วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/13 (1)



พระอาจารย์
4/13 (540526)
26 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 1)



(หมายเหตุ : แทร็กยาวมาก แบ่งโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความค่ะ)

พระอาจารย์ – ...แล้วเป็นไงบ้าง ภาวนา

โยม –  ก็ทำรอบนั้นแล้วมันก็กลับมาเป็นปกติ แต่โยมก็รู้สึกเลยว่า ความกระเหี้ยนกระหือที่อยากจะบรรลุธรรม มันหายไปกว่าครึ่ง  มันกลายเป็นว่า เราก็รู้ไปทำไป ไม่ใช่ทำเพราะว่าฉันจะเอาพระโสดาบันอีกแล้ว  

พระอาจารย์ –  อือ ไม่ไปไม่มา จะไม่ไปไม่มาไหน   


โยม –  คราวนี้ หลังๆ นี่จิตโยมมันจะมาอยู่ตรงแถวๆ นี้  แล้วโยมก็ไม่รู้ว่า มันวางใจอย่างนี้มันถูกทางหรือว่าโยมไปหลงอะไรหรือเปล่า คือมันจะมาอยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ มันจะไม่ออกไปข้างนอก มันจะไม่ไปซ้ายไปขวาแล้ว 

เหมือนมันรู้แล้วว่าออกไปในอดีตในอนาคต ออกไปแล้วเมื่อไหร่ ที่พระอาจารย์บอก...มันเจ็บ มันก็เข้ามาอยู่ตรงฐาน  มันเหมือนกับว่าตรงนี้มันรู้ แต่ว่ามันเป็นรู้ที่ไม่เสียดแทง แต่มันก็ไม่ใช่รู้ที่แบบ โอ้ สุขมากมาย 

แต่ความที่ว่ารู้สึกตัวตรงนี้มันมีความ เหมือนกับว่า จะบอกว่าสุขมันก็ไม่ใช่สุขน่ะค่ะพระอาจารย์ แต่ว่ามันไม่เสียดแทง เพราะฉะนั้นพอไม่เสียดแทงมันก็เลยรู้สึกสุขเจ้าค่ะ 

พระอาจารย์ –  เข้าใจคำว่าพอดีมั้ย ... มันคือความพอดีแล้วก็ปกติ ... เพราะนั้นจะไปเรียกว่าสุขก็ไม่สามารถจะพูดได้ว่าสุข จะไปบอกว่าทุกข์มันก็ไม่ได้เรียกว่าทุกข์ เพราะมันพอดี


โยม –  ใช่เจ้าค่ะ   

พระอาจารย์ –  มันพอดี คือมันสมดุล นี่ คือความหมายของคำว่าเป็นกลาง  มันอยู่ด้วยความเป็นกลาง แล้วมันก็จะเห็นว่า เมื่อใดที่ไม่เป็นกลาง เมื่อนั้นน่ะเป็นทุกข์  เมื่อใดที่ออกจากตรงนี้...เป็นทุกข์ 

มันก็ไม่ไป มันก็อยู่ตรงนั้น ...จะรู้อะไรมันก็ไม่สน ไม่รู้อะไรมันก็ไม่สน  มันก็เห็นทุกอาการทุกสิ่งที่อยู่ตรงนี้...เป็นปัจจุบันธรรม แล้วก็ผ่านไป ...ด้วยความเป็นปกติ 

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ ก็ปรากฏด้วยอาการปกติ มันตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่บนความเป็นปกติ ดับไปก็ดับไปด้วยความเป็นปกติธรรมดา อย่างนี้ ...จิตก็รับรู้กับภาวะธรรมดาในภาวะที่เป็นธรรมที่เป็นปัจจุบัน

อยู่อย่างนี้ แล้วก็ทำความแยบคาย ...ต่อไปมันจะแยบคายเข้าไปเรื่อยๆ  แยบคายในอาการของปัจจุบันธรรม อยู่ท่ามกลาง เห็น ... รู้-เห็น 

มันไม่ใช่สติที่เป็นประเภท เป็นเด่นชัดอะไรขึ้นมาหรอก ...ซึ่งแต่ก่อนมันเคยเด่นเคยชัด เคยมีความสุข เคยมีความผ่องใส มันก็กลับเป็นธรรมดา ...จืดๆ ลงมา

มันเป็นกลาง ยิ่งกลางเท่าไหร่ก็ยิ่งจืด ยิ่งจืดชืดขึ้น ...มันก็จะกลางเข้าไปเรื่อยๆ นั่นแหละ จนกว่ามันจะเห็นโดยรอบในปัจจุบันธรรม    


