วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/12



พระอาจารย์
4/12 (540524)
24 พฤษภาคม 2554



พระอาจารย์ –  ฟังธรรมเจ้าของนั่นแหละ ฟังจิตตัวเองพูด ...แล้วก็บอกให้มันเงียบๆ  

นั่นแหละ ดูอะไร รู้อะไร เงียบๆ ...ดูไป ...ความเป็นจริงก็อยู่ในความเงียบนั่นแหละ หาความเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ หาความหมายไม่ได้

ส่วนมากมันจะไม่จริงทั้งนั้น ไอ้ที่มันพูดออกมา ไอ้ที่มันปรุงออกมา ไอ้ที่มันจำได้ ...มันเป็นเรื่องที่จดจำ เป็นสมมุติบัญญัติขึ้นมา แล้วก็ไปตีค่าตีความไปตามความเชื่อความเห็นน่ะ

เพราะนั้นว่าถ้ากำหนดตั้งมั่น รู้เงียบๆ อยู่ภายใน แล้วก็ดู รับรู้ทุกสิ่ง อาการกระทบสัมผัส ...มันเป็นแค่อาการกระทบสัมผัส มันไม่ได้เป็นอะไรหรอก 

รู้อย่างนี้ ...ฝึกให้อยู่ ให้เห็น กำหนดนิ่งรู้กับทุกสิ่งที่ปรากฏกับปัจจุบันน่ะ

ก็จะเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้น ถ่ายถอนความหลงผิด ความเข้าใจผิด ว่านั่นคือนี่ นี่คือนั่น อดีตมี อนาคตมี ...มันก็จะเห็นว่าความเป็นจริงก็อยู่ตรงนี้ มันพอดีเท่าที่มีในปัจจุบัน

ให้รักษาจิตอยู่กับปัจจุบันมากๆ เอาจนไม่หลุดไม่ลอดออกไป เคลื่อนไปออกไป...ไม่เอา ให้ทัน แล้วก็กลับมาอยู่ตรง...นั่งตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น อยู่กับกาย อยู่กับผัสสะที่กระทบสัมผัสในปัจจุบันนั่นแหละ 

มันไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอก ...การปฏิบัติไม่ได้ไปไขว่คว้าหาอะไร  แต่ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน รับรู้กายเป็นหลักปัจจุบัน ...ดูไปรู้ไป 

จนเห็นกายไม่ใช่กาย มีแต่ก้อนอะไรก็ไม่รู้ อย่างนี้ แขนไม่มี ขาไม่มี ...ถ้ามันเงียบเข้าไปจริงๆ มันจะเห็น ...มันไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีตัว มันไม่มีกาย ไม่มีหัว ไม่มีหู ไม่มีหน้า ไม่มีชื่อ ไม่มีเสียงน่ะนะ...กายนี่

ดูเข้าไปรู้เข้าไปเงียบๆ มันก็จะเห็นกายตามความเป็นจริงชัดเจนขึ้น จนเห็นว่า...จะว่าเรียกว่าอะไรก็ไม่ได้ จะว่าเป็นของใครก็ไม่บอก เราก็ไม่ใช่ เป็นอะไรก็ไม่เป็น ...มันเป็นสภาวะอาการหนึ่งแค่นั้นเอง

ก็เห็นกายตรงๆ ลงไป ...เดี๋ยวนี้ก็เห็น  เพราะว่าสภาวะที่เห็นมันเป็นอะไรที่เป็นก้อน ไม่เรียกว่าแขน ไม่เรียกว่าขา ...พอมันบอกว่าแขนขาก็รู้ทัน ก็คอยสังเกต 

ให้มันเงียบ ให้มันนิ่งสงบลงไป รู้...อยู่ที่รู้เฉยๆ  รู้เฉยๆ มันก็จะเห็นอะไรที่มันตั้งอยู่ต่อหน้าเรามันไม่มีคำพูดคำจาอะไรหรอก  มันตั้งอยู่เงียบๆ เลื่อนไปไหลมา ไหลไปไหลมาอยู่อย่างนี้ ...เนี่ย เห็นกายๆ

