พระอาจารย์
4/15 (540530A)
(30 พฤษภาคม
2554)
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/15 ช่วง 1
พระอาจารย์ – ก็แล้วแต่ว่าใครถนัดทางไหน ...เดินเพื่อให้มันกลับมาอยู่กับกาย...กับตัว เท่านั้นเอง
ให้สติมันชัดเจนในปัจจุบันธรรม
แล้วทุกอย่างมันจะคลี่คลายในตัวของมัน แล้วมันก็จะแจ้งขึ้นมาในตัวของมันเองว่า...มันไปข้องอยู่กับอะไร
ไอ้ที่มันวุ่นวี่วุ่นวายนี่...มันมาจากอะไร
แต่ถ้าเราเข้าไปค้นหา...ด้วยการที่เข้าไปเพื่อจะไปแก้ ไปหา อะไรพวกนี้ ...ยิ่งไปกันใหญ่ มันก็ยิ่งเติมไฟใส่เชื้อ
กลับมารู้เฉยๆ นั่นแหละ รู้กายเฉยๆ ...จิตมันค้นหาอะไร อย่าไปสนใจมัน ให้มันหมุนไป เรื่องของจิต
แล้วเราก็พยายามมายืนอยู่ในฐานของกายกับรู้ รู้กับกาย รู้กับตัว แค่นั้นเอง
ส่วนอาการสภาวะจิต...มันก็เกิดดับด้วยการปรุงไปเรื่อย มันก็จะหานู่นหานี่ หาทางแก้
หาทางออก หาทางเข้าใจอะไร ... ก็ช่างมัน
ให้มันหมุนไป ...ซึ่งมันจะเหนื่อยหน่อยตอนที่จิตมันหมุน
จนกว่ามันจะหมดกำลัง พั้บ มันก็ขาด...ขาด สภาวะจิตมันก็ขาด
มันก็เหลือแต่สภาวะธาตุสภาวะขันธ์ กับสภาวะรู้ ที่เป็นกลางเสมอไป
นี่เขาเรียกว่าสมดุล ...จิตก็กลับเข้าอยู่ในความเป็นกลาง
แต่พอใช้ชีวิตประจำวัน...เดี๋ยวก็ตาเห็นนั่น ก็ไปเกี่ยวเอานั่นมาเป็นอารมณ์
เดี๋ยวหูก็เกี่ยวเอาเสียงมาเป็นอารมณ์
เดี๋ยวก็เริ่มเกิดสภาวะจิตสร้างภพสร้างชาติขึ้นมาภายใน
ด้วยอุปาทานหมายมั่นในภพ...ความน่าจะเป็น ความควรเป็น ความไม่ควรเป็น ความไม่น่าจะเป็น บุคคลนั้น สัตว์นี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ...เนี่ย เริ่มวุ่นวี่วุ่นวาย ...สภาวะจิตก็จะหมุนไป
เราก็ต้องทวนกลับมาลงฐานความเป็นกลาง...รู้กับปัจจุบัน แล้วไม่ไปแตะต้องมัน ...อยากหา หาไป ช่างหัวมัน ไม่ห้าม ไม่ทำลาย
แต่กลับมาอยู่กับฐานที่ว่าเป็นกลางกับกาย
อย่าออกไปเพิ่มเติมกับภาวะที่จิตมันหมุน...ในแง่ธรรมก็ตาม ...เดี๋ยวมันก็ดับ เดี๋ยวมันก็หยุดของมัน จิตก็คืนสู่ความไม่รู้ไม่เห็นอะไร
เป็นปกติของมันน่ะ ก็คือความไม่มีไม่เป็น ในขณะนั้นก็เป็นกลาง
เพราะนั้นในระหว่างที่เป็นกลางแล้ว...ก็แยบคายลงที่กาย เป็นตัวมั้ย เป็นเรามั้ย มีอะไรผุดอะไรโผล่มามั้ย
ในขณะที่มันไม่มีอะไร ก็ดับ ละ วาง ขาด ...เห็นความดับไปของสภาวะจิตที่มันกำลังจะไปก่อเกิดเป็นภพเป็นชาติ
เป็นอดีตเป็นอนาคต
เหมือนอย่างที่เราบอกว่า ...เวลาจุดแรกของการเกิด
อย่างกับรูปกายสภาวะธาตุ ขณะแรกของการเกิด คือกายนี่ปฏิสนธิในครรภ์ ...จุดแรกของการเกิดนี่
โดยจุดที่เกิดการปฏิสนธิเป็นรูป เป็นกายเนื้อขึ้นมานี่
เป็นมหาภูตรูปขึ้นมานี่ จุดแรกที่เกิดก็คือตอนที่...ดูไม่ออกเลยว่าเป็นชายเป็นหญิง เป็นดำเป็นขาว เป็นตัวเป็นตน จะสวย-ไม่สวยอะไร
เหมือนกันกับการปฏิสนธิของจิต ที่เกิดมาเป็นสภาวะจิต ...ถ้าเราทันที่จุดแรกปุ๊บนี่ มันไม่เห็นเป็นอะไร มันไม่เสียดายหรอก มันดับๆๆ
