พระอาจารย์
4/13 (540526)
26 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจาก แทร็ก 4/13 ช่วง 1
อย่างเหมือนกับเรามองเห็นภาพอย่างนี้
มองเห็น เฉยๆ นะ ไม่มีความรู้สึกอะไรกับมัน ... ตัวมันบอกมั้ยมันเป็นอะไร
เขาเรียกว่าอะไร ...เราเรียกไปเอง จิตเราว่าเองนะ
ภาพนี่ไม่เคยบอกเลยว่าเป็นอะไร
ภาพไม่เคยเป็นสุข ภาพไม่เคยเป็นทุกข์ มันตั้งอยู่ตามเหตุและปัจจัย
ตัวมันยังไม่รู้เลยมันเป็นต้นไม้ ตัวมันยังไม่รู้เลยว่ามันสูงมันต่ำ
มันเขียวมันขาว...มันไม่รู้หรอก
มันเป็นธรรมชาติที่ปรากฏอยู่ ตั้งอยู่ตามเหตุปัจจัย เห็นมั้ย สงบเงียบนะ ไม่มีคำพูดใดๆ เกิดขึ้น ...แล้วจิตปุ๊บนี่ พอรู้เงียบๆ เห็นปุ๊บ
มันก็เหมือนไม่มีอะไร เป็นหนึ่งเดียวกันเลย
แต่ถ้ามีอะไรในใจ คือ “เรา” ปรากฏขึ้น
ด้วยความหมายใดความหมายหนึ่ง หรือเป็นแค่ผู้รู้ผู้เห็นนี่
ผู้รู้ผู้เห็นในภาพที่เห็น ปุ๊บ มันจะเข้าไปหาความหมาย ออกไปหาความหมาย นี่
ตัวตนของใจปรากฏ ปุ๊บ มันจะมี
แต่ถ้าเมื่อใดขณะที่รู้อยู่
แล้วก็เงียบ ทั้งสองฝ่าย จนกลมกลืนเป็นหนึ่ง...ดูเหมือนไม่มีอะไร ไม่มีทั้งรู้
ไม่มีทั้งสิ่งที่ถูกรู้ เป็นหนึ่ง ไม่มีอะไร
แล้วมันไม่ใช่แค่ธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์อย่างนี้ ...ธรรมชาติของคน ของสัตว์ ของทุกอย่าง จะเหมือนกันหมดเลย ไม่ได้แตกต่างกันเลย ...มันจะเข้าไปร้อยรวมเป็นเรื่องเดียวคือไม่มีอะไร ...ก็เป็นหนึ่งไป
นี่ ในลักษณะนี้จะเข้าเป็นหนึ่งนะ ...ถ้าเป็นสอง คือแรกๆ เราจะให้เป็นคู่ใช่มั้ย รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ แต่ต่อไปนี่
ถ้าออกเป็นสองนี่เมื่อไหร่ หมายความว่ามีตัว
โยม – อีกทีเจ้าค่ะ งง
พระอาจารย์ – (หัวเราะ)
ถ้าออกมาเป็นผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นน่ะเป็นตัวตน
โยม – อ๋อ ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ...แต่ปกติเวลาเราเห็น เราก็เห็นสิ่งที่ถูกรู้
พระอาจารย์ – ใช่ แน่นอน
เพราะตัวมันยังมีภพ ...รู้มันยังเป็นภพอยู่
โยม – แต่ไอ้ตรงนี้มันไม่มี
พระอาจารย์ – ไม่มี จะไม่มีทั้งรู้และสิ่งที่ถูกรู้
มันอันเดียวกัน มันจะเป็นอันเดียวกัน ...ตรงนี้ความเป็นบุคคลของใจก็ไม่มี
แต่เมื่อใดที่เรารู้ แล้วก็รู้กายเห็นกายนี่
มันจะมีความเป็นสัตว์บุคคลอยู่ในใจ มันจะมีความเป็นบุคคลที่รู้เห็นอยู่
นั่นน่ะคือผู้รู้
แยบคายอยู่อย่างนี้ ไม่ต้องทำอะไร ให้มนสิการอยู่เช่นนี้ ไม่ต้องทำอะไร มันจะปรากฏยังไงก็ช่าง จะเห็นเป็นสองเห็นเป็นหนึ่ง
แยกไป ดูไป
คือไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์ใด ...ให้มันเห็น ให้มันเรียนรู้ไป นะ แล้วมันก็จะ "อ๋อ" ไปตามลำดับลำดา ...เอกังจิตตัง เอโกธัมโม