โยม –  โยมรู้สึกว่าเวลามันมาอยู่ตรงนี้ปุ๊บ เราจะรู้เลยว่า คำว่าปัจจุบันขณะนั้นคืออะไร  เพราะว่ามันไม่อยู่ข้างหน้าข้างหลัง มันอยู่ตรงนี้ แค่ตรงนี้  

พระอาจารย์ –  อือ นั่นน่ะคือมรรค นั่นน่ะคือทางเดิน ถือว่าจิตมันดำเนินอยู่ในองค์มรรค  เหมือนกับมันไม่ได้ไปซ้ายไปขวา มันดูเหมือนอยู่กับที่ แต่มันเดิน...เดินอยู่ในองค์มรรค  ถึงเรียกว่าจิตอยู่ในองค์มรรค

เพราะนั้นระหว่างที่เดินอยู่ในองค์มรรค เดินอย่างนี้ มันก็จะเกิดความรู้เห็นตรง ชัด ชัดเจน ...มันไม่ได้ชัดเจนอะไรหรอก  มันเข้าใจชัดเจน...ในตัวของมันเอง 

ว่าไม่มีอะไร ...เกิดขึ้นแล้วก็ดับ แล้วก็ผ่านไป แล้วก็ไม่มีอะไร ...มันจะเรียนรู้กับคำว่าไม่มีอะไรในนั้น ในสิ่งที่อยู่ตรงนั้น สิ่งที่เห็น ไม่ว่าอะไร เพราะไม่มีอะไรในนั้น

เกิด - ดับ แล้วก็ผ่านไป ตัวมันก็ดับไปด้วยความสงบ ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ด้วยความสงบ เกิดขึ้นก็เกิดด้วยความสงบ ตั้งมั่น เป็นกลาง แล้วก็ไม่มีอะไร

นั่น ให้สังเกตความไม่มีอะไรในตัวของมัน แยบคายถึงความไม่มีอะไรในปัจจุบันธรรมที่ปรากฏ หรือสภาวะที่เรียกว่าว่าง ว่างจากตัวตน ไม่มีอะไรในนั้น 

เช่น ไม่มีอะไรในกาย ไม่มีอะไรในจิต ไม่มีอะไรในธรรม แล้วก็ไม่มีอะไรในเวทนา ...รู้มั้ย เห็นมั้ย กาย มันตั้งอยู่


โยม –  แล้วมันก็เปลี่ยน   

พระอาจารย์ –  เปลี่ยน - ไม่เปลี่ยน ไม่สำคัญ ...ในความเปลี่ยน ในความไม่เปลี่ยน มันมีอะไรมั้ย มันบอกมั้ยว่ามันเป็นอะไรมั้ย


โยม –  มันไม่มีอะไร

พระอาจารย์ –  ก็บอกไม่มีอะไรไง เข้าใจมั้ย ไม่มีความเป็นสัตว์ ไม่มีความเป็นบุคคล ...คือความว่าง คือความว่างจากตัวตน คือความไม่มีอะไรในกาย เข้าใจมั้ย  

การตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่อย่างไม่มีอะไร เกิดก็เกิดด้วยความไม่มีอะไร เวลาดับไปก็ดับแบบไม่มีอะไร นะ ...แยบคายตรงนี้  แล้วก็รู้ด้วย...ไม่มีอะไร 

มันจะเข้าไปเห็นความไม่มีตัวตนของทุกสิ่ง ไม่มีอะไรในกาย ในตัวนี้ ... รู้ตัว ดูตัว มันมี...เหมือนมีอยู่ แต่ในความมีนั้น มีอะไรมั้ย


โยม –  ไม่มีเจ้าค่ะ  

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ หาความเป็นสัตว์เป็นบุคคลในนี้ได้มั้ย   

โยม –  ไม่มี

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละ เขาเรียกว่าเห็นกายในกาย ...ในกายมันมีอะไรมั้ย มันมีความหมายอะไรในนี้มั้ย  นั่นแหละเขาเรียกว่าเห็นกายในกาย 

เหมือนกับจิต ความคิด  มันดูขึ้นๆ ลงๆ มันดูมาก มันดูเป็นเรื่อง มันดูมีเรื่อง ...แต่ในเรื่องในความคิดน่ะมีอะไรมั้ย ในตัวของมันเองนี่ มันมีใครเป็นเจ้าของมันมั้ย มันมีตัว มันมีชีวิตมั้ย มันบอกมั้ยว่ามันคืออะไร นั่นแหละเห็นจิตในจิต

