พระอาจารย์
4/17 (540531A)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความค่ะ)
พระอาจารย์ – มันไม่มี ...ไม่ใช่ไม่มีเวลา แต่ไม่มีความตั้งใจที่จะละความคิด ... ขยันคิด ขยันปรุง จะให้ใครช่วยได้ล่ะ
กลับมารู้กายบ่อยๆ ตัดความคิดลง ...อย่าไปเออออห่อหมก หรือว่าใส่ใจกับความคิด
อย่าไปเอาถูกเอาผิดกับความคิด ...กลับมารู้ตัว ก็บอกให้รู้ตัว รู้อยู่กับกาย ละความคิดไป
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็วิ่งไล่จับ
เอาล่อเอาเถิดกันอยู่อย่างนี้ มันไม่มีทางหรอก ถ้ายังหยุดความปรุงแต่งไม่ได้
ด้วยสมาธิ ด้วยความตั้งมั่นของใจที่ตั้งมั่นอยู่กับกาย หรือว่าปัจจุบันธรรม
ปัจจุบันกายแล้ว ไม่มีทางหรอก
มันก็วิ่งไล่จับกับความคิดอยู่นั่นแหละ
ความคิดมันก็ล่อหลอก วิ่งไล่ปรุงกันไป หาที่จบที่สิ้นไม่ได้หรอก ...มันต้องหยุด มันต้องละออก
ด้วยความตั้งมั่นภายใน ด้วยความไม่เสียดายความคิด
โยม – อื้ออ... โยมมีความรู้สึกว่ามันเสียดาย
ถ้าจะไม่คิดแล้วเสียดาย
พระอาจารย์ – ก็รู้อยู่ว่า เนี่ย
ความคิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็รู้อยู่แล้ว ก็ยังไปขยันปรุงขยันแต่ง
ไปเออออห่อหมกกับมัน ...ถ้าไม่ตั้งใจละ...ไม่ตั้งใจ ใครก็ช่วยไม่ได้หรอก
เหมือนกับเอาของร้อนมาทูนหัว
ถ่านก้อนแดงๆ แล้วก็บอก...“จะทำยังไงดีๆ” ...ไม่เอาออก มีแต่ไฟ ความคิดก็เป็นไฟกองหนึ่ง ...ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่มีสาระแก่นสารอะไรหรอก ในความคิดน่ะ
แต่ถ้าขยันคิดขยันปรุงไปเรื่อย มันดูจริงจังไปหมดน่ะ ดูจะเป็นเรื่องจริง
เสมือนจริง น่าจะเป็น ความน่าจะเป็น ความไม่น่าเป็น ...ก็มั่วกันไปหมด
ให้ความคิดมันเบาบางลง จนถึงขาดไป
ดับไป ...ด้วยสติ สมาธิ ตั้งมั่นอยู่กับกาย เดินจงกรม ดูความเคลื่อนไหวทางกายไป
อย่าไปอยู่กับความคิด อย่าไปดูความคิด
เราไม่เคยสอนให้ดูความคิด...เราสอนให้รู้ทันความคิด ...ไม่ได้ห้ามความคิด แต่อย่าไปดูความคิด ถ้าดูความคิดน่ะหลงติดหล่มมันแล้ว เรียกว่าไปติดหล่มความคิดแล้ว
เพราะยิ่งดูไปมันก็ไม่จบไม่สิ้นหรอก