จิตหนึ่งธรรมหนึ่ง ภาวะนี้คือเห็นกับสิ่งที่ถูกรู้ด้วยความเป็นปัจจุบัน โดยไม่พูด
แล้วต่อไปจะเหลือแต่ธรรมหนึ่ง คือเป็นธรรม โดยธรรม จิตคือธรรม
จิตกับธรรมอันเดียวกัน อย่างนี้แหละถึงเรียกว่าธรรมหนึ่ง ธรรมเอก
แต่แรกๆ
เราจะต้องเห็นจิตหนึ่งธรรมหนึ่งในปัจจุบันโดยไม่พูด นี่คือมรรค ...แล้วจนถึงที่สุดของมรรคเมื่อไหร่
พวกนี้จะรวมตัวกันเป็นหนึ่ง สู่ความไม่มี...ไม่มีคำว่าแบ่งแยก
แม้แต่สิ่งที่ถูกรู้กับรู้ ก็อยู่ในภาวะเดียวกันคืออนัตตา นั่นล่ะธรรมหนึ่งธรรมเอก...ก็พระอรหันต์ ก็หมดแล้ว หมดความเป็นสัตว์บุคคล ทั้งขันธ์ ในขันธ์ แล้วก็ทั้งในตัวผู้ที่รู้ขันธ์เห็นขันธ์คือใจ
แม้ขณะนี้เราจะหาความเป็นตัวตนของผู้รู้หรือใจไม่ชัดเจนก็ตาม ...แต่ว่านั่นแหละ เมื่อไรที่มีอาการสอง นั่นน่ะ คือความเป็นบุคคลของใจ
แล้วก็มาเรียน...เอาความเป็นบุคคลผู้รู้
หรือใจรู้ของใจนี่ มาเรียนรู้ความไม่เป็นสัตว์และบุคคล...กับขันธ์ก่อน เรื่อยๆ จนมันแจ้ง
จนมันชัด
แล้วมันค่อยย้อนกลับมาทำลายตัวของมันเอง คือความเป็น "ผู้" ความเป็นสัตว์และบุคคลในตัวใจ หรืออัตตาอุปาทาน คือตัวตนที่แท้จริง
ก็จะมาลบตัวตนที่แท้จริง
เพราะนั้นในลักษณะนี้ ไม่เครียดเลย
เครียดไม่ได้ จะไม่เครียด จะสมูธ เป็นกลาง อยู่กับความเป็นกลาง กลางจนบางทีมันหาเราไม่เจอ
ดูเหมือนหายไปไหนวะ
แต่ว่ามันก็ยังมาได้...แต่เป็นพักๆ แค่นั้นเอง เพราะมันยังไม่แจ้ง ยังไม่แจ้ง ...เอาจนกว่ามันจะแจ้ง แล้วไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีการเกิด จะไม่มีการเกิดอีก
แต่ตอนนี้มันยังกลับมาเกิดอีก ...มีการเกิด มีการเกิดขึ้น มีการตั้งอยู่ มันก็เข้า-ออกๆ อยู่ พอมีอาการเกิดเป็นตัวรู้หรือว่ามีผู้รู้ขึ้นมาปั๊บ หรือว่าเราไปตั้งใจจะให้มันรู้ปั๊บ หรือว่าจะให้มันรู้นานๆ
ปั๊บ ...เกิดแล้วๆ
ก็มาเรียนรู้ว่า...แม้จะว่าไม่ทุกข์ แต่มันก็ทุกข์ในตัวของมันเองน่ะ ... เห็นมั้ย
มันทำไมยังต้องมารู้กับเสียง ต้องมารู้กับกลิ่น ทำไมต้องมารู้กับรส
ก็ถ้าไม่รู้ไม่ได้รึไง ถ้าไม่มีใครรู้เลย ไม่ดีกว่ารึไง
เห็นมั้ย
ตัวมันที่เป็นทุกข์...ของใจนะ เพราะมีใจน่ะมันถึงไปรับรู้ ...อยู่อย่างนี้แหละ ดู กลางไปเรื่อยๆ แล้วก็เรียนรู้
แล้วก็แยบคาย ถี่ถ้วน ทบทวนกลับมา ในของสองสิ่งนี้ก่อน จนเหลือเป็นธรรมหนึ่ง
โยม – ที่พระอาจารย์บอกให้ทบทวนก็คือ
พระอาจารย์ – แยบคาย
โยม – คือไม่ใช่ความคิด
ถ้าเราไปคิดเมื่อไหร่เจ๊งเลย
พระอาจารย์ – ใช่ เขาเรียกว่า "โยนิโสมนสิการ" ซึ่งไม่ได้คิดโดยจิตหรือจินตามยปัญญา หรือจินตนาการด้วยความคิด