ธรรม ...เสียง รูป กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ทั้งหมดที่มากระทบ  เสียงคืออะไร มีอะไรในเสียง ...มันอาจจะเป็นเสียงดีเสียงร้าย เสียงถูกเสียงผิด เสียงดังเสียงค่อยเสียงเบา มีเรื่องราวในความหมายในเสียงที่เขาพูดออกมาด้วยสัญญาอารมณ์ 

แต่ความเป็นเสียงจริงๆ ในนั้นน่ะ มันมีตัวตนมั้ย  มันเป็นสัตว์เป็นบุคคลมั้ย มันก็มีเจตนาร้ายเจตนาดีในความเป็นเสียงนั้นมั้ย ...นี่ ก็จะเห็นธรรมในธรรม

แยบคายไปเรื่อยๆ จนเห็น จนถึงเห็นเวทนาในเวทนา เวทนา ทั้งเวทนาทางกาย เวทนาทางความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ มันก็เป็นแค่อาการ ก้อนหนึ่ง กลมหนึ่ง 

มีอะไรในก้อนนี้มั้ย มีความเป็นสัตว์ มีความเป็นชีวิต มีความเป็นบุคคล หรือมันหมายความในตัวของมันเองว่าอย่างไรมั้ย ...จึงเรียกว่าพิจารณาเวทนาในเวทนา

นี่ จึงเรียกว่าเห็น จนทะลุในขันธ์ จนแจ้ง จนถึงเรียกว่าแจ้ง...แจ้งขันธ์ เห็นขันธ์จนแจ้ง  ว่าขันธ์น่ะไม่มีอะไร ไม่มีอะไรในขันธ์ ...จนมันก็จะเข้าใจว่าไม่มีเราในขันธ์ ไม่มีขันธ์ในเรา 

มันก็จะทำลายความเป็นตัวเป็นตน ทั้งความเป็นเจ้าของจับจอง หรือความที่ว่าตัวมันจะมาจับจองทางความรู้สึกของเรา ...ก็จะหมด...หมดจากความเป็นสัตว์และบุคคล

ให้ทัน...ขณะแรกของการเกิดขึ้นของขันธ์  เพราะว่าขณะแรกของการเกิดขึ้นของขันธ์ มันจะมีสองขันธ์ปรากฏในขณะนั้น หนึ่ง...ขันธ์ตามความเป็นจริง สอง...อุปาทานขันธ์ 

เพราะนั้นการที่เราเข้าไปรู้นี่ แล้วเราเห็นว่าความคิดความรู้สึกนั้นดับไปทันทีนี่  ตรงนี้เป็นการเรียนรู้...เรียนรู้ถึงความไม่มีตัวตนของขันธ์ในลักษณะหนึ่ง

จนมันเห็นขันธ์นั้นน่ะ ไม่มีตัวไม่มีตนบ่อยๆ ...ต่อไปก็จะไม่สนใจเลย มันจะขึ้น มันจะไม่ขึ้น มันจะคิด มันจะไม่คิด มันจะมีอะไร มันจะไม่มีอะไร ...อาการของขันธ์ก็จะเป็นอิสระอีกทีหนึ่ง ตอนนี้จะเหลือแต่ขันธ์เปล่าๆ

แต่ตอนนี้ขันธ์ยังไม่เปล่า ...ก็ต้องไปเรียนรู้ในการเท่าทันก่อน  แล้วก็จะเห็นขันธ์นั้นดับไป ...ก็ดูเหมือนมันว่าง ดูเหมือนมันดับ เข้าใจมั้ย 

เพราะนั้นให้ระวังเท่าทัน ให้สังเกตแยบคายตรงที่มันดับ ...อย่าไปอยู่ที่ดับ เพราะมันอยู่ไม่ได้นานหรอกดับ  แต่ถ้าไปพอใจในภาวะดับ มันจะเข้าไปแช่ หรือว่าเข้าไปติดภาวะอรูปอีกทีนึง นะ

เพราะนั้นก็กลับมาอยู่ที่ฐานรู้กับกาย...รู้ตัว แล้วก็ปล่อยมัน ...จะขึ้นมาก็ให้รู้ทัน แล้วก็อยู่กับความรู้เท่าทัน อย่างนี้ จนกว่ามันจะเข้าใจ เห็นความดับไปของขันธ์แต่ละขันธ์ที่ปรากฏนี่ 

โดยความดับไปนี่...ด้วยเห็นถึงความไม่มีอะไรในนั้น ...เวลามันเกิด เวลามันดับ เวลามันดับมันก็ไม่ได้อวดตัว ร้องขอ หรือมันแสดงปฏิกิริยาเป็นสุขเป็นทุกข์ในตัวของมันเอง อย่างนี้

