วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/15 (2)


พระอาจารย์
4/15 (540530A)
(30 พฤษภาคม 2554)
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/15  ช่วง 1


โยม –  เวลามันค้นนี่ เดินจงกรมได้รึเปล่าคะ

พระอาจารย์ –  ก็แล้วแต่ว่าใครถนัดทางไหน ...เดินเพื่อให้มันกลับมาอยู่กับกาย...กับตัว เท่านั้นเอง ให้สติมันชัดเจนในปัจจุบันธรรม 

แล้วทุกอย่างมันจะคลี่คลายในตัวของมัน แล้วมันก็จะแจ้งขึ้นมาในตัวของมันเองว่า...มันไปข้องอยู่กับอะไร ไอ้ที่มันวุ่นวี่วุ่นวายนี่...มันมาจากอะไร 

แต่ถ้าเราเข้าไปค้นหา...ด้วยการที่เข้าไปเพื่อจะไปแก้ ไปหา อะไรพวกนี้ ...ยิ่งไปกันใหญ่ มันก็ยิ่งเติมไฟใส่เชื้อ

กลับมารู้เฉยๆ นั่นแหละ รู้กายเฉยๆ ...จิตมันค้นหาอะไร อย่าไปสนใจมัน ให้มันหมุนไป เรื่องของจิต แล้วเราก็พยายามมายืนอยู่ในฐานของกายกับรู้ รู้กับกาย รู้กับตัว แค่นั้นเอง 

ส่วนอาการสภาวะจิต...มันก็เกิดดับด้วยการปรุงไปเรื่อย มันก็จะหานู่นหานี่ หาทางแก้ หาทางออก หาทางเข้าใจอะไร ... ก็ช่างมัน ให้มันหมุนไป ...ซึ่งมันจะเหนื่อยหน่อยตอนที่จิตมันหมุน 

จนกว่ามันจะหมดกำลัง พั้บ มันก็ขาด...ขาด สภาวะจิตมันก็ขาด มันก็เหลือแต่สภาวะธาตุสภาวะขันธ์ กับสภาวะรู้ ที่เป็นกลางเสมอไป นี่เขาเรียกว่าสมดุล ...จิตก็กลับเข้าอยู่ในความเป็นกลาง

แต่พอใช้ชีวิตประจำวัน...เดี๋ยวก็ตาเห็นนั่น ก็ไปเกี่ยวเอานั่นมาเป็นอารมณ์ เดี๋ยวหูก็เกี่ยวเอาเสียงมาเป็นอารมณ์ เดี๋ยวก็เริ่มเกิดสภาวะจิตสร้างภพสร้างชาติขึ้นมาภายใน 

ด้วยอุปาทานหมายมั่นในภพ...ความน่าจะเป็น ความควรเป็น ความไม่ควรเป็น ความไม่น่าจะเป็น บุคคลนั้น สัตว์นี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ...เนี่ย เริ่มวุ่นวี่วุ่นวาย ...สภาวะจิตก็จะหมุนไป 

เราก็ต้องทวนกลับมาลงฐานความเป็นกลาง...รู้กับปัจจุบัน แล้วไม่ไปแตะต้องมัน ...อยากหา หาไป ช่างหัวมัน ไม่ห้าม ไม่ทำลาย แต่กลับมาอยู่กับฐานที่ว่าเป็นกลางกับกาย 

อย่าออกไปเพิ่มเติมกับภาวะที่จิตมันหมุน...ในแง่ธรรมก็ตาม ...เดี๋ยวมันก็ดับ เดี๋ยวมันก็หยุดของมัน จิตก็คืนสู่ความไม่รู้ไม่เห็นอะไร เป็นปกติของมันน่ะ ก็คือความไม่มีไม่เป็น ในขณะนั้นก็เป็นกลาง 

