เอาทุกข์มาเป็นนิโรธอย่างนี้ มันงงไปหมดน่ะ
มั่วไปหมด ...เพราะอะไร ...เพราะมันไม่รู้ด้วยสัจญาณว่าอะไรคืออะไร
นั่งหลับตากำหนดพุทโธ ยุบหนอ-พองหนอ
อะไรก็ตาม มันเข้าใจว่า เนี่ยกำลังประกอบกิจญาณ เพื่อให้เกิดผลอันนั้นอันนี้ ...บอกให้เลย ไม่ตรงแล้ว
เพราะสัจญาณยังไม่เกิดเลย
ยังไม่รู้เลยว่าที่ทำอยู่นี้มันเป็นตัณหารึเปล่า แล้วไอ้ที่ประกอบผลที่จะได้
ผลนั้นน่ะมันเป็นนิโรธหรือมันเป็นทุกข์กันแน่ เห็นมั้ย มันยังแยกไม่ออกเลยนะ
แต่พอชัดเจนขึ้นแล้ว เราถึงบอกเราถึงสอน ครูบาอาจารย์ถึงบอกถึงสอนในขั้นปัญญาว่า...นี่คือทุกข์นะ นี่คือสมุทัยนะ นี่คือตัณหานะ
ทำอย่างนี้คือตัณหานำนะ ถ้าทำอย่างนี้...ผลก็คือทุกข์มาก กับทุกข์น้อยลง ไม่ใช่ผลคือความดับไปนะ
แต่ถ้าเข้าใจถึงสัจญาณปุ๊บ
มันก็แค่นั่งเฉยๆ แล้วอะไรเกิดขึ้นก็รู้ เป็นส่วนๆ ไป ...นี่เรียกว่ามันแจ้งในอริยสัจสี่ ทั้งโลก ทั้งมวล ทั้งปวงนี่
ก็อยู่ในอริยสัจสี่นั่นแหละ
โยม – ไอ้ที่สามรอบอะไรนี่ จิตมันทำเองหรือคะ
ฟังแล้วยากมากเลยค่ะ
พระอาจารย์ – มันทำเอง ...ฟังดูยาก อันนี้ก็พูดตามพระพุทธเจ้าพูด ท่านพูดไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ไปหาอ่านดู ไปอ่านคำแปลในธัมมจักฯ ซะ ...ทั้งหมดที่เราสอนนี่ไม่ได้ออกนอกธัมมจักฯ เลย
โยม – แล้วไม่ได้เป็นเฉพาะพระพุทธเจ้าหรือคะ
หนูนึกว่าเป็นเฉพาะพระพุทธเจ้า
พระอาจารย์ – เป็นทุกดวงจิต ...แต่ว่ามีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จำแนกออกมาเป็นภาษาได้ชัดเจน
นี่เป็นสัพพัญญุตญาณของท่าน
เพราะนั้นในลักษณะของจิตมนุษย์ปุถุชน
มันก็หมุนไปรอบนี้เหมือนกัน ในการดำเนินองค์มรรคนี่ ...แต่ว่าไม่สามารถจะยกคำพูดด้วยสมมุติบัญญัติมาจำแนกเป็นอรรถเป็นพยัญชนะชี้ชัดเด็ดขาดได้แจ่มแจ้งเท่าพระพุทธเจ้า
เพราะนั้นถ้าไม่มีพระพุทธเจ้านี่
จะไม่มีความรู้พวกนี้ ...ด้วยสันดานของมนุษย์นักภาวนาทั้งหลายไม่มีทางจะจำแนกได้อย่างนี้หรอก
นี่ถึงได้ว่าพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น เรียกว่าเป็นสัพพัญญู การจำแนกธรรม ท่านเป็นเลิศในการจำแนกธรรม เป็นเลิศในการสั่งสอนเวไนย เหมือนของที่คว่ำ
ท่านก็เปิดหงายออก
เพราะนั้นโดยปรมัตถ์ล้วนๆ
ไม่มีคำพูดหรอก ไม่มีทางเลยที่จะอธิบายได้ ...เพราะนั้นเวลาเราภาวนาไปๆ ดูกายดูจิตไปนี่
ถึงวาระปุ๊บ มันจะ...อ๋อ ตามคำพูดนี้เลย
เข้าใจตามสมมุตินี้ ตามบัญญัตินี้เลยว่า ที่พระพุทธเจ้าสอนคืออะไร
หมายความว่าอย่างไร
เคยคิดแทบตาย หาแทบตาย ไม่รู้ ...ไม่รู้อะไรเลย
แล้วก็ดูจิตดูกายอย่างเดียว เดี๋ยวก็... อ้อ เหมือนที่พระพุทธเจ้าพูดเด๊ะเลย
ไม่ผิดเพี้ยน ...แล้วมันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ไม่เป็นอย่างอื่นด้วย บอกให้เลย
ไอ้พวกนี้
ถ้าเราไปจับเอามาคิดเอามาปรุงต่อนี่ มันจะกลายเป็นสังขารธรรมทันทีเลย
เป็นสมมุติธรรมขึ้นมาทันที เป็นปริยัติธรรมขึ้นมาทันที
เพราะนั้นการพูดนี่พูดในแง่ให้ฟังเพื่อเข้าใจในเบื้องต้นเท่านั้นเอง แล้วก็ทิ้ง