มันก็จะเข้าไปเรียนรู้ความเป็นอนัตตาของอาการของขันธ์ ก็ไม่ใช่เรา ก็ไม่ใช่ของเรา อย่างนี้ ...จนกว่าจิตมันจะเข้าใจ แจ้งในขันธ์ จนยอมรับ เมื่อนั้นแหละ เราจะอยู่กับขันธ์โดยที่ไม่เป็นทุกข์กับขันธ์

เพราะนั้นมันไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ด้วยความดับ ความว่าง หรือความไม่มีอะไรผุดโผล่ขึ้นมานะ แต่ว่ามันจะผุด มันจะโผล่ มันจะมี มันจะยืด มันจะยาว มันจะปรุงหรือไม่ปรุง ...มันจะไม่มีการเข้าไปหมายเอา 

นี่มันหมายถึงจิตที่เข้าใจแล้วนะ ...มันก็ปล่อยเป็นเรื่องของขันธ์ล้วนๆ ที่เขาดำเนินไป คิดก็ได้ นึกถึงมันก็ได้ มีอารมณ์บวกลบกับมันก็ได้ แล้วก็ดับของมันไปเอง

นี่ ภาวะจิตมันจะถอนออกจากตัณหาอุปาทานแล้ว ก็จะปล่อยให้ขันธ์เขาเป็นธรรมชาติของมันเอง ล้วนๆ

แต่ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นี่ ...เราต้องเท่าทันอาการของขันธ์ก่อน แล้วเห็นความดับไปอยู่บ่อยๆ ดับไปทั้งสองอย่าง ทั้งอุปาทาน ทั้งขันธ์ ... แล้วต่อไปมันจะเหลือแต่ว่าดับแต่อุปาทาน ...ขันธ์ไม่ดับ 

เหมือนกับกายนี่ เห็นมั้ย  พอเราไม่ไปยุ่งกับกาย มันก็อยู่ ใช่มั้ย  กายไม่ดับนะ ...แล้วอะไรมันดับล่ะ อะไรมันดับจากกายล่ะ อย่างนี้

มันมีกายอยู่นะ ...แต่ว่าเวลาเราจะเข้าไปยุ่งกับกายหรือว่าเข้าไปหมายในกายนี่ มันจะทันตรงนั้น เห็นมั้ย เห็นความดับไปตรงนั้นมั้ย  นั่นน่ะคืออุปาทาน ...แต่ตัวกายไม่ดับ

แต่พอเราจะไปบอกว่ามันเป็นกายตัวนี้ จะไปบอกว่ามันเป็นแขน จะไปบอกว่ามันนั่งนี่ ...ถ้าทันแล้วจะดับ... คำว่าแขน คำว่าขาคำว่าหน้าตา คำว่านี่คืออะไรโดยสมมุติโดยบัญญัตินี่ 

พอมีอาการนี้แล้วเรารู้ทัน ให้สังเกต...พอเรารู้ทันอาการทางนามที่เข้าไปประกอบกับรูป...ตรงนี้จะดับ ...แต่กายก็ดูเหมือนมีอยู่ ก็มีอาการตึงๆ ไหวๆ ไม่มีภาษา เงียบๆ ก็มีเงียบๆ ของมันไป

เห็นความเงียบในขันธ์มั้ย เห็นความเงียบในกายมั้ย มันเป็นก้อนอะไรไม่รู้ ...แต่พอเราบอกว่าเรากำลังนั่งปั๊บนี่ นี่เป็นการเข้าไปหมายในขันธ์แล้ว สมมุติบัญญัติหรือความเห็นจะเข้ามาตีค่าขึ้นมา เกิดความหมายมั่นแล้ว

เพราะนั้นถ้าสติมันอยู่รู้เท่าทันก็จะ พั้บ อาการที่บอกว่านั่งนอนยืนเดินก็ดับ แขนขาก็ดับ มือเท้าก็ดับ ความหมายมันก็ดับ ...แต่ก็มี เห็นอยู่ รู้อยู่ รู้สึกอยู่ ถึงมือถึงเท้า ถึงแขนถึงขา แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร 

เนี่ย เห็นมั้ย กายมันดับ อย่างนี้เรียกว่ากายดับ แต่ว่ากายจริงก็ไม่ดับ ...ให้แยบคายลงไป  นี่แหละคือมันจะเข้าไปดับอุปาทานขันธ์ ...แล้วก็จะเห็น  

