พระอาจารย์
4/17 (540531A)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 3)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/17 ช่วง 2
เออ ดูไปเหอะ
ขอให้อยู่อย่างนี้จริงๆ เหอะ ...ส่วนประกอบที่เป็นนามขันธ์ทั้งหมด
มันก็ผุดโผล่มาจากกายกับรูปนี่ตรงนี้แหละ
ความคิด ความปรุง ความแต่ง อารมณ์
ความรู้สึก ความอยาก ความไม่อยาก ...มันก็มาจากตรงนี้แหละ เดี๋ยวมันก็สอดแทรกขึ้นมา
เนี่ย เขาเรียกว่าสภาวะจิต ...อาการพวกนี้ที่มันจะเข้าไปหมายในรูป เข้าไปหมายในเสียง
เข้าไปหมายในอายตนะ เข้าไปยินดีเข้าไปยินร้าย ...พวกนี้คือสภาวะจิต มันก็จะเกิดขึ้น
ด้วยการที่เรารู้กายอยู่กับปัจจุบัน
มันก็จะเท่าทันสภาวะจิตที่เกิดขึ้น ...พอเท่าทันในขณะแรกมันก็จะดับ
ก็จะเห็นสภาวะจิตเกิดดับ เกิดดับไปพร้อมกับนามขันธ์
เพราะนั้นเบื้องต้นมันจะเห็นสภาวะจิตเกิดดับพร้อมกับสภาวะขันธ์ที่เป็นนาม นามขันธ์
คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ...แรกๆ ต้องเห็นอย่างนั้นก่อน
ต้องให้เห็นอย่างนั้น
เห็นนามขันธ์ ส่วนที่เป็นนามขันธ์ดับพร้อมกับสภาวะจิตที่มีตัณหาอุปาทานหมายมั่น ...มันจะดับไปพร้อมกัน
พอดับแล้วก็เหลืออะไร
ก็เหลือแต่กายกับใจ กายกับรู้ เห็นมั้ย เหลือแค่สองอย่าง ...สุดท้ายก็เหลือแต่สองอย่าง ...เงียบ พอดับไปแล้วมันเงียบ ...แล้วเดี๋ยวก็จ๊อกแจ๊กๆๆ ใหม่...จ๊อกแจ๊กๆ ใหม่
คราวนี้เราไม่ต้องเห็นมันดับก็ได้ ขอให้ตั้งมั่นอยู่แค่กายกับใจนี้
มันจะจ๊อกแจ๊กๆๆ ก็ช่างหัวมัน ...ตรงนี้ไม่เห็นสภาวะจิตเกิดดับ แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของขันธ์
แล้วมันจะไปแยกออก ระหว่างสภาวะจิตที่จะเข้าไปยินดียินร้ายต่อสภาวะที่มันไม่ยอมเกิดดับ
เพราะว่าเป็นปัจจัยที่มันต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น ...มันก็ไปดับสภาวะจิตที่จะไปหมายเอาตรงนั้น
มันมีหลายระดับปัญญา ที่มันละเอียด
เนียนขึ้นไปเรื่อยๆ ...แล้วมันก็จะต่างคนต่างอยู่ คราวนี้ปล่อยเลย
ไม่ต้องไปดูสภาวะนามขันธ์เกิดดับแล้ว อยากเกิดก็เกิด อยากดับก็ดับ ไม่เกี่ยวแล้ว
มันสนใจตรงที่จิตรู้...ตรงนี้ที่มันจะแว่บออกไป...ตรงนี้ไว้ แล้วก็ทัน
เพราะนั้นเป็นสภาวะจิตล้วนๆ ...สภาวะจิตล้วนๆ ไม่มีขันธ์เข้ามาเกี่ยว ไม่มีสภาวะที่เป็นนามขันธ์เข้ามาเกี่ยว
