วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/13 (3)


พระอาจารย์
4/13 (540526)
26 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ : ต่อจาก แทร็ก 4/13 ช่วง 2

พระอาจารย์ –  ถึงบอกว่ารู้จริงน่ะ...รู้น่ะไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จึงเรียกว่าอนันตาจักรวาลครอบคลุมหมด ...แต่มันยังไม่เข้าไปแจ้งถึงอนัตตาเท่านั้นเอง 

ยังอยู่ในมรรคอยู่นะ แค่นั้นนะ ไม่ใช่ว่ากลมกลืนผ่านแล้ว มันยังไม่ไปถึงสุญญตา หรืออนันตมหาสุญญตา ยังไม่ถึง ยังไม่เข้า ...มันเข้าไปเชื่อมธรรมเป็นหนึ่งเดียว 

แล้วมันจะสังเกตในขณะนั้นด้วยความเป็นปัจจัตตังมากขึ้นเรื่อยๆ เห็น เข้าไปจับสังเกต จับผิดได้ จับอาการได้ในขณะนั้นน่ะ ที่มันเข้าไปอยู่ได้ด้วยความไม่มีตัวตนในของสองสิ่ง

มันก็เข้าไปเรียนรู้ด้วยภาษามรรคภาษาผล หรือภาษาบัญญัติเขาเรียกว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ มันถึงเป็นสภาวะนี้ เพราะความเป็นจริงที่เกิด คืออันนี้

จึงเรียกว่าเป็นที่สุด...สุดทางของมรรค เข้ามาสุดทางนี้ สุดทางของสมมติและบัญญัติก็มาสุดตรงนี้ สุดของโลกก็มาสุดตรงนี้ สุดของธรรมก็มาสุดที่นี้...ที่เดียวกันหมด 

นี่ถือว่าที่สุดของธรรม แล้วก็ที่สุดของโลกด้วย แล้วก็ที่สุดของบัญญัติสมมุติด้วย ...มันสุดในที่เดียวกัน ว่าเป็นอนัตตา แล้วมันจะเข้าไปเรียนรู้ความเป็นอนัตตาถึงที่สุด

ที่พูดนี่ไม่ได้ให้ไปคิดต่อ หรือว่าไปหานะ พูดเพื่อให้เกิดความเข้าใจแค่นั้นเอง พอแล้ว ไม่ต้องจำ

อนัตตา คือความดับ ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีตัวตนในกาย ในนี้(เสียงสัมผัส) เป็นกายกลวงๆ น่ะ ขันธ์ก็เป็นขันธ์กลวงๆ ไม่ได้ต่างกันเลยกับดินกับน้ำที่วางอยู่ตรงนี้ มันก็ตั้งอยู่ด้วยความไม่มีอะไรในนั้น 

ไม่มีผีสิงในนี้ ...ถ้ามีผีสิงมันก็จะต้องเดือดร้อนแล้ว ไม่มีอะไรสิงเลยใช่มั้ย ...มันก็จะมีตัวตนตรงไหนล่ะ ...นี่ มันเหมือนกันน่ะ มีอะไรในก้อนนี้ ดินน้ำไฟลมอันนี้...ที่ก่อร่างสร้างรูปขึ้นมานี่ มีอะไรในนี้ 

มันก็เข้าไปเห็นกายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม เวทนาในเวทนา  มันก็เชื่อมโยงกัน...เป็นอันเดียวกันหมด ...ความรู้ก็ครอบคลุมทั่วสามภพ รู้ก็แจ้งทั่วสามภพ เป็นหนึ่งในสามภพ ด้วยความเป็นอนัตตา หาตัวตนไม่ได้ในสามภพ  ...ผู้หาก็ไม่มี ผู้รู้ก็ไม่มี เป็นแค่รู้

ก็กลับไปสู่ธรรมชาติเดิมของใจ คือแค่รู้ ไม่มีใครรู้ ...ตอนนี้มีใครรู้อยู่ล่ะ นั่นแหละคือความเป็นสัตว์บุคคลในใจ แม้จะไม่มีชื่อเสียงเรียงนามอยู่ในนั้นก็ตาม แต่มันเป็นความเป็นบุคคลอยู่