เพราะนั้นในระหว่างที่เป็นกลางแล้ว...ก็แยบคายลงที่กาย เป็นตัวมั้ย เป็นเรามั้ย มีอะไรผุดอะไรโผล่มามั้ย  
ในขณะที่มันไม่มีอะไร ก็ดับ ละ วาง ขาด ...เห็นความดับไปของสภาวะจิตที่มันกำลังจะไปก่อเกิดเป็นภพเป็นชาติ เป็นอดีตเป็นอนาคต 

เหมือนอย่างที่เราบอกว่า ...เวลาจุดแรกของการเกิด อย่างกับรูปกายสภาวะธาตุ ขณะแรกของการเกิด คือกายนี่ปฏิสนธิในครรภ์ ...จุดแรกของการเกิดนี่ 

โดยจุดที่เกิดการปฏิสนธิเป็นรูป เป็นกายเนื้อขึ้นมานี่ เป็นมหาภูตรูปขึ้นมานี่  จุดแรกที่เกิดก็คือตอนที่...ดูไม่ออกเลยว่าเป็นชายเป็นหญิง เป็นดำเป็นขาว เป็นตัวเป็นตน จะสวย-ไม่สวยอะไร 

เหมือนกันกับการปฏิสนธิของจิต ที่เกิดมาเป็นสภาวะจิต ...ถ้าเราทันที่จุดแรกปุ๊บนี่ มันไม่เห็นเป็นอะไร มันไม่เสียดายหรอก มันดับๆๆ 

ไม่ออกมาเป็นรูปสัตว์ ไม่ออกมาเป็นรูปบุคคล ไม่ออกมาเป็นอดีตอนาคต ...นี่ ยังไม่ทันเป็นอดีต-อนาคต มันดับเลยสภาวะจิตแรก

เมื่อเท่าทันกับสภาวะจิตแรกนั้นบ่อยๆ ...ตรงนั้นจะก่อให้เกิดเป็นฐาน เป็นมูลเหตุของการเกิดมหาสติ มันจึงจะรวมสติปัฎฐานทั้งสี่เป็นหนึ่งเดียวกัน...แล้วก็ดับหมด 

อันนั้นน่ะปัญญาจริงๆ เรียกว่ามหาปัญญา มันจะหมุน ...คราวนี้มันไม่หมุนภายนอกแล้ว มันหมุนภายในรอบวงใจ ระหว่างใจกับจิต ใจกับจิต ใจที่จะไปเกิดเป็นจิต ไปเกิด..ดับ 

เหมือนกับกายที่มันจะปฏิสนธิออกมาเป็นกาย ถ้ามันดับตั้งแต่แรกก็ไม่มีการออกมาเป็นรูป มองไม่เห็น มันก็เหมือนกับแท้งตั้งแต่ในท้องในครรภ์ 

ลักษณะภาวะจิตเกิดดับขณะแรกนี่ก็จะอยู่แค่นั้น มันก็ชำระจิตให้ขาวรอบอยู่ภายใน ...เป็นการชำระจิต ขัดเกลาๆ

แต่เมื่อใดที่ไม่ทันอยู่ขณะที่มันชำระจิตอยู่ภายในให้เหลือแต่รู้เปล่าๆ เมื่อนั้นน่ะมันจะดึง...ด้วยอุปาทาน เก็บมาสะสมเป็นภพภายใน เป็นความหมายมั่นภายใน เป็นความเชื่อภายใน เป็นทิฏฐิภายใน 

เพราะนั้นยิ่งรู้ยิ่งเท่าทันในขณะแรกของการเกิดของจิต หรือว่าต้นจิต มันจะเบา เป็นอิสระ ...ตรงนี้ถึงเรียกว่าต้นจิต ต้นธาตุ แล้วก็ต้นธรรม 

มันเป็นที่เกิด เป็นที่เกิดแรกของรูปและนาม ของสรรพสิ่ง ...เพราะนั้นตรงนี้ถึงเรียกว่าต้นธาตุ ต้นธรรม ต้นจิต ...ตัวมหาสติมหาปัญญาก็จะไปชำระ อยู่ในที่อันเดียวนั้นน่ะ 