แต่เบื้องต้นน่ะ
เราจะต้องเห็นทันสภาวะจิตดับไปพร้อมกับนามขันธ์ ...ตอนนั้นถึงจะเรียกว่าเห็นรูปนามเกิดดับพร้อมกันกับสภาวะจิต ...แต่พอมันเข้าใจดีแล้ว
มันก็จะปล่อย ปล่อยวางสภาวะขันธ์นั้น
พอปล่อยวางสภาวะขันธ์นั้น มันจะเป็นยังไง ...คือเห็น...อยากเกิดก็เกิด อยากตั้งก็ตั้ง อยากดับก็ดับ ไม่ดับก็ไม่ดับ
เหมือนนั่งอยู่หน้าบ้านที่เป็นแม่น้ำไหลผ่าน เดี๋ยวเรือ เดี๋ยวขยะ เดี๋ยวคนว่ายน้ำ
ผ่านไปผ่านมา เนี่ย ขอให้นั่งอยู่ในบ้านแล้วกัน
แต่ว่าเบื้องต้นน่ะ
เราจะไม่อยู่อย่างนั้นได้ เข้าใจมั้ย ... เพราะนั้นมันจะต้อง...เห็นอะไรปุ๊บ
เขี่ยทิ้งๆ ดับพร้อมกันก่อน เข้าใจป่าว
ต้องเห็นภาวะนั้นก่อน มันถึงจะ...เออ
ไม่เห็นมีอะไร ไม่เห็นมีประโยชน์สาระแก่นสาร ...มันถึงจะปล่อยวาง ปล่อยให้ผ่านไป
เป็นธรรมชาติของขันธ์
มันจะแยกออกแล้ว แยก “เรา” ออกจากขันธ์แล้วในระดับนึง
นี่คือเริ่มแยกสักกายออกแล้ว ...มันก็จะปล่อยให้ขันธ์เป็นไปตามปกติวิสัย
เพราะขันธ์มันดำรงได้ด้วยความปรุงแต่งนะ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ว่ามันดับ ดับหมดปุ๊บเนี่ย
เดี๋ยวมันจะกลายเป็นพรหมลูกฟักไปโดยปริยาย คือดับ อยู่กับนาม...นามขันธ์ดับหมด...ไม่ใช่
มันก็จะปล่อยให้เป็นธรรมชาติตามความเป็นจริงของขันธ์ ก็ขันธ์ ๕
มีครบ...ตามเหตุปัจจัยต่อเนื่องไป ...แต่ว่าไม่มี “เรา” เข้าไปอยู่ในขันธ์ ๕
นี่เบื้องต้นนี่ถอดสักกาย ...แต่ยังไม่หมดนะ ไม่หมดอัตตา ยังมีอัตตาภายในอีก
อัตตาในตัวที่มันเข้าไปหมายเอาผู้รู้เป็นตน ยังเป็น “ผู้” รู้ ...ยังมี “ผู้”
ที่รู้อยู่
มันไม่มีแค่รู้ มันมี “ผู้” รู้ อีก ...นั่นแหละคืออัตตา นั่นแหละคือตัวตน
นั่นแหละคือตัวที่เรียกว่าอัสมิมานะ ตัวที่เรียกว่ากามภพ รูปภพ อรูปภพ อยู่ตรงนี้ ...ยังมีอยู่
เพราะนั้นแม้แต่พระอนาคายังละไม่ได้เลย
รูปราคะ อรูปราคะ แล้วก็อัสมิมานะ อุทธัจจะ อวิชชา เห็นมั้ย ยังบานเลย อยู่ตรงนั้นน่ะ
ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้รู้
ขนาดว่าถอนออก ถอยออกจากขันธ์
ปล่อยให้ขันธ์ดำเนินไปตามอิสระแล้ว ...ยังไม่ขาดนะ ยังไม่ขาดจากตัวตนเลยนะ
แต่ว่าขาดจาก “เรา” ในขันธ์ ...ขาดจากความเห็นว่านามนี้เป็นของเรา ความคิดเป็นเรา
อารมณ์เป็นของเรา พวกนี้