เพราะนั้นสติปัฏฐานนี่ คือเข้าไปเห็นแค่นี้เอง  ทั้งหมดที่เจริญสติมา เพื่อให้เห็นจุดนี้ ให้เข้าใจความหมาย เพื่อให้เข้าถึงความจริงที่เรียกว่าเป็นสัจจะ...สัจธรรมคือความเป็นจริงของที่สุด 

ดูมาแทบตาย ทำมาแทบตาย เพื่อให้เห็นแค่นั้นเอง ...จนยอมรับเลย จนไม่มีใคร จนหมดสิ้นซึ่งผู้เข้าไปรู้เข้าไปเห็นน่ะ ...แล้วยังจะได้อรหันต์ตรงไหน จะได้มรรคผลตรงไหน มีใครได้ มีใครเสีย 

ถ้ามีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย ...มันก็เลยไม่ได้เข้าไปเสวยอะไรทั้งสิ้น ไม่มีขั้นไม่มีภูมิอะไรในความหมายของใจนะ ...ก็เหลือแต่ใจเปล่าๆ ที่อยู่กับขันธ์เปล่าๆ  ไม่มีใคร ไม่เป็นของใคร ก็เลยไม่มีธรรม 

ก็ถึงบอกว่าสิ้นโลกสิ้นธรรม (หัวเราะ) ไม่ได้ธรรม ไม่มีธรรม ...แต่เหนือธรรม

เพราะนั้นธรรมที่เรากำลังทำทั้งหมดนี่ มันเป็นสังขารธรรม ...มันยังไม่แจ้งในสังขารธรรม ไม่เข้าไปเห็นในสังขารธรรม หรือลักษณะของอาการที่ถูกจูงขึ้นมา 

ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือนาม หรือความไม่มี มันปรุงขึ้นมาได้ในสามโลกธาตุนี่ ปรุงขึ้นมาได้ในลักษณะอาการต่างๆ กันไป ...แต่เมืื่อเข้าไปเห็นในนั้นว่าไม่มี นั่นแหละ มันจะเหนือการปรุง

มีแต่มหาสติมหาปัญญาน่ะ จึงจะเข้าไปเห็น เข้าไปซึมซาบ สำเหนียกถึงความจริงบทนี้ ...เรียกว่าอนัตตธรรม เหนือความเห็นทั้งปวง เพราะไม่มีความเห็น 

รูปก็ไม่มีความเห็น กายมันก็ไม่มีความเห็นในตัวของมัน ใจก็ไม่มีความเห็นอะไรกับกายที่ไม่มีความเห็น นั่นแหละ มันสิ้น...ละซึ่งความเห็นทั้งปวง ออกจากความเห็นทั้งปวง

ไม่งั้นมันก็จะตกอยู่ใต้เงื่อนไขของความเห็นนั้นๆ ...ยังทะเลาะกัน เถียงกัน แบ่งสั้นแบ่งสายกัน แบ่งวิธีการปฏิบัติกัน แบ่งครูบาอาจารย์กัน ก็เพราะเหตุนี้  

มันเข้าไปหมายเอาด้วยอาการ ว่าเป็นอย่างนั้น ว่าไม่เป็นอันนี้  ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วก็มีการเล่าไม่เหมือนกัน ซึ่งนี่ไม่ใช่ลักษณะอาการ มันไม่เห็นในอาการตามลักษณะความเป็นจริง 

ว่าอาการของกายตามความเป็นจริงคืออะไร อาการของจิตตามความเป็นจริงคืออะไร อาการของเวทนาตามความเป็นจริงคืออะไร อาการของธรรมตามความเป็นจริงคืออะไร

ถ้ามันเห็นจุดนั้น...มันไม่มีคำพูดเลย หมดสิ้นคำพูด มันสิ้นเลยในคำพูด ไม่เหลือคำพูดใดๆ ไม่มานั่งถกนั่งเถียง นั่งทะเลาะเบาะแว้งกันหรอก เหนื่อยว่ะ