จากนั้นก็เห็นกายเข้าไปในกาย เมื่อเห็นกายไม่ใช่กายแล้วก็จะเห็นกายในกาย  ...เห็นกายในกายคืออะไร  เห็นกายในกายคือเห็นความไม่มีตัวไม่มีตนในกาย 

ไม่เรียก ไม่มี ...ไม่มีความหมาย  เป็นเหมือนมีแต่ความว่างเปล่าในกายนั้นๆ ...มันก็เห็นกายเป็นความว่าง เห็นกายเป็นไม่มีตัวไม่มีตน เห็นกายเป็นอนัตตา ...นี่ เรียกว่าเห็นกายในกาย

เพราะนั้นว่าแค่เอากายเป็นที่ตั้งของสติสมาธิปัญญา แค่นี้ก็แจ้งได้ แจ้งหมดแหละ ...เห็นกายในกาย มันก็เห็นจิตในจิต ก็เห็นธรรมในธรรม ก็เห็นเวทนาในเวทนา... มันเหมือนกันหมดแหละ มันเป็นเรื่องเดียวกัน

เวทนามันเป็นอะไร ในเวทนาเป็นอะไร ...ถ้ามันเงียบๆ แล้วก็ดู ก็เห็นเป็นก้อนๆ หนึ่ง ในนั้นก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นอะไร คืออะไร มีความหมายอะไร นะ มันก็เห็นเวทนาในเวทนา ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล 

มันก็เห็นรวมตลอดหมดทั้ง ๔ ฐาน กาย เวทนา จิต ธรรม ...ก็เห็นว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นเช่นนี้แหละ นะ

มันก็คลายออก ไม่รู้จะไปดิ้นรนไขว่คว้าหาอะไรในความว่างเปล่า  มันมีแค่ในภาษา มันมี...แค่หมายเอาตามสมมุติและบัญญัติแค่นั้นเอง

จิตเรานี่ ด้วยความไม่รู้ ไม่เท่าทัน ไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญา มันไปหลงเอาตามบัญญัติสมมุติเป็นจริงเป็นจัง 

มันไม่สงบมองดูด้วยความแยบคาย มนสิการ โยนิโสลงไป ...เฉยๆ นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าคิด ไม่ใช่ว่าหา แค่รู้แค่เห็น เฝ้ารู้เฝ้าเห็นอยู่ตรงนี้ อยู่ในฐานของปัจจุบันกาย

ไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้ว ดูกายรู้กายๆ ดูกายเห็นกาย ดูกายรู้กาย อยู่แค่นี้แหละ ...อาการอื่นไม่ต้องไปสน อย่าไปจับปลาหลายมือ อย่าไปเอานั่นเอานี่ หานั่นทำนี่ 

มันจะสับสนวุ่นวาย ...ไปหาความรู้อะไรที่มันหลากหลาย หรือว่าคิดว่าใช่ คิดว่าถูกกว่า ...มันไม่มีอะไรถูกกว่านี้แล้ว สติปัฏฐานก็แค่รู้เท่าที่มันปรากฏ 

เพราะนั้นอะไรเกิดขึ้น...ถ้าเราไม่ออก ไม่หนี ไม่ไปหา ไม่ไปตามมันออกไป ...มันก็จะเห็นความดับไปเองเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

กายนั่นแหละ เอาให้มันแจ้ง ...ไอ้นั่งอยู่ตรงนี้ อะไรมันนั่ง ใครนั่ง มีใครนั่ง มันบอกใครนั่งมั้ย ...ดูมันลงไป แยบคายลงไป ก็เห็นว่ามันเป็นแค่สิ่งหนึ่งก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง เนี่ยเป็นธรรม 

เขาเรียกว่าเห็นกายเป็นธรรม เห็นจิตเป็นธรรม ...กายเป็นธรรม มันเป็นธรรมอันหนึ่งที่ปรากฏเท่านั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือธรรมที่ปรากฏ มีอะไรในธรรม...ไม่มี สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ คือความว่าง