มันก็หยุดได้เป็นแค่ระลอกๆ เท่านั้นแหละ เกิดใหม่มันก็ดูอีก ดูไปก็แค่นั้นแหละ
จะดูทำไม ...ไม่ดูมันก็หมด ความคิดน่ะ
กลับมาตั้งหลักอยู่ที่กายในปัจจุบัน ...ถ้าอยู่ในความคิดน่ะให้รู้ไว้เลยว่า มันอยู่ในอดีตอนาคตแล้ว มันไม่อยู่ตรงนี้แล้ว
มันไม่มีเนื้อมีตัวอยู่ตรงนี้แล้ว ...ก็ดูเอาสิ มันลอยไปในความคิดน่ะ
มันไม่เรียกว่าเป็นปัจจุบันนะ
มันไม่เรียกว่า รู้ว่าคิดจริง ...ถ้ารู้ว่าคิดจริง มันต้องรู้เห็นความคิด แล้วก็เห็นความคิดนั้นดับไปทันที ...เรียกว่าทั้งรู้และเห็น อาการนั้นก็ดับ
มันก็อยู่กับปัจจุบัน
เพราะนั้นจุดที่จะยึดโยงกับปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด...คือกาย อยู่ตรงนี้...ไม่ไปไม่มา ...ใครจะว่าเพ่ง ใครจะว่ากด ใครจะว่าบังคับ ดูเข้าไปเหอะ ดีกว่าให้มันไหล...เพ้อเจ้อไปกับความคิด
แล้วก็เข้าใจว่ากำลังดูจิตอยู่
นั่นเรียกว่าเพ้อเจ้อ จิตมันเพ้อเจ้อ
แล้วก็ดูความเพ้อเจ้อของจิต...ดูไปทำไม มันก็เพ้อเจ้อบ้าบอคอแตกของมันไปทั้งวันแหละสังขารน่ะ
ความปรุง
แต่ถ้ากลับมาอยู่กับปัจจุบัน
ก็จะเห็นสังขารนั้นดับ ไม่มีสาระอะไรมันก็ดับ ถ้าไม่เข้าไปให้กำลัง ...บอกแล้วว่า
ความคิด สังขารเนี่ย มันถูกหล่อเลี้ยงด้วยตัณหา
แล้วพวกเราไม่รู้หรอกว่ามันมีตัณหาหล่อเลี้ยงอยู่ ก็ยังไปดูมันอยู่นั่นแหละ ...ก็เอาตัณหานั่นแหละเป็นอาหารให้มันกิน
กินเสร็จมันก็มีอุปาทาน มีความหมายมั่น
ในเรื่องราว ในสัตว์ในบุคคล ในอดีต ในอนาคต บุคคลในอดีต บุคคลในอนาคต
เป็นที่หมายมั่น
กลับมารู้กาย เห็นกาย จนเห็นกายเงียบๆ
กับจิตเงียบๆ อยู่คู่กันนั่นแหละ แล้วมันก็จะเห็นความคิดดับไป เป็นธรรมดา
เกิดแล้วก็ดับๆ ...เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้นๆ
ไม่ต้องไปไล่ดูเลย ความคิดน่ะ ...มันจะเห็นเลยว่ามันเกิดตรงไหน มันดับตรงนั้น มันผุดมันโผล่มาตรงไหน มันก็ดับ ณ
ตรงนั้นแหละ
ถ้ามันรู้กับปัจจุบันจริงๆ นะ
เห็นปัจจุบันจริงๆ แล้ว มันจะรู้เลยว่า ไม่ว่าอะไรที่มันทิ่มมันแทงออกมา หรือว่ามันผุดมันโผล่ออกมา
มันดับตรงนั้นเลย ณ ที่เกิดเหตุ