มันจะเอาอะไร ในเมื่อไม่มีอะไร ...ขันธ์ถูกมั้ย ขันธ์ผิดมั้ย  กายถูกมั้ย กายผิดมั้ย  ความคิดถูกมั้ย ความคิดผิดมั้ย...ในตัวของมันเองนะ  เวทนาผิดมั้ยเวทนาถูกมั้ยในตัวของมันเองน่ะ มันไม่เคยบอก 

ใครบอก ไอ้นั่นน่ะตบปากมันซะ อย่าพูด อย่าปรุง...ถ้าเราไม่ทัน แล้วแค่ถ้าไม่ทัน...ถ้าไม่เห็นความหมายของตัวนี้แล้วเท่าทัน มันก็จะไหว กับสิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่เห็น บอกให้เลย

มันก็ไปจับความเห็นคนอื่น แล้วมันจะหวั่นไหวไปตามอาการความรู้ความเห็น ... ตราบใดที่ตัวเองยังไปว่ากับทุกสิ่ง หรือเข้าไปให้ค่าดีร้ายถูกผิดกับมัน 

เมื่อได้ยินแล้วก็เกิดการให้ค่า ไหว หวั่น หวั่นไหว ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวได้เดี๋ยวเสื่อม เดี๋ยวพอใจ เดี๋ยวเสียใจ เดี๋ยวกังวล เดี๋ยวกลัว ... เห็นมั้ย มันหวั่นไหวไปทั่ว

แต่ถ้ามาอยู่อย่างนี้ ไม่หวั่นไหว ...ก็เห็นเป็นอาการ ไม่หวั่นไหว  จะยังไงก็ได้ เหมือนกับลมพัดผ่าน งั้นๆ น่ะ เกิดขึ้นมา แล้วก็ดับ  แล้วก็เกิดแล้วก็ดับ ก็แค่นั้นน่ะ

ไม่เห็นมันอุทธรณ์ฎีกาอะไรในการเกิดการดับ ไม่เห็นมันฟ้องร้องศาลปกครองขอความคุ้มครองชั่วคราวในการที่ว่า ทำไมกูดับวะ มึงให้กูดับได้ยังไง ทำไมกูต้องดับด้วย 

นี่ มันไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาใช่ไหม ในการแปรปรวนของมัน ในการดับไป หรือในการเกิดขึ้นมาเองก็ตาม

นั่นแหละ จิตมันก็กลางเข้าไปเรื่อยๆ ตรงอยู่ในองค์มรรค ...เพื่ออะไร เพื่อที่จะเข้าไปถึงที่สุดของมรรค คือเห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม

อย่างที่ว่านี่ ภาษามันก็พูดกันเยอะแยะ คนก็จำได้กันเยอะแยะไอ้คำนี้ วลีนี้ ประโยคนี้ ...แต่ไม่เข้าใจหรอก  มันได้แต่พูดไป ก็คิดเอาว่าหมายความว่ายังไง 

จนกว่ามันจะเข้าใจ ว่าในธรรมบทนี้ ในอนัตตา ...ในสัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ก็เข้าใจ ว่าในนี้ไม่มีอะไร ในสุขในทุกข์ไม่มีอะไร  จึงเรียกว่าสุญโญ ...เนี่ย ถึงเรียกว่าว่าง

แต่ไม่ใช่ว่างแบบดับ เช่นขันธ์ดับ รู้ดับ รู้แล้วก็ดับๆ ...ถ้าจะไปจับ จับปุ๊บตรงดับนั้นจะเป็นอรูปภพ...เป็นภพนึงนะ ดับนี่ ...ไม่ใช่ว่างตัวนั้น 

แต่มันว่างในนี้ ว่างในนี่(เสียงสัมผัสกาย) มันมีความว่างในนี้... อันนี้ไม่ใช่อรูปภพ 