ที่มันไม่เห็น มันไม่ชัด ...เพราะจิตมันหนี มันชอบหนี มันส่าย มันแส่ไปในสัตว์ในบุคคลอื่น มันส่ายมันแส่ไปในอดีตไปในอนาคต มันส่ายมันแส่ไปตามความอยากหาอยากเห็น อยากรู้ อยากได้ อยากมี อยากเป็น 

นั่นน่ะ ส่ายแส่อย่างนั้น เขาเรียกว่าจิตมันหวั่นไหว ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะ วิจิกิจฉา ...พวกนี้เป็นเหตุให้จิตไม่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันธรรม

ฝึก ...ไม่เอา ไม่ตามมัน...ไม่เอา  กลับมารู้ตัวอยู่ที่กาย รู้ตัวอยู่กับกาย นั่งอยู่ที่นั่ง เดินอยู่ที่เดิน นอนอยู่ที่นอน ขยับอยู่ที่ขยับ ...ดูมันไป รู้มันไป เอาธรรมบทเดียวนี่เอาให้แจ้ง 

เอากายเป็นธรรม เอากายเป็นที่ตั้งของสติ เอากายเป็นที่ตั้งของสมาธิ ของปัญญา ...อย่าปล่อยให้มันเผลอเพลินไป คอยสอดส่องตัวเองอยู่ ขณะนี้ เวลานี้ มันเป็นยังไง ทำอะไร มีศีลมั้ย มีสมาธิอยู่มั้ย มีปัญญามองเห็นตัวเองมั้ย 

นี่ต้องสอดส่อง มีศีลมั้ย ปกติละเว้นอยู่รึเปล่า ใจน่ะมีความเป็นปกติละเว้นการกระทำ การหา การค้นรึเปล่า  ตอนนี้มีศีลมั้ย เอ้า มีก็ดีแล้ว ก็อยู่ไป ตั้งมั่นดูมันไปด้วยสมาธิ ไม่ปรุง ไม่ส่าย ไม่แส่ ไม่หา

ก็คอยเห็นดูว่ามันส่ายมั้ย มันแส่มั้ย มันหามั้ย มันออกไปมั้ย เนี่ย มันก็มี  ตลอดทั้งวันก็รักษาศีล เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญาอยู่ตลอดเลย ...ความเพียร นี่เรียกว่าความเพียร เรียกว่า ประกอบอยู่ในองค์สามของไตรสิกขา

สำคัญคือปกติละเว้น...ต้องมี  ศีลนี่ต้องมีตลอด ด้วยความปกติละเว้น ละเว้นที่จะออกไปหาอะไรในอดีตในอนาคต ออกไปหาความรู้ความเห็นอะไรในอดีตในอนาคต ออกไปยุ่งเรื่องราวกับบุคคล สัตว์บุคคล

จิต...นี่ว่าถึงจิตถึงใจนะ ออกไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับขันธ์มั้ย ออกไปจะแก้ขันธ์มั้ย นั่น ออกไปจะทำอย่างนั้นทำอย่างนี้กับความคิดความจำ หาสร้างความคิดสร้างความจำ ...ละเว้นให้หมดในเรื่องจะไปซะ  

นี่เขาเรียกว่ารักษาศีลอยู่เป็นนิจสิน  จิตมันก็จะตั้งมั่นๆ อยู่ภายใน การเห็นทุกอย่างมันก็จะตรง...ตรง เขาตรงอยู่แล้ว แต่เราต้องประกอบจิตให้ตรงด้วยสัมมาทิฏฐิขึ้นมา

เพราะนั้นถ้าประกอบจิตให้ตรงด้วยศีลสมาธิปัญญาแล้วนี่ ธรรมน่ะไม่หนีไปไหนหรอก

ความเห็นไอ้สิ่งที่ตั้งอยู่ต่อหน้า เช่น กาย เป็นต้น เสียง รูป กลิ่น รส เป็นต้น ...พวกนี้เขาเป็นกลาง เขาเป็นธรรม เป็นความเป็นจริงๆ เป็นสัจจะอยู่แล้ว ถึงเรียกว่าเป็นทุกขสัจ ...ม่ต้องไปค้นไปหาเลย 