มันไม่สนใจเรื่องอื่น รูปก็ปล่อยเป็นเรื่องของรูป นาม..ปล่อยเป็นเรื่องของนาม โลก..เป็นส่วนโลก มันแยกออกแล้ว ก็เหลือแต่สภาวะจิตเกิดดับๆๆ 

สภาวธรรมก็ตั้งไว้ตามธรรมชาติของมัน สภาวะขันธ์ก็เป็นไปตามธรรมชาติของขันธ์ มันจะมาก มันจะน้อย มันจะขึ้น มันจะลง ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของขันธ์นั้นๆ ตามกรรมตามวิบากที่มันหล่อเลี้ยงขันธ์อยู่ 

แต่มันไม่มีส่วนที่จะเป็นตัณหาอุปาทานเข้าไปหล่อเลี้ยงขันธ์เพิ่ม ...เพราะมันกำลังทำงานชำระ

เพราะนั้นระหว่างทำงานนี่ ...สภาวะขันธ์ก็มีของมันอยู่แล้ว ด้วยกรรมและวิบากเป็นตัวหล่อเลี้ยงไว้ ความต่อเนื่องของขันธ์ก็มีของมันไป 

มันก็กลายเป็นลักษณะที่น้ำกลิ้งบนใบบัว มันไม่ซึมซาบซึมซับเข้าไปเป็นอันเดียวกับขันธ์  มันจะแยกออก ...ใจมันเริ่มแยกออก โดยมีความเป็นกลางเป็นตัวคั่น

มันจะไม่กลางต่อเมื่อมีสภาวะจิตเข้าไปหมายในสัญลักษณ์ของรูปและนาม  ถ้าเข้าไปหมายในสัญลักษณ์ของรูปและนามเมื่อไหร่ปุ๊บ มันจะเป็นสมมุติกับบัญญัติ เกิดสมมุติกับบัญญัติเลย 

เพราะนั้นในขณะทำงานชำระนั้น จะไม่มีสมมุติบัญญัติ ไม่มีคำพูด ไม่มีภาษา ...มันเป็นธรรมชาติของมันที่ชำระของมันเอง


โยม –  แล้วเราก็ดูกายของเราไป

พระอาจารย์ –  อยู่อย่างนั้นน่ะ จนกว่ามันจะหมดกำลัง


โยม –  ถ้าเกิดเราจะให้มันอยู่ต่อ ก็เท่ากับว่าเราไปแทรกแซงมันใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  อือ บอกแล้วว่าความต่อเนื่องนี่ มันตามเหตุปัจจัยภายนอกด้วย  เพราะเรายังไม่ถึงวาระที่พร้อม 

เดี๋ยวก็ได้เวลาต้องอย่างนั้นแล้ว ต้องไปทำ มีงานภายนอกเข้ามา ...เป็นเหตุให้ต้องหยุดการต่อเนื่องขององค์มรรค


โยม –  เรามีเวลาก็ภาวนาไปอยู่เรื่อยๆ มันก็ชำระของมันไปเรื่อยๆ จนกว่ามันไม่มีอะไรให้ชำระ หมายถึงมันอาจจะหยุดของมัน เพราะปัญญาเรามีแค่นี้ๆ มันก็จะหยุดของมันแค่นี้ไปก่อนใช่มั้ยเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  ใช่ มันก็เป็นขั้นตอนไป เป็น Level เป็นช่วงๆ ...ก็ให้มันเป็นไปของมัน 

เราก็มีหน้าที่อยู่ด้วยความเป็นกลางกับกายเป็นฐาน คือความรู้ตัว ...ให้ใจมันรู้ จิตก็สักแต่ว่าจิต  อาจจะไม่เห็นว่าเกิดดับๆ แต่การที่มันหมุนหรือมันปรุง โดยเราไม่เข้าไปยุ่งกับมัน นั่นคือภาวะจิตสักแต่ว่าจิต