แต่เวลาความคิดเกิด รู้ทันแล้วดับ พั้บ นี่ มันจะมีความดับในขณะนึง ...ถ้าไม่เข้าใจ ไม่แยบคาย มันก็จะไปจดจ่ออยู่กับความดับ ต้องดับๆๆ  แล้วก็ไปแช่อยู่กับความดับ ...เดี๋ยวเข้าอรูปแล้ว 

แต่บางครั้งก็จิตเข้าไปเรียนรู้ตรงนั้น เข้าไปโง่เป็นพักๆ ไป แล้วมันหมดกำลัง มันก็จะถอยออกมา กลับมาเป็นธรรมดา ...เพราะนั้นเวลาเข้าไปติดในนั้น แล้วพอกลับมาเป็นธรรมดา นี่ มันจะเสียดายตรงที่ตรงนั้น 

ถ้าเกิดอาการขึ้นๆ ลงๆ กับอาการที่เกิดแล้วดับนั้น...ให้รู้ว่าเข้าไปหมายมั่นแล้ว เข้าไปเสวยภพแล้ว ...เพราะนั้นเมื่อเข้าไปเสวยภพปุ๊บนี่ ชาติชราพยาธิมรณะโสกะปริเทวะโทมนัสอุปายาสมาแล้วเป็นธรรมดา 

ก็ต้องเสวยวิบากแห่งกรรมนั้นๆ ของการกระทำนั้นด้วยความไม่รู้ ... เห็นมั้ย ด้วยความไม่รู้นะนั่น  แต่มันคิดว่ามันรู้ มันได้  

ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่ไปทำ ไม่มีใครทำ ...นี่ มันก็เป็นอย่างนี้ เท่าที่ปรากฏ ... เนี่ย มันก็เข้าใจความหมายของคำว่า "ตถตา" มากขึ้นเอง


โยม –  ตถตาหรือเจ้าคะ   

พระอาจารย์ –  อือฮึ   

โยม –  หมายถึงอะไรเจ้าค่ะ   

พระอาจารย์ –  มันเป็นแค่นั้นเอง   

โยม –  มันเป็นเช่นนั้นเอง  

พระอาจารย์ –  มันไม่เป็นอย่างอื่นหรอก มันเป็นเท่านี้ ...เพราะทุกอาการที่ปรากฏ มันก็เป็นเท่าที่เห็นนี่ ตอนนี้ รูปก็มีเท่านี้ ไม่มากไม่น้อยกว่านี้แล้ว ...คือพอดีตรงนี้ 

เสียงก็เท่านี้ ไม่รู้ว่าเบาหรือค่อย ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดนะ ...แต่มันพอดีตรงนี้ เนี่ย เท่านั้นเอง ...ถ้าเกินนี้ ผิดหมดน่ะ ถ้าจะเกินหมายความว่า อดีตแล้ว อนาคตแล้ว กลืนแล้ว ต่อเนื่องจากปัจจุบันไปแล้ว 

จนกว่าจะเงียบกับทุกสิ่งที่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ...นั่นแหละ กลาง พอดี สมดุล มัชฌิมา  พระพุทธเจ้าบอกตรงนี้...มรรค อยู่ในองค์มรรค ให้แนบแน่นอยู่กับมรรค ไม่ไปแนบแน่นกับอดีตอนาคตที่ยังไม่ปรากฏ

เห็นมั้ย มันก็จะแนบแน่นกับความหมายที่ว่า “เออ ก็แค่นี้” ...ถึงมันจะพูดๆๆ มีใครมาพูดๆๆๆ ก็อยู่กับมันตรงนี้ ไม่ชี้ว่าเมื่อไหร่ 'มันจะหยุดวะ ถ้าหยุดแล้วจะดีกว่า' เห็นมั้ย มันมีภพล่วงหน้าแล้ว เออ ก็รู้ๆ ไป

สุดท้ายมันก็รู้ตัวขึ้นเองน่ะ ...ก็แค่นั้นแหละ มันก็มีแค่นั้นเท่าที่มันพูด แล้วก็เท่าที่มันดับไป ...แล้วไม่ต้องไปดีใจ แล้วก็ไม่ต้องไปเสียใจกับการเกิดการดับ