เพียงแต่ว่าทำจิตให้ตรง...อุชุ อุชุจาโร อุชุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ...ก็ตรงอยู่ที่ใจ ตั้งให้ตรงขึ้นมา ไม่ส่ายไม่แส่ ...ตรง ด้วยการละเว้นในการที่จะไปมา แล้วก็ด้วยความเป็นกลาง ...ก็รักษาอยู่ที่ความเป็นกลางในปัจจุบัน

ไม่ต้องกลัวหรอกว่ามันจะไม่แจ้ง มันไม่แจ้งเพราะมันทำไม่ต่อเนื่อง มันไม่แจ้งเพราะมันมัวแต่ไปหาในอดีตอนาคต มันไม่แจ้งเพราะมันไม่เอาจริง มันไปเชื่ออันอื่น 

ไปเชื่อความเห็นอื่น ไปเชื่อคำพูดคนอื่น ไปเชื่อความเห็นของตัวเองอันอื่น ...มันก็เลยออกนอกมรรคนอกทาง ส่ายแส่ไปมา โดยไปหวังผลแบบนั้น หวังผลอย่างนี้ มันจะไปแจ้งได้ยังไง

ไล่จิตกลับมาให้มันตรงอยู่กับปัจจุบัน ตรงอยู่กับกาย ตรงกายตรงจิต ...เมื่อตรงแล้วก็อยู่อย่างนั้น ไม่หนีไปไหน ...ไม่ใช่ของยากหรอก 

อย่าไปทำจิตให้มันยาก ด้วยความคิด ด้วยการตามความคิด ด้วยการตามความเห็น... มันยากไปหมดแหละ สงสัยไปหมด จับต้องอะไรก็สงสัยไปหมด มีแต่สงสัย  ได้อะไร เห็นอะไรขึ้นมาก็สงสัย

มันเป็นอะไรให้สงสัย ...มันไม่เป็นอะไร ไปสงสัยอะไรกับมัน  ...มันก็เป็นแค่อาการหนึ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าสภาวธรรมที่มันเคยรู้เคยเห็น หรือว่าสภาวธรรมที่มันละเอียดประณีต หรืออะไรก็ตามที่เราเคยว่าดีเคยว่าร้ายอะไรกับมันก็ตาม 

จะไปสงสัยอะไรกับมัน มันไม่มีอะไรให้น่าสงสัย เพราะมันไม่มีอะไร ...ไอ้ที่สงสัยก็คือคิดออกไป ไหลออกไป ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ...อยากทั้งนั้นแหละ เป็นเรื่องของความอยาก 

ก็ไม่สงสัย ...เมื่อไม่สงสัยมันก็หยุด ตรงอยู่กับปัจจุบัน กายอย่างไรใจอย่างนั้น อารมณ์ยังไงใจยังงั้น  ...ตรงลงไปในปัจจุบัน ไม่ท้อไม่ถอย ไม่ต้องถามหาเร็วหาช้า เวลาไหนวันไหน

เอาแค่ตรงนั้นแหละ ตรงที่อยู่ตรงนี้ ตรงปัจจุบันนี้แหละ ...ของที่เคยว่ายากก็จะเป็นของง่าย ของเคยว่ามองไม่เห็น มองไม่ชัด ไม่เข้าใจอะไร ...ก็จะเข้าใจด้วยปัจจัตตังจำเพาะใจดวงนั้นน่ะ ...มันยอมรับๆๆ 

ยอมรับขึ้นไป ...เมื่อยิ่งยอมรับเท่าไหร่ มันยิ่งเบา มันยิ่งสบาย ไม่เห็นมีอะไรไปติดไปข้องไปเกี่ยวไปเกาะ หรือว่ามีอะไรสิ่งใดให้น่าเกี่ยวน่าติดน่าข้องตรงไหน ...เนี่ย มันก็เบา คลายออก จางออก วางออกไป 