ไม่ต้องไปตามล่าหาดูว่าซากศพมันอยู่ที่ไหน
มันจะไปตายทิ้งอยู่ตรงไหน ...แต่นี่ปล่อยให้มันเอ้อระเหยลอยชายแล้วก็เลี้ยงให้มันโต
แล้วก็ว่า "เมื่อไหร่มันจะตายวะ แล้วมันไปตายที่ไหนวะ" อย่างเงี้ย
แต่ถ้าเป็นสติสัมปชัญญะจริงๆ มันจะเห็น...เกิดตรงไหน...ดับตรงนั้น เห็นความคิดเกิดปุ๊บ ก็ดับตรงนั้นแล้ว
มันกลับมาอยู่กับปัจจุบัน มันดับหมดแหละ ให้รู้ไว้เลย
ถ้าไม่อยู่กับปัจจุบัน
พยายามจะไปตามหาซากศพมัน ไปหาว่ามันตายยังไง ตายท่าไหน นอนตาย นั่งตาย ยืนตาย
เดินตาย ไม่มีหรอก แล้วมันเกิดใหม่ก็ไปไล่ตามมันอีก เอ้า มันจะไปตายที่ไหน
ไปตายนอกสถานหมดแล้ว
มันออกนอกน่ะ เข้าใจว่าส่งออกมั้ย จิตมันก็ส่งออก สติมันก็ออกไป
ก็เป็นมิจฉาสติหมดน่ะ สมาธิที่จดจ่อก็มีการเพ่งเป็นมิจฉาสมาธิหมด ปัญญาก็ข้างๆ คูๆ
แล้ว เป็นทิฏฐิความเห็น
นั่นเป็นผลมาจากการที่เรียกว่า ไม่รู้จักโยนิโสมนสิการ
ไม่มีการโอปนยิโก ...แต่เขาเรียกว่ามันเป็นลักษณะของ มมังโส ...
มมังโสรู้จักมั้ย มมังโสคือว่า ออกไป
น้อมออกไปพิจารณา อย่างนี้เขาเรียกว่ามมังโส ...เพราะนั้นตัวมมังโสนั่น
ผลของมมังโสคืออหังการ ความเห็นแก่ตัว มานะทิฏฐิ
เกิดอารมณ์ เกิดเวทนา
เกิดความหมายมั่น เกิดความรู้ความเห็นใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นผลจากการที่เรียกว่ามมังการ ...แต่ถ้าโยนิโสปุ๊บนี่ ผลของมันนั่นแหละ...นิโรธ ดับ
จะออกไป ...หรือจะเข้ามาล่ะ
ก็แค่นั้นเอง
เพราะนั้นมันไม่ยอมกลับ
ก็ต้องหาที่ให้มันอยู่ ให้มันอยู่ให้ได้ว่าที่มันอยู่ตรงไหน ...ใจมันอยู่ที่ไหนล่ะ ใจไม่อยู่ที่ไหนหรอก
ใจมันอยู่ตรงนี้ อยู่กับกาย อยู่ในกายนี่
เห็นมั้ย มันไม่ต้องหาด้วย กายนั่งตรงไหน
ใจอยู่ตรงนั้นแหละ ...นั่งตรงไหน รู้มั้ยว่านั่ง ก็นั่นแหละ ใจก็อยู่ตรงนั่งน่ะ
ใช่มั้ย ...ก็น้อมกลับเข้ามาสิ เอากายเป็นบ้าน
นี่ ถ้าพูดถึงบ้านปุ๊บก็รู้แล้วว่าเจ้าของบ้านอยู่ไหน
กายนี้มันมีเจ้าของบ้านรึเปล่า มีใช่มั้ย มันยังไม่ตายนี่ ถ้าซากศพสิมันไม่มีเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านมันหนีแล้ว
แต่ตอนนี้กายนี่เป็นบ้าน