ก็ต้องเรียนรู้ให้เป็นปกติกับ ก่อนพูด มันกำลังพูด แล้วก็มันพูดเสร็จ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยวะ อย่างเนี้ย ...มันจะดับ ละหมด ดับหมดซึ่งสัญญาอุปาทานถึงสังขารอุปาทาน ดับหมด ก็มีเท่านั้นน่ะ

เนี่ย เขาเรียกว่า พอดีเลย ...แหม พอดีเกิดมา  เออพอดีตั้งอยู่  เออ พอดีมันดับไปเอง เห็นมั้ย ... แต่ถ้าใจไม่พอดีนะ ... 'ฮื้อ รำคาญมันฉิบหายเลย พูดไปเรื่อย' นี่เริ่มแล้วเริ่มไปข้างหน้าแล้ว บอกให้เลย


โยม –  โยมเคยเห็นอย่างนี้ แต่ว่ามันเริ่มเท่าทันแล้ว บางทีพ่อพูดอะไรให้โกรธแล้วเราก็เห็น พอมีอารมณ์ขึ้นมาเราก็เห็นแล้วว่า มันออกไปทำแล้ว แต่ว่ามันอยู่ในช่วงที่เหมือนมันกำลังดูของมันอยู่  

พระอาจารย์ –   อือ ให้มันเท่าทัน พอเท่าทันแล้วเดี๋ยวดับ ...แต่ว่าพ่อไม่ดับนะ เสียงมันดับ  


โยม –  ก็ยังอยู่  แต่เราเริ่มเห็นแล้ว ที่มันออกไปนี่มันเหมือนสร้างภาระอะไรอย่างนึง  

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นไอ้ที่ปรากฏนั่นคือขันธ์ตามความเป็นจริง  

แต่ไอ้ที่เราพอใจ-ไม่พอใจนี่ เพราะเราไปหลงในขันธ์ที่ไม่จริง คือเป็นรูปในอดีต รูปในอนาคต เป็นเวทนาในอดีต เป็นเวทนาในอนาคต เป็นสัตว์บุคคลในอดีต เป็นสัตว์บุคคลในอนาคต

มันก็เลยเป็นทุกข์ซ้อนทุกข์ ...แต่ทุกข์ที่ปรากฏนี่เป็นทุกข์เงียบๆ เขาไม่ได้บอกว่าเป็นทุกข์ เขาไม่ได้บอกว่าเป็นสุข เขาก็เป็นอาการนึง ที่เกิดๆ ดับๆ เงียบๆ 

แม้จะพูดเสียงดังอยู่ มันก็เงียบ ...เห็นความเงียบในเสียงดัง ก็ไม่มีตัวไม่มีตนในเสียง  นี่ มันเข้าไปแยบคายอย่างนี้ ไม่ได้ไปทำอะไรเลย ... แต่มันเห็น เข้าใจ 

เห็นมั้ย ปัญญามันเข้าไปเห็นแจ้ง แทงเข้าไปทะลุถึงอาการนั้นๆ ...จนตลอดหมด ไม่มีอะไรมาปิดบังความเป็นจริงภายในธรรมนั้นๆ เลย มองเห็นเป็นธรรมเรื่องเดียวกันหมดเลย ไม่มีอะไรในธรรม 

'มีเหมือนไม่มี ไม่มีเหมือนมี' เหมือนพูดเล่นคำ เหมือนพูดเล่นลิ้นน่ะ ... แต่มันจะเข้าใจเองน่ะ 'มีเหมือนไม่มี ไม่มีก็เหมือนมี' ...เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันตั้งอยู่บนความไม่มี แต่เปลี่ยนไปตามสังขารปรุงแต่ง 

หรือเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งให้สังขารนั้นเป็นรูปบ้าง เป็นนามบ้าง เป็นรูปหยาบบ้าง เป็นรูปละเอียดบ้าง เป็นนามหยาบบ้าง เป็นนามละเอียดบ้าง เป็นนามประณีตบ้าง แล้วแต่ว่าเหตุปัจจัยมันจะปรุงแต่งมา