แรกๆ
พอบอกว่าพิจารณา พวกเราก็เข้าใจว่าจะเป็นการคิด หรือว่าคิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา
หรือว่าคิดเป็นเหตุเป็นผล จึึงเรียกว่าการพิจารณา
แต่ต่อไปจะเข้าใจว่าการพิจารณาไม่ใช่พิจารณาในลักษณะนี้ แต่ด้วยการโยนิโสมนสิการ คือแยบคาย สำเหนียก สังเกต ถี่ถ้วนลงไป แค่นั้นเอง ...คือหยั่ง กลับมาหยั่ง แยกแยะ จำแนก แค่นั้นน่ะ...ไม่ต้องคิด
พอเริ่มคิด
เริ่มจะไหลไปกับความคิดหรือเริ่มหาเหตุหาผลกับมัน
หรือเริ่มจะไปจดจ่อแล้วก็มีความเห็นความอะไร ให้กลับมารู้ตัวเลย ทิ้งเลย
ทิ้งอาการนั้นเลย ...ถือว่ามันจะส่งออกแล้ว มันจะเริ่มออกไปหาภพนอกแล้ว
มันเป็นภพที่นอกใจนะ ...เพราะนั้นตอนโยนิโส มันจะโยนิโสเข้ามาเห็นทำลายภพในใจ คือที่เหตุแรกของการเกิด...มันอยู่ที่ตรงนี้ อยู่ที่ใจ อยู่ที่ผู้ที่เห็นผู้ที่รู้ มันก็แยบคายอยู่ภายใน
มันจะละเอียดไปเรื่อยๆ
จะละเอียดอ่อนไปเรื่อยๆ เบาบางลงไปเรื่อยๆ ยิ่งบางมันก็เหมือนกับมันเบาบางเหมือนกับแผ่นน้ำแข็งบางๆ น่ะ
แตะนิดแตะหน่อยก็แตก ...มันละเอียด
เข้าไปยุ่งเข้าไปอะไรกับมันปั๊บ แตกเป๊าะเลย...เสียหายหมด ภาวะเป็นกลางสูญเสียสมดุลไปหมด ...แล้วมันจะต้องอาศัยกายวิเวกนี่
แล้วก็หยั่งลงด้วยอาการเห็น แยบคายด้วยอาการเห็น ...มันเปราะ ประณีต
เพราะนั้นมันจะสงบในตัวของมัน มากขึ้นๆ ไป ยิ่งสงบเท่าไหร่มันก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น
เป็นสัมมาสมาธิที่ดิ่งลงไปที่ฐานที่ใจ รู้ล้วนๆ เลย รู้ล้วนๆ จะไม่มีคำพูดใดๆ
ออกมา
เข้าไปสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของใจมากขึ้น
ไม่มีใครว่า ไม่มีใครพูด ...แล้วมันเข้าไปละความปรุง ดับความปรุงหรือว่า
เข้าไปเห็นปัจจยาของสังขารา...ความปรุง ความอยากปรุง พั้บๆๆ
มันจะเงียบลงไปเรื่อยๆ
จางคลายลงไป เบาบาง ...ความทะยานของใจก็เท่าทัน ยิ่งเท่าทันก็ยิ่งสงบระงับ
เกิดความระงับ สงบระงับ ...สงบเพราะระงับ ระงับการปรุง
ไม่ใช่ทำให้สงบ
แต่สงบเพราะสงบระงับ ...คือไม่ใช่ว่าทำให้สงบด้วยการหาการทำ อันนั้นมันเด็กๆ หรืออุบาย ...แต่ว่านี่คือความสงบในตัวของมันเอง
เกิดจากใจที่ระงับการปรุง หรือว่าเท่าทันการปรุง มันก็ระงับ
ความสงบระงับก็เกิดขึ้น ...ตรงนั้นถึงเรียกว่าสันติ จิตสันติ
จะเริ่มเข้าสู่ความเป็นสันติ คือความเป็นใจยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น เด่นชัดขึ้น
ว่าเป็นใจล้วนๆ มากขึ้น ...ความเป็นสัตว์ความเป็นบุคคลมันก็จะบางเบาลงไปเรื่อยๆ
แต่พอเสียสมดุลปุ๊บ มันก็จะเข้าไปเป็น นี่ ชัดเจนขึ้นมา...ชัดเจนกับอะไรที่ขึ้นมา มันจะเข้าไปชัดเจนกับที่มันขึ้นมา