ใครเป็นเจ้าของบ้าน มันก็อยู่ในบ้านน่ะแหละ ถ้าอยากรู้ว่าใจอยู่ตรงไหน ก็ดูสิว่านั่งรู้มั้ยว่านั่ง
เดินรู้มั้ยว่าเดิน ไหวรู้มั้ย ขยับรู้รึเปล่า กลืนน้ำลาย หลับตา กระพริบตา
อยู่ตรงนั้นแหละ ...ใจมันก็อยู่ในกาย อยู่กับกายนั่นแหละ มันเป็นของคู่กันอยู่แล้ว
มันไม่เคยออกไปไหนเลย ไอ้ที่ออกไปน่ะผี คือมโนวิญญาณ
เข้าใจคำว่าวิญญาณมั้ย
สังขารานี่มันปรุงแต่งออกมาเป็นวิญญาณ วิญญาณก็ไล่ไปตามความคิดนั่นแหละ
ไปเกิดดับในความคิดนั่นแหละ
แล้วก็ไปสำคัญว่านั่นน่ะเป็นใจ...ไม่ใช่
นั่นน่ะเป็นตัวเป็นตน...ไม่ใช่ มันเป็นวิญญาณ
เพราะนั้นต้องเห็น ...พอกลับมาปุ๊บมันก็เห็นความดับไป อะไรดับไป ความคิดดับไป ก็คือวิญญาณ...มโนวิญญาณก็ดับพร้อมกันกับความคิดความปรุงนั่นแหละ
มันก็ดับวิญญาณขันธ์ เห็นวิญญาณขันธ์น่ะดับ เห็นมั้ย สังขารดับ วิญญาณดับ
มันก็ดับพร้อมกัน เวทนาก็ดับ ความสุขความทุกข์ ความหมายมั่นจะเป็นทุกข์ ....ไฟก็ดับ
ไฟที่มันร้อนนี่มันดับ ก็สงบเย็น เย็น
ตอนนี้ อยู่อย่างนี้ เย็น
เย็นเป็นธรรมดา ...เข้าใจคำว่าเย็นมั้ย เย็นคือน้ำเย็น น้ำธรรมดานี่เย็น
ไม่ใช่น้ำแข็ง ไม่ใช่น้ำใส่ตู้เย็น เข้าใจป่าว เย็นในลักษณะของสงบเย็น
นี่คือเย็นปกติ น้ำเย็น
ธรรมชาติของใจที่รู้อยู่กับปัจจุบันมันเย็น
พอเย็นแล้วมันไม่ชอบ เพราะมันคุ้นเคยกับความเร่าร้อน มันชอบ
โยม – มันก็จะวิ่งกลับไปหาตรงนั้น
พระอาจารย์ – มันชอบความเร่าร้อนที่มันว่าเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง โดยเข้าใจว่าสุขคือปีติ ต้องเย็นกว่านี้ ต้องสุขกว่านี้ จะต้องกินน้ำแข็งน่ะ คือกินน้ำเปล่าไม่เป็นน่ะ
ต้องกินน้ำเย็นจากตู้เย็น
โดยเข้าใจว่านั่นน่ะเป็นสุข ...จริงๆ
มันไม่ใช่สุขสงบเย็นอย่างนั้น เพราะนั้นพอมันมาสงบเย็นอย่างนี้ปุ๊บ
มันก็เลยสร้างหลอกขึ้นมาเป็นอารมณ์ว่าเหงาอีกแล้ว เบื่อแล้ว เซ็งแล้ว ธรรมดา
ไม่เห็นมีอะไรเลย
เห็นมั้ย
มันก็ไปคุ้ยเอาตัณหาขึ้นมาอีกแล้ว จะต้องหาอะไรทำ จะต้องหาอะไรคิด ต้องหาปัญญา
ความรู้อันนั้น ต้องหาทางออกตรงนี้ ต้องหาทางเตรียมพร้อมวันข้างหน้า...