ก็ต่างคนต่างจริง ใจก็จริง สิ่งที่ปรากฏอยู่ก็จริง จริงหมดเลย...แต่ในความจริงนั้น ไม่มีอะไร ...นั่นแหละ มันจะไม่เบายังไง มันก็อิสระ ออกจากโลก ออกจากขันธ์ จนถึงขันธ์นี่มันดับ

ขันธ์นี่ ขันธ์ห้านี่ดับเลย  ... มันดับยังไง  มันดับ...อุปาทานขันธ์ห้าน่ะมันดับ ...แต่ขันธ์ธรรมชาติมันก็ปรากฏของมันอย่างนี้  

แต่ว่าไอ้ที่ดับไปน่ะคืออุปาทานขันธ์...คือความหลงผิด มัวเมา ด้วยความคิดต่างๆ นานา  มันดับ ดับแบบไม่เหลือเยื่อ สิ้นเยื่อสิ้นใยไปเลย หรือว่ามันขาดสิ้นจากอุปาทานขันธ์

เพราะมันเข้าใจ เพราะมันแจ้งแล้วว่าไม่มีอะไรในขันธ์ห้า มันไม่มีอะไรในขันธ์ห้าเลย จะไปเอาอะไรกับมัน หือ มันไม่มีอะไร 

ตัวมันยังไม่รู้เลยว่ามันเป็นอะไร ...จะไปจริงจังอะไรกับมันนักหนา ไปนั่งกอดนอนรับความเสี่ยงอะไรกับมัน ไปผูกไปพัน ไปเกาะไปเกี่ยว ไปติดไปข้องอะไร

แต่เบื้องต้นนี่ ต้องให้ข้องกับศีลสมาธิปัญญาก่อน ข้องไว้เยอะๆ เกี่ยวไว้เยอะๆ ...อย่าไปเกี่ยวขันธ์ อย่าไปข้องกับขันธ์ แต่ให้ข้องกับศีลสมาธิปัญญา 

จะติดจะเพ่ง ใครจะว่ายังไงไม่สนน่ะ ให้อยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญา คือปกติ ละเว้น ตั้งมั่น และก็เป็นกลางในปัจจุบัน แค่นี้แหละ ให้ข้องไว้เยอะๆ

ใครจะว่าติด ใครจะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็ชั่งมัน ... ให้มีมากไว้แหละ  เพราะมันมีแต่ขาด ไม่มีเกินสักที ...เอาให้มันเกินไปก่อนค่อยว่ากัน ไอ้นี่มันมีแต่ขาด 

มันไปข้องไปแวะ ไปจดไปจ่ออยู่กับความไม่รู้ ไม่เห็น ในอาการต่างๆ นานา ...ไอ้อย่างนี้ควรละ รู้แล้วละ เห็นแล้วละ รู้แล้ววาง เห็นแล้ววาง อย่าไปเอา อย่าไปข้อง อย่าไปแวะ อย่าไปเกาะ อย่าไปเกี่ยว

เกี่ยวศีล เกี่ยวสมาธิ เกี่ยวปัญญา นี่ต้องเกี่ยวเยอะๆ ...ใครจะว่าติด ใครจะว่าไปไม่ได้ ใครจะว่าอย่างนั้นอย่างนี้  ทำเข้าไป ขอให้อยู่ในหลักของปัจจุบัน ไม่ต้องกลัว ...มันหลอกไม่ได้หรอก ไม่มีอะไรมาหลอกใจนี้ได้หรอก 

ด้วยปัญญาที่คุ้มครองรักษาใจ มันก็เห็นตรงเห็นแจ้ง ...จนไม่มีอะไรที่มันไม่เห็น จนไม่มีอะไรที่มันไม่เข้าใจ จนมันไม่เห็นว่าอะไรจะมาปิดบังใจดวงนี้ได้เลย ...โมหะมันก็สลายไปหมด ไอ้ความหลง ความไม่รู้