ถ้ามันดับแล้วอยู่กับความสงบ ...สงบในที่นี้หมายความว่าไม่มีคำพูด  ใจนะไม่มีคำพูดกับกายนี้เลย ก็จะเห็นกายเงียบๆ  พอเห็นกายเงียบๆ ปุ๊บนี่ เราจะเริ่มเห็นความเป็นจริงของกายที่แท้จริง 

นั่นแหละเรียกว่า กายสักแต่ว่ากาย รูปสักแต่ว่ารูป คือภาวะนี้ ...ก็เข้าไปทำความหมายที่แท้จริงของกาย  ใจจะเข้าไปทำความรู้ตรงที่สุดกับกาย...ด้วยภาวะนี้ คือไม่มีคำพูดทั้งสองอย่าง 

มันจะต้องอยู่ในภาวะอย่างนี้ มันจึงจะเข้าไปเห็นกายในกาย ... เข้าไปเห็นว่า กายไม่มีความหมาย ไม่มีตัวไม่มีตนในนั้น ... จึงจะเห็นความไม่มีในความมี เห็นความดับในการเกิดอยู่ 

คือไม่มี...ในอาการที่แม้แต่จะมี ก็ไม่รู้ว่าอะไรในนั้น ... นี่ ถึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เข้าใจมั้ย ตรงนี้มันจะเข้าไปลบล้างความเห็นผิดในความหมายถึงอัตตาหรือความเป็นตัวเป็นตน

รู้ไปอย่างนี้ เอาแค่กายตัวเดียวนี่แหละ แจ้งหมด ...มันจะแจ้งต่อเนื่องไปทุกเรื่องน่ะ ความหมายของจิต ของธรรม ของเวทนา ก็เหมือนกัน มันกลายเป็นเหลือแต่ว่า...สักแต่ว่ากาย สักแต่ว่าจิต สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่าเวทนา

มันจะเงียบขึ้นไปเรื่อยๆ บอกแล้วว่า กายวิเวก จิตวิเวก แล้วก็วิสุทธิ...ปรมัตถวิเวก 

เราจะต้องอยู่ในภาวะที่เรียกว่ากายวิเวกกับจิตวิเวก ...คือไม่ใช่มาอยู่ป่านะ ...  แต่กายมันวิเวกอยู่แล้วใช่มั้ย กายมันวิเวกยังไง คือมันสงบในตัวของมันเองอยู่แล้ว มันไม่มีคำพูด อย่างนี้ 

ความหมายของกายนี่ รวมหมดทั้งเวทนาจิตธรรมเลยนะ ...ไม่ได้พูดว่ารูปอย่างเดียวนะ ในความเป็นเวทนา จิต ธรรม มันก็เป็นความสงบตั้งมั่นในตัวของมันเองอยู่แล้ว 

คือมันเป็นกลาง มันไม่มีชีวิตจิตใจ ว่ามันดีว่ามันร้าย ว่ามันถูก ว่ามันผิด ใช่มั้ย


โยม –  ใช่ค่ะ  

พระอาจารย์ –  ความคิดก็ตาม เสียงก็ตาม รูปก็ตาม กลิ่นก็ตาม มันเกิดขึ้นของมันเองน่ะ ...เราไปพอใจ-ไม่พอใจมันทีหลังเอาเอง 

แต่ในตัวของมัน ...มันมีเจตนาจะให้เราพอใจมั้ย มันมีเจตนาจะให้เราเสียใจกับมันมั้ย...ไม่มีนะ เห็นมั้ย  เพราะนั้นมันก็ปรากฏด้วยความเงียบๆ ในตัวมันเอง ด้วยเหตุปัจจัยอย่างนั้นอย่างนี้

เหมือนกันกับที่เราดูกายเห็นกาย ในลักษณะรู้เงียบๆ เห็นเงียบๆ เห็นกายเงียบๆ นี่  ใจก็จะเงียบลงไปเรื่อยๆ ...ให้เงียบ อย่าออกไปว่า อย่าไปว่ากับมัน อย่าไปว่าว่ามันอะไร 

อยู่อย่างนี้ ...เห็นตรงลงในปัจจุบัน เห็นกายลงในปัจจุบัน  แล้วก็รวมลงอยู่แค่นี้ ด้วยความสงบวิเวก กายวิเวกจิตวิเวกกับปัจจุบันของกาย ...ตรงนี้มันจะเงียบ ไม่มีอะไรเลย

มันจึงจะเห็นความไม่มีตัวตนชัดเจน  แล้วมันจะ..."อ๋อ" ไปตามลำดับเอง ...มันจะ "อ๋อ" เข้าไป "อ๋อ" เข้าไป 



(ต่อแทร็ก 4/13 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น