ถอยออกมาแล้วมันยังไม่หมดเลย
มันยังมีอยู่ ที่ว่า...ก็ใครเห็นล่ะ มันมีตัวเห็นอยู่ มันยังมีตัวรู้อยู่
มันยังมีความเป็นสัตว์บุคคลอยู่ ใช่มั้ย ในใจๆ ...เห็นกายสักแต่กาย
แต่ยังไม่เห็นใจสักแต่ใจโดยสิ้นเชิง
มันละความเห็นได้แค่ระดับนึงเท่านั้นเอง
แค่ถอยห่างออกมา แล้วก็เห็นขันธ์ชัดเจน ว่าเป็นธรรมชาติหนึ่ง แค่นั้น ...แต่มันยังไม่ขาด
ก็ต้องเพียรเพ่งอยู่ภายใน คราวนี้เพียรเพ่งในลักษณะที่ “ใครรู้” ...พอเกิดเป็นภาวะที่ว่ามี “ใครรู้อยู่”
มันจะเห็นความเป็นว่า “เรารู้อยู่” มีคนที่รู้อยู่ มันจะเห็นตรงนั้น
แล้วไอ้ตรงภาวะที่ว่า “เรารู้” ดับ เห็นมั้ย
มันจะเป็นตัวทัสสนะที่เห็น
ตัวที่สามนะ เหมือนกับมีตัวที่สามที่เห็นทั้งสองอัน ว่าใครรู้ ปั๊บ เห็น
มันเท่าทัน พอทันดับก็เป็นแค่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เหลือแค่นี้...อยู่ระหว่างสองสิ่งนี่ รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
แต่พอบอกว่า “ใคร” รู้ ...มีความเป็นบุคคลใน “ผู้” นั้น มีผู้...เป็นบุคคลในรู้นั้น...ปั๊บ มันจะเห็น ...นี่เป็นปัญญาในขั้นละเอียด มันก็ละความเห็นเป็นเรา ว่าใจเป็นเรา
ว่าใจเป็นสัตว์บุคคล
ก็จะเห็นรู้เปล่าๆ กับสิ่งที่ถูกรู้เปล่าๆ เนี่ย
ว่างทั้งสองสิ่ง ว่างทั้งสองสิ่งคือ ...คำว่าว่างนี่ไม่ใช่ว่างแบบ empty แต่ว่างคือว่างจากความเป็นสัตว์บุคคล เข้าใจมั้ย
คือไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลทั้งขันธ์ และก็ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลทั้งใจ เนี่ย
เรียกว่าว่าง ...แล้วมันจึงจะเห็นเป็นธรรมเดียวกัน เนี่ย เป็นธรรมเอก ธรรมหนึ่ง
ทั้งขันธ์และใจเป็นธรรมหนึ่ง เรียกว่าว่าง
แต่เบื้องต้นน่ะ เราจะเห็นขันธ์ว่างก่อน
เราจะเน้นเอาตรงนี้ก่อน แยกออกมาก่อน แยกว่าขันธ์ไม่ใช่เรา ขันธ์ไม่มีตัวไม่มีตน
ขันธ์ ๕ ไม่มีตัวไม่มีตน
ไปเรื่อยๆ จนมันถึงว่า
ห่างกันในระดับที่ไม่เข้าไปเกลือกกลั้วกัน ...มันก็จะทำความแยบคายในของสองสิ่ง
ด้วยการเห็นว่า...แม้แต่ใจก็หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้
แยบคาย ด้วยการเท่าทันความเป็นเรา
ที่จะมีผู้เห็น ปุ๊บนี่ พอเห็นตรงนั้นปั๊บนี่ ความเป็น “ผู้” นั้นดับ ...ตรงนี้ละเอียด
...ก็จะเหลือรู้แบบ ไม่รู้ว่าใครรู้น่ะ มันไม่มีคนรู้ มันรู้ยังไงก็ยังงั้นน่ะ