ถ้าเค้าเป็นอย่างนั้น
เค้าเป็นอย่างนี้ เราจะได้วางตัวอย่างนี้ วางจิตอย่างนี้ ...เอาแล้ว มี Project …Long Project มี part 1 part 2 มี to
be continue จนถึง infinity น่ะ
ไม่มีคำว่าจบ
ไม่มีคำว่าสิ้น แล้วก็ไม่ยอมละไม่ยอมเลิก ...แล้วจะมาโทษใคร แล้วจะมาให้ใครช่วย
พระพุทธเจ้าบอก พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้
ต้องน้อมกลับเข้ามา ด้วยโอปนยิโก
กลับมาหาใจ หากายหาใจปัจจุบัน...เป็นหลัก เป็นที่พึ่ง อัตตาหิ อัตโน นาโถ ...ต้องกลับมาที่กายใจ ตรงนี้เป็นหลักไว้ก่อน
พอกลับมาถึงหลักแล้วก็...ทุกอย่างน่ะ...ฝันสลายหมดแหละ
…มันรับไม่ได้ก็ตอนฝันสลายนี่แหละ มันเสียดายยย
มันอาลัย มันกลัวจะไม่ได้มรรคได้ผลมั๊ง
มันไม่ได้มรรคได้ผลในความคิด
มันไม่ได้มรรคได้ผลในเรื่องของกิจการการงานภายนอกหรอก มันไปติดอยู่ตรงนั้นน่ะ ...เข้าใจคำว่าติด เข้าใจคำว่าข้องมั้ย
มันไม่ยอมละไอ้สิ่งที่ติด ไอ้ใจที่ข้องอยู่กับการงานภายนอก กับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส กับสัมผัส
กับอารมณ์ภายนอก มันไม่ยอมละน่ะ มันไปข้องอยู่อย่างนั้นน่ะ
พอให้กลับมาแล้วทุกอย่างมันดับไป หายไป หมดไป สิ้นไป ในปัจจุบันแล้ว ...เอาแล้ว เหงา
อยากจะหาใหม่
เข้าใจคำว่าอนุสัยมั้ย
อนุสัยคือความเคยชิน ...กิเลสเกิดจากความเคยชิน
แล้วมันไม่ยอมละไอ้ความเคยชินอย่างเนี้ย ถึงเรียกว่าสันดาน
สันดานของใจที่มันฝังอยู่ภายใน
มันสะสม ...ทุกคนนะ เราไม่ได้ว่าใครเลย
ทุกคนมันมีอยู่ในใจ สะสมเป็นอาสวะ หมักดองจนเป็นความคุ้นเคย ...ทำไมถึงคุ้นเคย พอเผลอไม่มีสติสัมปชัญญะ มันไหล มันไปเลยๆ ดูเหมือนเป็นธรรมชาตินะ
แล้วมันยังว่า...เนี่ย มันเป็นธรรมชาติควบคุมไม่ได้
มันเป็นธรรมชาติของใจ ...บอกเลย เขาเรียกว่าอวิชชา...มันโง่
มันโง่จนมันมาหลอกซ้ำว่านี่เป็นธรรมชาติของใจที่มันต้องคิด
ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่าธรรมชาติของใจไม่เคยคิดเลย ...ใจไม่เคยคิด ใจมีแค่รู้ ไอ้ที่คิดน่ะไม่ใช่ใจ นั่น เขาเรียกว่าจิต
หรือว่าสังขารจิต เป็นส่วนที่ออกมาจากใจต่างหาก
เพราะนั้นธรรมชาติของใจไม่เคยคิด
ธรรมชาติของใจมีแค่รู้ ... แน่ะ แล้วทำยังไงจะเห็นธรรมชาติของใจ ...สติ ระลึกขึ้นมาก็รู้ ๆ
เห็นมั้ย สติ แปลว่าระลึกรู้ ระลึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็รู้ นั่นแหละ...ใจ
ใจมันมีอยู่ที่เดียว ใจมันมีอยู่อาการเดียว ใจมันมีอยู่หน้าที่เดียวคือรู้
...ไม่รู้อ่ะ อะไรเกิดขึ้นกูรู้ อะไรเกิดขึ้นกูก็รู้ ...เห็นมั้ย มันไม่ได้คิดนะ