ความเป็นผู้รู้ผู้เห็นก็ชัดขึ้นมา ภาวะภพมันก็เกิดขึ้น
แค่นั้นเองน่ะ ภาวะใจ
เรียนรู้อยู่แค่นี้ ไม่เห็นทำอะไรเลย สำเหนียก โดยไม่อาศัยความคิดแม้แต่นิดเดียว
แยบคายอย่างเดียว มนสิการ ด้วยโอปนยิโก น้อมกลับเข้าภายใน ...รู้
รู้มันก็เป็นรู้จริงๆ ความรู้ก็จริงขึ้น ตัวรู้ก็จริงขึ้น ผู้รู้ก็ห่างออกไป
น้อยลงไป ...แต่รู้จริงมากขึ้น คือเป็นแค่ธาตุรู้มากขึ้น เป็นแค่ธรรมชาติรู้เฉยๆ
แต่ก่อนเวลาเราเริ่มต้น ผู้รู้จะชัด
แต่มันจะเป็นรู้ที่เป็นอัตตาตัวตน
โยม – เจ้าค่ะ เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยเห็น
แทบไม่เห็นแล้วค่ะ
พระอาจารย์ – ต่อไปมันจะเป็นรู้บางๆ รู้เบาๆ รู้นิดเดียว
บอกให้เลย ธรรมชาติของใจจริงๆ นิดเดียว...ที่พอจะให้จับต้อง หรือว่าให้พอมาระลึกในขันธ์เท่านั้นเอง
แต่พอสุดท้ายทำลายภพมันได้ มันก็เซมๆ ...ไม่เห็นจะต้องรู้อะไร ทุกอย่างคืนสู่ธรรมชาติเดิมหมด
ใจก็คืนสู่ธรรมชาติเดิม ขันธ์ก็คือธรรมชาติของขันธ์
คืออันเดียว เป็นอันเดียวกันหมด เข้าสู่จุดเริ่มต้น สูงสุดคือจุดเริ่มต้น...ที่ไหนเกิดที่นั่นดับ นี่
มันจะเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการตั้งขันธ์ขึ้นมา
จากนั้นไปก็เหลือแต่ซากน่ะ อยู่กับซาก
จะไม่ไปหือไปอือกับซาก...ซากคนเป็น
โยม – เวลานี้โยมเห็นแต่ว่า
บางวันมันก็อยากเอาความสงบ มันก็นั่งลงไปหาความสงบ
บางวันมันไม่ได้คิดว่าอยากเอาความสงบ มันก็นั่งดู มันก็รู้ไปเรื่อยๆ อย่างนี้
โยมไม่รู้สึกว่าโยมมีปัญหาอะไรกับมันทั้งนั้น มันจะเอายังไงก็แล้วแต่มัน
มันไม่ค่อยมีปัญหากับความคิดของตัวเองมากกว่า ว่าจะอย่างนั้นจะอย่างนี้
พระอาจารย์ – อือ ความอยาก เป็นเรื่องของความอยาก ... พอเราเริ่มคลายความอยากปุ๊บนี่
จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ก็ทำไปงั้นๆ น่ะ
ให้รู้ว่าก่อนทำ กำลังทำ หลังทำแล้วนี่
มันราบเรียบมั้ย ..ให้สังเกตดู ถ้ามันยัง...ก่อนทำ ระหว่างทำ แล้วก็ทำแล้วนี่...มี ... จนเห็นว่าก่อนทำ ระหว่างทำ ทำเสร็จแล้วไม่มีอะไร อย่างนี้ จึงจะเห็นว่า ใจที่รู้...รู้จริง
ไอ้ระหว่างทำแล้วมันมี นี่ไม่รู้จริง ...มันเข้าไปในอาการภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสงบ ประณีต ละเอียด ว่าง เบา อะไรก็ตาม มีความฟูขึ้น
เข้าไปฟูกับมันแล้ว
แต่ถ้าทำ ก่อนทำ ระหว่างทำ หลังทำ ปุ๊บนี่ อยู่ด้วยความราบเรียบ ก็ดูไป
โยม – ถ้าเกิดมันฟูแล้วเราเท่าทันมันได้มั้ยพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ได้ ถือว่าเป็นการเรียนรู้ ...แล้วมันจะเห็นว่า
เมื่อเท่าทันอาการที่ฟูบ่อยๆ แล้วมันจะรู้เลย ต่อไปเองนะ มันจะบอก...