รู้แบบไม่มีคนรู้
แต่ตอนนี้มี “เรา” รู้อยู่ มีความรู้สึกว่ามี
“เรา” อยู่ที่รู้ นั่นคือความเป็นบุคคล ความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ...ก็ให้เห็น ให้ทัน
ว่าอ้อ มีผู้รู้อยู่
อย่าไปคิดแก้คิดทำลายนะ ทำไม่ได้หรอก ให้ทันอย่างเดียว ...ให้ทันเวลามันเกิดความเป็นบุคคลในใจขึ้นมาก็ให้รู้ ...ด้วยอาการเห็น เห็นรอบ
แล้วมันก็จะเห็นว่า มันก็แค่รู้นี่ ใจไม่เคยบอกว่าเป็นเราเป็นบุคคลตรงไหน ...ตรงนี้จึงจะเป็นการชำระเพิกถอนอวิชชาอาสวะจริงๆ ...คือเป็นเหตุ
เห็นใจเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะความเป็นบุคคลในใจ
สุดท้ายก็เหลือแค่ของสองสิ่ง
ที่อยู่คู่กันธรรมดา มีรู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ แค่นี้จริงๆ นอกนั้นไม่มีอะไร
แต่ว่าเบื้องต้นเอาแค่กายกับใจ
ถือกายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ แล้วเอาใจเป็นตัวที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ...แล้วก็ไล่ตามลำดับๆ ขึ้นมา จนถึงว่าทั้งหมดเป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้
แล้วก็มีรู้อีกอันหนึ่งที่รู้คู่กันกับสิ่งที่ถูกรู้
ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลทั้งสองอัน เป็นแค่สภาวะทั้งสองสภาวะที่มีอยู่...ตามเหตุปัจจัย
เมื่อหมดเหตุปัจจัยของสิ่งที่ถูกรู้ปั๊บก็หมด
คือมันรับรู้ได้ด้วยอายตนะ ด้วยกาย
ด้วยผัสสะ ...มันก็หมดวาระแห่งการรู้
ภาวะของใจก็หมดภาวะที่จะไปรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เพราะไม่มีความเป็นผู้เสวย ผู้เป็น
ผู้จะได้ ผู้จะมี...ไม่มี
เพราะนั้นในแต่ละปัจจุบันๆ
ที่ท่านรับรู้นี่ มันขาดแบบไม่มีเราที่ทำเมื่อกี้เลย ไม่มีความรู้สึกว่า
“เราทำอะไรมา” หรือเราจะไปทำอะไรต่อนี่...ไม่มี ...ในใจนะ
จะไม่มีความรู้สึกว่า
เมื่อกี้เราทำอะไร เป็นผลงานของเรามั้ย คือมันจะไม่มีความรู้สึกอย่างนี้เลย ...มันก็ทำตรงไหนพูดตรงไหน
มันก็จบตรงนั้น รู้ปัจจุบันเห็นปัจจุบันมันก็ขาดลงตรงปัจจุบันหมด
จะไม่มีโยงไปถึงอดีตอนาคตเลย ...นี่ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญาที่เต็มเปี่ยมแล้วนี่
มันจะขาดไปทุกปัจจุบันๆ เลย ...ไม่ได้ทำเลยนะ