แต่บนความปรุงแต่งนั้นน่ะมันไม่มี...ไม่มีความหมายใดๆ ... มันวูบๆ วาบๆ เหมือนพลุ ปุ้ง เป็นแสงสี แล้วแต่ว่าใครจะบรรจุอะไรในพลุนั้น ก็ปรุงแต่งเป็นแสงสีออกมา จะช้านานจะเร็ว จะกว้างจะแคบ มันก็แค่นั้นน่ะ แล้วก็ไม่มีอะไร

แน่ะ วูบๆ วาบๆ อย่างนั้นน่ะขันธ์...มีตัวตนมั้ย มีความหมายในนั้นมั้ย ...แต่ที่ไป โอ้โห อู้หู ไอ้นั่น ความไม่รู้มันว่า เวลาเห็นมัน เวลาเราดูพลุน่ะ ดีใจ เฮ้ ตบไม้ตบมือ นั่นน่ะคือจิตบ้า จิตที่มันเกิดความหมายมั่น

ทั้งที่ว่าตัวเขานั่น “กูไม่เคยเกิดมาให้มึงมาตบมือให้กูเลย” ใช่ป่าว ในพลุน่ะ ความเป็นตัวของมัน มันไม่มีเจตนาใดๆ ในตัวมันเลย 

แต่ว่ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง คือด้วยมือมนุษย์ ด้วยคนทำ ปรุงใส่มา แล้วก็เหตุปัจจัยมันพอดี ปุ๊บ กูก็เกิด ปุ้ง หมดเหตุปัจจัยกูก็ดับ ...มึงมาตบมือให้กูทำไม มึงมาเสียใจดีใจร้องไห้กับกูทำไม


โยม –  มันคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนว่า เห็นสักแต่ว่าเห็นใช่ไหมเจ้าคะ 

พระอาจารย์ –  ใช่ ด้วยสติปัฏฐาน มันจะเข้าไปเห็นจุดนี้...ความเป็นจริง  แล้วเมื่อเห็นสักแต่ว่าเห็นแล้ว มันจึงจะเห็นกายในกาย ในนั้นไม่มีอะไร ...มันจะเป็นเรื่องเดียวกัน คือจุดนั้นที่สุดแล้ว ไม่มีสุดกว่านั้นแล้ว

พระพุทธเจ้าบอกว่า หามาภพทั่วแล้ว ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้แล้ว ที่เป็นธรรมชาติที่เหนือธรรมชาติ เรียกว่าโลกุตระ เป็นโลกุตรธรรม จิตที่เข้าไปเห็นโลกุตรธรรมก็เรียกว่าโลกุตรจิต ก็เรียกว่าเป็นธรรมเหนือโลก เหนือขึ้นไปอีก

มันเหนือ คือไม่อิงอยู่กับภาวะของโลกที่มันขึ้นๆ ลงๆ หรือมากหรือน้อย หรือผ่องหรือขุ่นหรือมัว...ไม่เกี่ยว ในนั้นไม่มีอะไร อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นธรรมที่เหนือกว่า ...ก็เรียกว่าเป็นโลกุตรธรรม โลกุตรจิต

สุดท้ายก็ทิ้งหมดน่ะ ทั้งโลกุตรจิตโลกุตรธรรม ไม่เหลืออะไรเลย ...ถึงว่าดับสิ้น สิ้นโลกหรือว่าภพดับ ดับสิ้น ...ดับในความหมายว่าการเข้าไปให้ค่าของทุกสิ่ง

แค่นั้นแหละ การปฏิบัติ ไปฝึก ขัดเกลา ...ไม่มีอะไรที่รับไม่ได้ ดูเอา ... อะไรที่ยังรับได้-รับไม่ได้ ดูเอา... ให้ทัน  เอาจนไม่มีอะไรที่รับไม่ได้


.............................


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น