เพราะนั้นไอ้ที่คิด ที่บอกใจมันคิดๆ ...ใจไม่เคยคิด กิเลสมันพาคิดต่างหาก
ความไม่รู้ต่างหากมันพาคิดออกมา ความไม่รู้ต่างหากเกิดความปรุงขึ้นมา
ความไม่รู้ต่างหากเกิดสังขาราขึ้นมา
ความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดสังขารา ...แล้วก็ยังขยันเติมเชื้อให้มันน่ะ ด้วยตัณหาอุปาทาน ด้วยความไม่รู้เข้าไปอีก
ด้วยเอาความรู้พื้นๆ โลกๆ ด้วยเอาความรู้จากการจดจำ ได้ยินได้ฟังมา
เป็นเครื่องสนองตัณหา
ความต่อเนื่องไม่รู้จักจบจักสิ้น มันจะไปหมดได้ยังไง อวิชชาภายในที่หมักหมมอยู่มันก็...ยิ่งคิดยิ่งปรุงยิ่งแต่ง ก็ยิ่งสะสม
ความหมายความมั่น ในอดีตอนาคต
ก็เป็นจริงเป็นจัง เป็นของเที่ยง เป็นของจับต้องได้
เป็นของที่เราต้องได้ ต้องเจอ ต้องเป็น ...มันก็มีเราเข้าไปในอดีต ก็มีเราอยู่ในอนาคต
แล้วก็มีเรา แล้วก็มีสัตว์บุคคล
มันวนเวียนอยู่กับโลกน่ะ
มันร่อนเร่พเนจรอยู่กับโลก มันก็เป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในโลกนี่ ...เดี๋ยวก็ไปเกิดวิญญาณทางตา
เดี๋ยวก็ไปเกิดวิญญาณทางหู เดี๋ยวก็ไปเกิดวิญญาณทางลิ้น
แล้วก็ไปจับเอาวิญญาณนั้นเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา ...เราได้กลิ่น เราได้รส
เราได้ยินเสียง เราเห็น เนี่ย พอวิญญาณมันเกิดทางไหน ทางอายตนะไหนนะ
มันก็เป็นเราหมด แล้วมันจะไม่สะสมความหลงผิดได้ยังไง
จนกว่าเราจะหมดน่ะ ดับหมดน่ะ ...ไม่เอา
ไม่ไป ไม่มา ก็เห็นว่าวิญญาณน่ะดับ เห็นมั้ย
มันก็กลับมาเห็นว่าวิญญาณก็เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ วิญญาณก็เกิดดับๆ
พอวิญญาณเกิดดับปุ๊บ ความรับรู้ทางอายตนะ ความหมายมั่นทางรูปทางเสียงก็ดับตรงนั้นแหละ ...เพราะนั้นตรงนั้นน่ะมันไม่มีความเห็นความหมายอะไรแล้ว
มันก็เป็นว่าสักแต่รูป สักแต่เสียง สักแต่ว่าได้ยิน ไม่เห็นเป็นเรื่องอะไร
ได้ยินแล้วก็ดับๆๆ วิญญาณก็ดับไปขณะนั้น ...พอมันจะออกไปหมายมั่นก็ดับ
ตัณหาอุปาทานก็ดับ ก็เหลือแค่ประสาททางตารับรู้
เพราะนั้นว่าศีลสมาธิปัญญามันคือตัวดัดสันดาน
เป็นตัวดัด เป็นตัวขัดเกลา ...ถ้าไม่มีศีลสมาธิปัญญานะ มันก็ไปตามนิสัยเดิม คุ้นเคย
ไหลไป ปรุงไป นั่งปุ๊บก็เผลอปั๊บ
นั่งตรงไหนมีตาเห็นรูป ก็เผลอเพลินไปกับรูป
เพลินไปกับกลิ่น ปรุงแต่งไป ปรุงแต่งมา ...สันดานมันจะพาไปอย่างนั้น
สันดานของใจที่มีอาสวะอยู่ภายใน มันจะคุ้นเคยมากๆ จนเป็นเนื้อเดียวกัน
(ต่อแทร็ก 4/17 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น