มันจะเป็นธรรมชาติที่มันคืนสู่ภาวะปกติธรรมดาแล้วนี่
ไม่งั้นท่านไม่เปรียบหรอกว่าพระอรหันต์นี่เหมือนเดินไปในอากาศ...ไม่มีร่องรอยนะ แต่ว่าในขณะที่ทำ ขณะที่พูด ขณะที่มีอารมณ์ในปัจจุบัน ท่านมีจริงๆ
นะ
ท่านมีนะ ...แต่ พั้บๆๆๆ ขาดเป็นระยะๆ ไปเลย ทุกคำพูด ทุกขณะจิต
ทุกขณะอารมณ์ที่ปรากฏ เกิดตรงนั้นดับตรงนั้นๆๆ ...นี่ดับขาดเป็นสมุจเฉทปหานตลอดเลย
ของพวกเรามันแค่ยืนในองค์มรรคนี่
ยังดับในลักษณะของปหานตัพพธรรม คือคอยปหานเป็นระยะๆ
เพื่อไม่ให้เกิดข้างหน้าข้างหลัง ...เพราะมันพร้อมที่จะเกิดข้างหน้าข้างหลัง
แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ จิตพระอรหันต์นี่ ท่านขาดโดยสมุจเฉทแล้วนี่
หมายความว่าขาดเป็นระยะๆ ตลอด ...ไม่มีเป็นสัญญาอารมณ์
ตัวสัญญานี่จะเป็นตัวสืบเนื่อง
ว่ามีตัวตนอยู่ ว่าเมื่อกี้...มันยังมีความรู้สึกว่าเราทำอะไรอยู่ ใช่มั้ย
เมื้อกี้เราอยู่ที่นั้น ยังมีตัวเราตกค้างอยู่เลย
เห็นมั้ย ยังมีสัญญาในวิญญาณ มีสัญญาและก็วิญญาณที่ดับไปแล้ว
ว่ายังมีตัวเราที่ค้างอยู่ ...เห็นมั้ย มันไม่ขาด
แต่ถ้าเป็นจิตพระอรหันต์นี่
อยู่ที่ไหนก็อยู่ตรงนั้นจริงๆ นะ ไม่มีความรู้สึกในอดีตอนาคตเลย
ไม่มีตัวในอดีต-ตัวในอนาคตรองรับเลย ...เรียกว่าเมื่อจิตเป็นสมุจเฉทปหาน ใจจะเป็นอิสระ...หลุดพ้น
พ้นจาก...ถึงบอกว่าพญามารน่ะหาไม่เจอ ...จับผีไม่เจอ เพราะไม่มีผี ...ท่านลอยอดีตอนาคตแล้ว วิญญาณขาดแล้ว เหลือแต่วิญญาณที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน
พั้บๆๆๆ
แต่ท่านเป็นธรรมชาติที่สมดุลมาก
กลมกลืนเป็นปกติเลย ไม่ได้ว่ากดข่ม บังคับ หรือว่าน้อม หรือว่านึกอะไร
มันเป็นการที่ว่า
สำรอกออกหมดแล้ว สำรอกมลทินอวิชชา ความไม่รู้ทั้งหลายทั้งปวง ...มันขาดสิ้นหมด
ไม่เหลืออยู่ภายในเลย เนี่ย จิตมันเข้าไปสู่สุญญตา คือไม่มีอะไรเจือปนในใจนั้น
นั่นแหละถึงจะเป็นธรรมชาติของใจรู้ รู้ชัดๆ รู้เปล่าจริงๆ ...ไม่ใช่อย่างที่เราบอกให้รู้เปล่าๆ อย่างที่ให้ทำนี้หรอก ...อย่างนั้นนั่นมันรู้เปล่าจริงๆ
แต่ของพวกเรายังต้องทำให้รู้เปล่านะ
ไม่งั้นมันจะรู้ไม่ยอมเปล่า รู้แล้วมันชอบกระดิก ชอบส่ายแส่ ชอบหาเรื่อง ...ใจมันรู้แล้วยังแส่ออก
มันมีอาการแส่ เห็นมั้ย ...มีการทะเยอทะยาน มีการเผยอ