โยม –  อย่างที่บอกว่ามันจะหมุนแล้วมันจะร้อนฉ่าไปหมด

พระอาจารย์ –  กิเลสเป็นของร้อนอยู่แล้ว มันเร่าร้อนในตัวของมันเองอยู่แล้ว สังขารน่ะเป็นทุกข์ จิตมันก็เร่าร้อน...สังขารจิต ...แต่มันมีตัวเย็นอีกตัวคือใจ ใจที่รู้เห็นอยู่ ตรงนั้นมันเย็นกว่าตรงนี้


โยม –  ไม่รู้สึกเลยเจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ (หัวเราะ) ..มันร้อน มันกลบอยู่  หาความสงบร่มเย็นไม่เจอแล้ว มันร้อนแบบไฟนรก เหมือนน้ำหยดลงไปในหม้อ กระทะที่ร้อนฉ่า 

นั่นถือเป็นการชำระ เป็นวิบาก ที่จะต้องชดใช้ จิตนี่ ความงี่เง่าของจิตที่มันเข้าไปหมายในอารมณ์ เพราะนั้นเวลาละคลายออก มันก็ต้องร้อน เป็นวิบาก ที่จะต้องเสวย ...แต่ก็พยายามอย่าไปยุ่ง อย่าไปแตะต้อง

เพราะนั้นในลักษณะนี้ ...ไม่ต้องไปหาเลยความสงบ


โยม –  อย่างนี้โยมอยากจะเดินจงกรมสร้างสติ โยมก็เดินแล้วดูฐานกายไปใช่ไหมเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  ใช่ มันไม่ได้เพื่อสงบเลย ...ก็ปล่อยให้เขาเป็นไป


โยม –  เราก็สร้างสติของเราไป แล้วก็รู้กายไป

พระอาจารย์ –  ใช่ ที่ให้กลับมารู้ตัวเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้เข้าไปเติมเชื้อ แค่นั้นเอง ...ถ้าไม่งั้นนะ ถ้าไม่รู้ตัวอยู่กับกายนะ มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปยุ่ง 

มันจะเข้าไปด้วยอำนาจของความหลง ด้วยความเข้าใจผิดว่าจะไปทำอะไรกับมันดีมั้ย หรือจะไปหาความเป็นธรรมกับมันยังไง หาความเป็นจริงกับอาการนั้นยังไง

ไม่เอา ...กลับมารู้ตัว แล้วก็รู้ตัวไปทั้งอย่างนั้น ...อย่างเดินไปจนเสร็จ แล้วก็กลับมาก็ยังเหมือนเดิม ไม่เห็นมันได้อะไร ก็เห็นมันยังอยู่ ...ก็ไม่ต้องคิดเอาดีเอาเด่กับการเดิน ว่าจะให้มันดีขึ้น ก็เรื่องของมัน 

เราก็อยู่ในฐานของเราว่ารู้ตัวยืนเดินนั่งนอน เป็นฐานปัจจุบันตรงนี้ ...ส่วนจิตก็ดำเนินของเขาไป เป็นการเรียนรู้ชดใช้ไป 

ต่อไปจะเข้าใจว่าจิตสักแต่ว่าจิต ไม่ใช่เรื่องของเรา ...ไอ้ที่มันร้อนอยู่เพราะมันกำลังเผาความเป็นเราในนั้น เป็นเรื่องของเรา เป็นจิตของเรา...มันก็ร้อน 

ที่ร้อนเพราะ “เรา” ร้อน ... ใจไม่ร้อน บอกแล้วไง 

แต่เรายังไม่เห็น ... เพราะเราไปอยู่ในจิต


(ต่อแทร็ก 4/16)

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น