ไม่ออกมาเป็นรูปสัตว์ ไม่ออกมาเป็นรูปบุคคล
ไม่ออกมาเป็นอดีตอนาคต ...นี่ ยังไม่ทันเป็นอดีต-อนาคต มันดับเลยสภาวะจิตแรก
เมื่อเท่าทันกับสภาวะจิตแรกนั้นบ่อยๆ ...ตรงนั้นจะก่อให้เกิดเป็นฐาน เป็นมูลเหตุของการเกิดมหาสติ
มันจึงจะรวมสติปัฎฐานทั้งสี่เป็นหนึ่งเดียวกัน...แล้วก็ดับหมด
อันนั้นน่ะปัญญาจริงๆ
เรียกว่ามหาปัญญา มันจะหมุน ...คราวนี้มันไม่หมุนภายนอกแล้ว มันหมุนภายในรอบวงใจ
ระหว่างใจกับจิต ใจกับจิต ใจที่จะไปเกิดเป็นจิต ไปเกิด..ดับ
เหมือนกับกายที่มันจะปฏิสนธิออกมาเป็นกาย
ถ้ามันดับตั้งแต่แรกก็ไม่มีการออกมาเป็นรูป มองไม่เห็น มันก็เหมือนกับแท้งตั้งแต่ในท้องในครรภ์
ลักษณะภาวะจิตเกิดดับขณะแรกนี่ก็จะอยู่แค่นั้น
มันก็ชำระจิตให้ขาวรอบอยู่ภายใน ...เป็นการชำระจิต ขัดเกลาๆ
แต่เมื่อใดที่ไม่ทันอยู่ขณะที่มันชำระจิตอยู่ภายในให้เหลือแต่รู้เปล่าๆ
เมื่อนั้นน่ะมันจะดึง...ด้วยอุปาทาน เก็บมาสะสมเป็นภพภายใน เป็นความหมายมั่นภายใน
เป็นความเชื่อภายใน เป็นทิฏฐิภายใน
เพราะนั้นยิ่งรู้ยิ่งเท่าทันในขณะแรกของการเกิดของจิต หรือว่าต้นจิต มันจะเบา
เป็นอิสระ ...ตรงนี้ถึงเรียกว่าต้นจิต ต้นธาตุ แล้วก็ต้นธรรม
มันเป็นที่เกิด เป็นที่เกิดแรกของรูปและนาม
ของสรรพสิ่ง ...เพราะนั้นตรงนี้ถึงเรียกว่าต้นธาตุ ต้นธรรม ต้นจิต ...ตัวมหาสติมหาปัญญาก็จะไปชำระ
อยู่ในที่อันเดียวนั้นน่ะ
มันไม่สนใจเรื่องอื่น รูปก็ปล่อยเป็นเรื่องของรูป
นาม..ปล่อยเป็นเรื่องของนาม โลก..เป็นส่วนโลก มันแยกออกแล้ว ก็เหลือแต่สภาวะจิตเกิดดับๆๆ
สภาวธรรมก็ตั้งไว้ตามธรรมชาติของมัน สภาวะขันธ์ก็เป็นไปตามธรรมชาติของขันธ์
มันจะมาก มันจะน้อย มันจะขึ้น มันจะลง ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของขันธ์นั้นๆ
ตามกรรมตามวิบากที่มันหล่อเลี้ยงขันธ์อยู่
แต่มันไม่มีส่วนที่จะเป็นตัณหาอุปาทานเข้าไปหล่อเลี้ยงขันธ์เพิ่ม ...เพราะมันกำลังทำงานชำระ
เพราะนั้นระหว่างทำงานนี่ ...สภาวะขันธ์ก็มีของมันอยู่แล้ว
ด้วยกรรมและวิบากเป็นตัวหล่อเลี้ยงไว้ ความต่อเนื่องของขันธ์ก็มีของมันไป
มันก็กลายเป็นลักษณะที่น้ำกลิ้งบนใบบัว
มันไม่ซึมซาบซึมซับเข้าไปเป็นอันเดียวกับขันธ์ มันจะแยกออก ...ใจมันเริ่มแยกออก
โดยมีความเป็นกลางเป็นตัวคั่น
มันจะไม่กลางต่อเมื่อมีสภาวะจิตเข้าไปหมายในสัญลักษณ์ของรูปและนาม ถ้าเข้าไปหมายในสัญลักษณ์ของรูปและนามเมื่อไหร่ปุ๊บ มันจะเป็นสมมุติกับบัญญัติ
เกิดสมมุติกับบัญญัติเลย
เพราะนั้นในขณะทำงานชำระนั้น จะไม่มีสมมุติบัญญัติ ไม่มีคำพูด
ไม่มีภาษา ...มันเป็นธรรมชาติของมันที่ชำระของมันเอง
โยม – แล้วเราก็ดูกายของเราไป
พระอาจารย์ – อยู่อย่างนั้นน่ะ จนกว่ามันจะหมดกำลัง
โยม – ถ้าเกิดเราจะให้มันอยู่ต่อ
ก็เท่ากับว่าเราไปแทรกแซงมันใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – อือ