“แล้วกูจะไปทำทำไม ก็แค่นั้น แล้วกูทำทำไม ก่อนทำกูก็เท่านี้
ระหว่างทำกูก็อยู่ที่นี่ ทำเสร็จแล้วกูก็อยู่ที่เก่า ไม่ได้ได้อะไร ไม่ได้ไปบวกไปลบไปดีไปได้มรรคได้ผลกับสงบเลย"
เพราะนั้นมันจะปฏิเสธการเข้าไปเจตนาในขันธ์มากขึ้น
เกิดการปฏิเสธ ที่จะเข้าไปร่วมหรือเข้าไปแสวงหาอะไรในขันธ์
เริ่มทิ้งสมบัติซะบ้าง
จะได้ไม่สะสมทรัพย์ภายนอก ...มันมีแต่ว่า ทำไปก็งั้นๆ น่ะ ไม่ทำก็งั้นๆ แล้วกูจะทำทำมั้ย ...มันจะละเข้าไปตรงเจตนาตรงใจ
ตรงนั้นน่ะ คือการละสังขารในขั้นหยาบ
อวิชชา ปัจจยา สังขารา นะ ...มันปัจจยาออกเป็นความเจตนา เจตนาออกมาเป็นกายวาจาจิต
นั่นแหละคือสังขาร
สังขารนี่แบ่งได้เป็นกาย วาจา จิต นี่ การกระทำ...เพราะนั้นอะไรเป็นตัวพาให้กระทำ
นั่นแหละ อวิชชา จงใจ เจตนา ...มันก็จะละการกระทำทางกายวาจาจิตด้วย เรื่อยไป
แต่มันไม่ใช่ว่านั่งนอนตายไม่ทำอะไรเลย ...ไปรู้เอาเอง ไปแยกเอาเอง มันจะแยกออกเอง ... ขันธ์ก็มี ก็ทำอะไรไป เดินไปก็ทำงานไป ...ก็ทำไปงั้นๆ
อย่างนี้ ตามเหตุปัจจัย
อย่างนั้นมันจะทำไปตามเหตุปัจจัย แต่ไม่ได้ทำด้วยอวิชชาปัจจยาสังขารออกมา
ด้วยการจงใจ หรือตัณหา ... เจตนานั่นแหละคือตัณหา
ตัวเจตนานั่นแหละ
พอเข้าไปละเว้น...ละเว้นด้วยศีล ศีลก็เริ่มบริสุทธิ์ วิสุทธิขึ้น ศีลก็จะเป็นตัวละเว้นหมด
ศีลยิ่งวิสุทธิขึ้นเท่าไหร่ ก็หมายถึงตัวนั้นจะละเว้น "เจตนา" มากขึ้นเท่านั้น
ศีลนี่...จะละเมิดศีลก็ด้วยเจตนา ศีลถูกละเมิดแล้วถ้ามีเจตนา ศีลคือตัวเจตนา
มันก็ละเว้นกับการเข้าไปอะไรกับขันธ์
นั่นแหละศีล
มันก็รักษาศีลที่ใจมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ทำไมจะต่างคนต่างอยู่กับขันธ์ไม่ได้รึไง ...มันก็ละเว้นการกระทำต่อขันธ์ หรือเข้าไปหาอะไรในขันธ์
เนี่ย มันก็อยู่ด้วยการละเว้น เนี่ย ศีล
มันจะวิสุทธิขึ้นไปเรื่อยๆ ใจก็ตั้งมั่นมากขึ้นด้วยตัวธรรมชาติของใจคือรู้เปล่าๆ
มันก็รู้เปล่าๆ มากขึ้น
แค่รู้ แค่รู้ จะรู้กับอะไร
ไม่ต้องไปสนใจในสิ่งที่ถูกรู้ ...แค่รู้กับอะไรก็ไม่รู้แล้ว ไม่อยากจะเข้าไปรู้แล้ว