ทุกวันนี้เราอยู่กับความหลง ซึม เบลอ หาย เผลอ เพลิน  นั่น เป็นเสี่ยวเป็นสหายกันไปเลย ...มันไม่ตั้งใจน่ะ เพราะจิตมันไม่มีการตั้งใจ จะลุกก็ตั้งใจลุก จะนั่งก็ตั้งใจนั่ง จะพูดก็ตั้งใจพูด จะฟังก็ต้องตั้งใจฟัง 

เห็นมั้ย ถ้ามีความตั้งใจอยู่ ศีลสมาธิปัญญามันตั้งขึ้นมาเอง ...แต่ถ้าขาดความตั้งใจมันก็เลอะๆ เทอะๆ ไหลๆ เลื่อนๆ ลอยๆ ทำไปตามความเคยชิน ความไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น 

เขาว่าอะไรก็ไป เขาเรียกปุ๊บ ก็ลุกปั๊บเลย ไม่ได้ตั้งใจลุกนะ มันลุกไปเลย ...อย่างนี้มันขาดสติ ขาดสมาธิ ขาดปัญญา มันไม่รักษาศีล ...มันขาดสติ ขาดสมาธิ...ก็เลยขาดปัญญา ขาดไปหมด 

มีแต่ความเผลอความเพลิน ความลุ่มหลงอย่างนี้...ไม่เอา ... ตั้งใจขึ้นมา  เดินตั้งทั้งวันน่ะแหละใจน่ะ  ตั้งใจลุก ตั้งใจเดิน ตั้งใจกิน ตั้งใจนอน ตั้งใจทำงาน ตั้งใจพูด นี่ 

เวลาพูดนี่ต้องระวัง มันจะหลง มันจะเผลอ มันจะเพลิน ... พูดให้น้อย ก่อนจะพูดให้ตั้งใจพูด มองเห็น ได้ยินทุกคำพูด ...เวลาฟังก็ตั้งใจฟัง ให้รู้ว่ามีเสียงกระทบหูแล้วก็เข้ามา แล้วก็มีอาการยินดียินร้ายมั้ย 

อย่างนี้เขาเรียกว่าตั้งใจฟัง ...ก็จะเห็นเองเลยว่าขณะที่ฟังแล้วจิตมันขึ้นมันลง มันบวกมันลบ มันยินดีมันยินร้าย ... มันก็เห็นอาการที่มันส่ายแส่ไป แล้วก็ดับๆๆ แล้วก็ผ่านไป ไม่หยุดที่คำพูด ฟังเสร็จก็ดับหมด 

ก็ไม่มีอะไร ก็กลับมาตั้งใจอยู่กับกายอีก เดินนั่งนอน ตั้งใจ ...ถ้าขาดแล้วซึ่งความตั้งใจนี่ ศีลก็ขาด สมาธิขาด ปัญญาขาด มันมีแต่หลง มีแต่ล้ม ล้มลุกคลุกคลาน ไหลไปไหนก็ไม่รู้ เนื้อตัวอยู่ไหนก็ไม่รู้ 

เห็นมั้ย เขาเรียกว่าไม่รู้เนื้อรู้ตัว ...ถ้าไม่รู้เนื้อรู้ตัวยังไงก็ไม่แจ้ง ยังไงก็ไม่แจ้ง ...ได้อะไร มีอะไร ได้สภาวะไหน มีสภาวะไหนที่มันคิดว่ามันมีมันได้ ก็ไม่แจ้ง ...เพราะมันแจ้งอยู่บนความไม่มีเนื้อมีตัว...ได้ยังไง

ที่พระพุทธเจ้าต้องการให้แจ้งซึ่งโลกวิทูนี่คือกายกับใจ ...ถ้าไม่มีกายกับใจ ไม่รู้กายรู้ใจ ไม่เห็นกายเห็นใจ มันจะไปแจ้งได้ยังไง 

ได้สภาวะไหนก็แค่นั้นแหละ ...เหมือนขนม กินแล้วก็อิ่ม แล้วก็มีรสชาติ แล้วก็หมดไปน่ะ  มันก็แค่นั้นแหละ ไม่มีอะไร นะ ...ไม่ใช่ไปหาอะไรมากิน...ไม่เอา 