ทิ้งเลย ไม่ต้องจดจำ ...เพราะยังไงมันจำอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบังคับให้มันจำอีก
มันเก็บเข้าไปภายในอยู่แล้ว แล้วรอวาระเวลาที่มันเข้าไปชำระความเห็นผิด
แล้วมันจะฟื้นความจำพวกนี้ขึ้นมายอมรับ แล้วก็ละตามสัญญานั้นไปในตัว
เมื่อเข้าใจแล้ว ไม่สงสัยแล้ว ในวรรคนั้น ในอรรถนี้ ในวจีนี้ ในพยัญชนะนี้
ในสมมุตินี้ ในบัญญัตินี้ ในความหมายในสังขารธรรมนี้ๆ มันก็ทิ้งหมด ...ดับ
เพราะนั้นสังขารธรรมก็ดับ
ความรู้ความเห็นที่เคยรู้เคยเห็นเคยเข้าใจก็ดับ เพราะมันเห็นแบบครึ่งๆ กลางๆ งูๆ
ปลาๆ มันดับหมดแหละ
มันเข้าใจว่ามันรู้แล้ว มันเข้าใจว่าเข้าใจแล้วนี่
มันทิ้งหมดเลย ...เพราะว่าที่เข้าใจที่รู้มาก่อนนี่ผิดหมดเลย ผิดหมดเลย ก็ปิดหมดน่ะตำรงตำรา มาเปิดตำราเล่มใหญ่คือกายใจนี่แหละ
เอากายเป็นมรรค เอาใจเป็นมรรค ไม่เอาหนังสือเป็นมรรค
ไม่เอาความรู้ความเห็นเป็นมรรค เอากายใจเป็นมรรค เพราะงั้นก็เดินอยู่ในกายใจนี่แหละ
ไม่มีอะไรทำ ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้อะไร
มันจะแช่ มันจะอะไร ให้มันอยู่ในนี้ ให้มันรู้อยู่ในนี้ ในแวดวงปริมณฑลหนังหุ้มอยู่มีที่สุดรอบนี่
อยู่ในนี้นะ ...อย่าให้ไปไหน อย่าไปกับความคิด อย่าให้ไปกับความจำ อย่าให้ไปกับคนอื่น
อย่าให้ไปนอกเนื้อนอกหนัง นอกกายนอกใจปัจจุบัน
เอาเหอะ มันชัดขึ้นมาเองน่ะ ...แล้วก็เห็นกายเห็นใจอยู่ตรงนี้ เป็นหลัก ไม่ออกนอกกายนอกใจปัจจุบัน
จะฟุ้งซ่าน กังวล ไขว่คว้าอะไร
อยากดิ้น...ดิ้นไป ...เอาจนมันหมดฤทธิ์น่ะ มันหมดสุดฤทธิ์สุดเดชมันก็แค่นั้นล่ะ หรือถ้ามาใหม่ ก็ซัดเข้าไปอีก
เพราะนั้นรากฐานของการปฏิบัติต้องอยู่ด้วยความอดทน ขันติ
ยืนพื้นเลย ...ถ้าไม่มีขันตินี่ ขันแตกหมดแหละ แตกไปตามอำนาจจิตปรุงแต่ง
สังขารธรรมทั้งสิ้น ...ขันติคืออดทนอยู่กับกายใจปัจจุบัน
หลวงปู่ถึงบอกไง...ทุกข์ไม่ต้องบ่น
อดทนเอา ... มันจะทุกข์ยังไง สร้างเรื่องทุกข์ยังไง ด้วยการหาการเห็น ด้วยการมีการเป็นยังไง...ไม่ต้องบ่น ไม่ต้องแก้ ...อดทนเอา
อดทนแล้วก็รู้อยู่ รู้ที่อยู่กับตัว ...เอาจนทุกข์นั้นน่ะมันจืดชืดไปเลย มันหมดความหมายไปเลย มันเป็นแค่อะไรก็ไม่รู้
เมื่อมันหมดความหมายมั่นในอาการ ก็จะเป็นแค่อะไรไม่รู้ที่ผุดขึ้นมา
ไม่เข้าไปให้ความสำคัญมั่นหมายในอาการ หรือเข้าไปในอาการ
ขันตี ปรมัง ตะโป ตีติกขา
ท่านพูดไว้...ขันติเป็นตบะแผดเผา
พระอริยะ พระอรหันต์
ผู้หลุดพ้นทั้งหลายนี่ ท่านมีขันติเป็นที่ตั้ง ใจท่านถึงหนักแน่นไม่หวั่นไหว ...แน่นอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไปไม่มา
ธรรมก็มีอยู่แค่นี้แหละ...อยู่กับปัจจุบัน
แล้วก็เห็นทุกอย่างดับไป
เอาจนมันไม่มีอะไรไม่ดับ ทนจนเห็นอย่างนั้นน่ะ
ไม่ว่าข้างในไม่ว่าข้างนอก จนหายสงสัยว่า ไม่มีอะไรไม่ดับ...ไม่มี ...ท่านอยู่ด้วยความอดทนขนาดนั้น อยู่ในความเป็นกลาง เป็นปกติอยู่อย่างนั้น
.....................................

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น