มีการกระเหี้ยนกระหือเสมอ ...นั่นแหละ เราก็ต้องเอาคำพูดว่าให้ดูเฉยๆ อย่าไปยุ่งกับมัน
อย่าไปตามมัน
นี่คือขัดเกลาอยู่แล้ว...ในการที่กลับมารู้อีกๆ แล้วก็ละออก
ด้วยการที่ไม่เผยอตามมัน ไม่ผุดโผล่ไปกับมัน นี่คือการปหาน ปหานเป็นระยะๆ ...เรียกว่าปหานตัพพธรรม
ฆ่าได้ ตัดได้ ทิ้งได้ ไม่ผิดศีล ...ฆ่าแบบนี้ไม่ผิดศีล
ฆ่าเข้าไป ฆ่าความคิด ฆ่าความปรุง ฆ่าความเยิ่นเย้อ ฆ่าอดีต ฆ่าอนาคต
ฆ่ามันจนไม่เหลืออะไรเลย ...จนเงียบกริ๊บเลย
เอาจนเงียบ เรียกว่ากายวิเวก กับจิตวิเวก
เข้าใจมั้ย ถ้าเป็นกายวิเวกจริง แล้วก็จิตวิเวกจริง ...เพราะกายนี่มันวิเวก
โดยธรรมชาติมันวิเวก คือมันไม่พูด มันสงบ มันเงียบ โดยธรรมชาตอยู่แล้ว กายมันวิเวก
แต่ทำยังไงล่ะ ใจมันไม่วิเวกน่ะ ใจวิเวกคืออะไร สงบระงับ ...ไม่ใช่ทำให้ใจวิเวกนะ
แต่ใจวิเวกหรือจิตวิเวก ด้วยอาการที่ว่าสงบระงับ ระงับจากความปรุงแต่ง เห็นมั้ย
ไม่ใช่ทำให้วิเวกด้วยการบังคับกดข่ม
แต่จิตวิเวกด้วยอาการที่เรียกว่า
สติเท่าทันอาการปรุงแต่ง จึงเกิดอาการสงบระงับความปรุงแต่ง เนี่ย เริ่มเงียบแล้ว
เงียบเองน่ะ มันเงียบ พอเงียบปุ๊บนี่ วิเวกแล้ว ก็เข้าเป็นจิตวิเวก
และต้องอาศัยจิตวิเวกกับกายวิเวกนี่
...ที่เราบอกรู้กายรู้ใจๆๆ ก็คือกายวิเวก จิตวิเวก สองอย่างนี่แหละ ...จึงจะเกิดปริสุทธิ
หรือปรมัตถ์ สูงสุด ถึงจะเข้าถึงผล หรือว่าเห็นตามความเป็นจริงสูงสุด
แต่เมื่อใดที่จิตยังไม่วิเวกนะ เอะอะมะเทิ่ง
หานั่นหานี่ เทียบนั่นเทียบนี่ จดจำอันนั้นมาใส่อันนี้ มายำมาผสมมารวมกัน มั่ว ...เอาจนมันจิตดวงนี้ตาย
ตายจากสังขาร ตาย หยุด เป็นระยะๆ ไป
อย่างน้อยน่ะ ยังไม่ตายก็ให้มันเป็นหมัน
ให้มันเป็นหมัน ทำหมันมันซะ มันจะได้ไม่แพร่พันธุ์ซะก่อน นะ นี่ปหาน ...มันก็จะค่อยๆ
เงียบ ภายในก็เงียบ
เห็นอะไร...เงียบ ได้ยินอะไร...เงียบ เค้าด่า...เงียบ
เค้าชม...เงียบ ไม่ปรุงต่อ อย่างเนี้ย มันทันๆ เนี่ย
เขาเรียกว่าอยู่ด้วยกายวิเวกกับจิตวิเวก มันถึงจะเข้าสู่ที่สุดของความเป็นอนัตตา
เห็นความเป็นจริงสูงสุด
เพราะนั้นในระหว่างที่เราใช้ชีวิตในการทำงาน
มันก็ยากในการเข้าสู่ภาวะที่ว่าอยู่ด้วยภาวะจิตวิเวกจริงๆ ... แต่ว่าระหว่างเรียนรู้...ต้องเรียนรู้อยู่กับมัน
(ต่อแทร็ก 4/18)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น