ว่ามันคืออะไร หมายความว่าอะไร นี่คือปัญญาก็เห็นตามความเป็นจริงชัดเจนขึ้น
ก็มันเป็นอะไรก็เรื่องของมันเด่ะ รู้ก็ได้ ไม่รู้ก็ได้ ใช่ป่าว รู้มาก
ติดมากด้วยซ้ำ รู้มากกลับข้องมากด้วยซ้ำ...เพราะนั้นมันก็จะกลับมาต่างคนต่างอยู่ในที่อันควร
เห็นมั้ย ธรรมก็สมควรแก่ธรรม ขันธ์ก็สมควรแก่ขันธ์ เขาก็เกิดขึ้น เขาก็ตั้งอยู่
เขาก็ดับไปโดยธรรมชาติของขันธ์อยู่แล้ว ... ใจก็ควรจะอยู่ในที่ของใจ นี่
มันก็ที่ใครที่มัน เห็นมั้ย ธรรมก็สมควรแก่ธรรม
การปฏิบัติก็ต้องสมควรแก่ธรรม ...แต่พวกเราไม่ค่อยสมควรแก่ธรรม ด้วยเจตนา เข้าไปก้าวก่าย เข้าไป เหนี่ยวรั้ง ผลักดัน
ขวนขวาย แสวงหา รักษา สำรวม ประคอง อะไรก็ตาม ...นั่นแหละคือเจตนาของอวิชชาที่เข้าไปมีต่อขันธ์
มันก็จะละๆๆ ละเว้นด้วยศีล
คำว่าศีลในที่นี้ไม่ได้เป็นข้อๆ แล้ว คือการละเว้นเจตนาในทุกอาการ เนี่ย อดอยากปากแห้ง
อยู่แบบแห้งแล้งเลย อยู่แบบไม่อิ่ม ไม่มีอะไรกินน่ะ ...ไม่ให้จิตมันออกไปกินอะไรน่ะ
ธรรมก็ไม่เอา โสดาโสแด สกิทาคา อนาคา
อรหันต์ ไม่สน ไม่เอาเลย ...เพราะมันเป็นโสดาขวดโสดาปลอมทั้งนั้น มันเป็นแค่ความคิดปรุงขึ้นมาในอดีตอนาคตอันนั้นน่ะไม่มีหรอก มันก็ละ
มันก็ทิ้งไปหมด
มรรคผลไม่เอา
เพราะอะไรขึ้นมาเป็นมรรคอะไรขึ้นมาเป็นผล มันเป็นเรื่องของความคิดหมด ไม่เอาเลย
มรรคผลก็ไม่เอาแล้ว ...อยู่ตรงนี้ กับภาพที่เห็น กับเสียงที่ได้ยิน อากาศที่สัมผัส
อยู่จนไม่รู้สึกว่าอยู่น่ะ ไม่มีใครอยู่ บอกแล้วไง เห็นกายจนไม่เห็นว่ามันเป็นกายตรงไหนน่ะ ...ก็ไม่รู้จะเรียกอะไร เพราะมันไม่เคยบอก
มันก็อยู่ของมันเอง แปรปรวนของมันเอง อยู่อย่างนี้
มันจะเป็นกลางมากขึ้นๆ
ไปเรื่อยๆ ...จนหา “เรา” ไม่เจอในสามภพน่ะ หารู้ไม่เจอในสามภพ
เวลามันสงบเข้าไประงับจริงๆ จากความปรุงแต่ง ไปดูเอาเหอะ สังเกตดูเถอะ
ในสามภพนั้นไม่มี “เรา” มันเป็นอันเดียวกันหมด
(ต่อ แทร็ก 4/13 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น