บอกแล้วว่าความต่อเนื่องนี่ มันตามเหตุปัจจัยภายนอกด้วย เพราะเรายังไม่ถึงวาระที่พร้อม
เดี๋ยวก็ได้เวลาต้องอย่างนั้นแล้ว ต้องไปทำ มีงานภายนอกเข้ามา ...เป็นเหตุให้ต้องหยุดการต่อเนื่องขององค์มรรค
โยม – เรามีเวลาก็ภาวนาไปอยู่เรื่อยๆ
มันก็ชำระของมันไปเรื่อยๆ จนกว่ามันไม่มีอะไรให้ชำระ หมายถึงมันอาจจะหยุดของมัน
เพราะปัญญาเรามีแค่นี้ๆ มันก็จะหยุดของมันแค่นี้ไปก่อนใช่มั้ยเจ้าคะ
พระอาจารย์ – ใช่ มันก็เป็นขั้นตอนไป
เป็น Level เป็นช่วงๆ ...ก็ให้มันเป็นไปของมัน
เราก็มีหน้าที่อยู่ด้วยความเป็นกลางกับกายเป็นฐาน คือความรู้ตัว ...ให้ใจมันรู้
จิตก็สักแต่ว่าจิต อาจจะไม่เห็นว่าเกิดดับๆ แต่การที่มันหมุนหรือมันปรุง โดยเราไม่เข้าไปยุ่งกับมัน
นั่นคือภาวะจิตสักแต่ว่าจิต
โยม – อย่างที่บอกว่ามันจะหมุนแล้วมันจะร้อนฉ่าไปหมด
พระอาจารย์ – กิเลสเป็นของร้อนอยู่แล้ว มันเร่าร้อนในตัวของมันเองอยู่แล้ว สังขารน่ะเป็นทุกข์
จิตมันก็เร่าร้อน...สังขารจิต ...แต่มันมีตัวเย็นอีกตัวคือใจ ใจที่รู้เห็นอยู่
ตรงนั้นมันเย็นกว่าตรงนี้
โยม – ไม่รู้สึกเลยเจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – เออ (หัวเราะ) ..มันร้อน
มันกลบอยู่ หาความสงบร่มเย็นไม่เจอแล้ว มันร้อนแบบไฟนรก เหมือนน้ำหยดลงไปในหม้อ
กระทะที่ร้อนฉ่า
นั่นถือเป็นการชำระ เป็นวิบาก ที่จะต้องชดใช้ จิตนี่
ความงี่เง่าของจิตที่มันเข้าไปหมายในอารมณ์ เพราะนั้นเวลาละคลายออก มันก็ต้องร้อน
เป็นวิบาก ที่จะต้องเสวย ...แต่ก็พยายามอย่าไปยุ่ง อย่าไปแตะต้อง
เพราะนั้นในลักษณะนี้ ...ไม่ต้องไปหาเลยความสงบ
โยม – อย่างนี้โยมอยากจะเดินจงกรมสร้างสติ โยมก็เดินแล้วดูฐานกายไปใช่ไหมเจ้าคะ
พระอาจารย์ – ใช่
มันไม่ได้เพื่อสงบเลย ...ก็ปล่อยให้เขาเป็นไป
โยม – เราก็สร้างสติของเราไป
แล้วก็รู้กายไป
พระอาจารย์ – ใช่
ที่ให้กลับมารู้ตัวเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้เข้าไปเติมเชื้อ แค่นั้นเอง ...ถ้าไม่งั้นนะ
ถ้าไม่รู้ตัวอยู่กับกายนะ มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปยุ่ง
มันจะเข้าไปด้วยอำนาจของความหลง ด้วยความเข้าใจผิดว่าจะไปทำอะไรกับมันดีมั้ย
หรือจะไปหาความเป็นธรรมกับมันยังไง หาความเป็นจริงกับอาการนั้นยังไง
เราก็อยู่ในฐานของเราว่ารู้ตัวยืนเดินนั่งนอน
เป็นฐานปัจจุบันตรงนี้ ...ส่วนจิตก็ดำเนินของเขาไป เป็นการเรียนรู้ชดใช้ไป
ต่อไปจะเข้าใจว่าจิตสักแต่ว่าจิต ไม่ใช่เรื่องของเรา ...ไอ้ที่มันร้อนอยู่เพราะมันกำลังเผาความเป็นเราในนั้น เป็นเรื่องของเรา
เป็นจิตของเรา...มันก็ร้อน
ที่ร้อนเพราะ “เรา” ร้อน ... ใจไม่ร้อน บอกแล้วไง
แต่เรายังไม่เห็น ... เพราะเราไปอยู่ในจิต
(ต่อแทร็ก 4/16)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น