มารู้กายเห็นใจ รู้ใจเห็นกาย รู้ใจเห็นจิต รู้จิตเห็นใจ ...นี่ อยู่อย่างนี้ ทบทวนไปทบทวนมาอยู่ภายในกาย-ใจ กายใจ ...มีอยู่แค่นี้ มันไม่ยากหรอก...ของสองสิ่ง

ที่มันเลอะๆ เทอะๆ นอกกายนอกใจ...ไม่เอา  ใครชักชวนออกไปทำ ไปหา ไปปฏิบัติเพื่อให้ออกนอกกายนอกใจ หรือให้ได้อะไร หรือให้เกิดสภาวธรรมใดสภาวธรรมหนึ่งขึ้นมา...ไม่เอา 

โสดงโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ...ไม่เอา อะไรก็ไม่เอา ...เอาแค่กาย-ใจนี่ เอาให้แจ้ง ... ถ้าแจ้งแล้วแจ้งหมด พอแจ้งแล้วไม่ต้องสนใจแล้ว อรหงอรหันต์ ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีไม่เป็น หันก็ไม่เป็น ไม่หันก็ไม่เป็น 

นี่ อยู่ที่กาย-ใจ มันแจ้ง...แล้วมันจะเอาอะไร หือ มันจะเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไรอีกล่ะ มันไม่สนอะไรแล้ว มันมีอะไรให้เป็น ...ไม่มี ไม่เป็น

แค่นี้แหละ ธรรมมีอยู่แค่นี้จริงๆ ไม่มีมากกว่านี้หรอก ...ไอ้ที่เราคิดว่ามากกว่านี้ หรือว่าละเอียดกว่านี้น่ะ คิดเอาเอง ด้วยความเห็นผิด ...ทำแทบตาย ปฏิบัติมาตั้งนาน มันวนมั้ย มันซ้ำซากวนเวียนมั้ย

เหมือนมด ...หลวงปู่ท่านบอกว่า เหมือนมดไต่ขอบด้ง แล้วก็วนกลับมาที่เดิม ได้แล้วก็เหมือนกับกินขนมอิ่มแล้วก็อยากกินขนมใหม่ แล้วก็ซื้อหามากินใหม่ แล้วก็ตายไป แล้วก็เกิดมาซื้อขนมกินใหม่

มันไม่แจ้งนะ มันไม่มีแจ้งได้ด้วยกินรสชาติของขนมหรอก ...มันต้องแจ้งว่าเดี๋ยวนี้ กายคืออะไร อะไรนั่งอยู่ ใครนั่ง ไอ้ที่นั่งอยู่เป็นของใคร อย่างเนี้ย ...ไอ้เนี่ย ต้องทำตรงนี้ จะไปทำที่ไหน จะไปหาความรู้จากไหน จะไปค้นตรงไหนล่ะ 

ต้องอยู่ตรงนี้ ...แขนอยู่ไหน ขาอยู่ไหน  ใครว่าแขน ใครว่าขา  มันเป็นแขนมั้ย มันเป็นขามั้ย มันเป็นหูมั้ย มันเป็นหน้าเป็นตามั้ย เสียงน่ะมันดีมันร้าย มันดีตรงไหน มันร้ายตรงไหน มันเคยบอกมั้ยมันดี มันเคยบอกมั้ยมันชั่ว

เนี่ย แจ้งอยู่ในสิ่งที่มันกระทบสัมผัสอยู่นี่แหละ อะไรมันสัมผัส  ทำไมถึงต้องยินดี ทำไมถึงต้องยินร้าย ดูมันลงไป ไม่ต้องหา ไม่ต้องคิด ...ดูมันตรงๆ ก็จะเห็นว่ามันเป็นแค่อาการหนึ่ง

มันมีมือมีตีนมาถีบมาถอง มาเหยียบมาย่ำเรามั้ย  หรือเราไปหลงเขาเองน่ะ หรือเราเข้าใจผิดเขาเอง 

ดูตรงๆ แล้วก็จะลบความเห็นผิด ลบความเห็นไปทั้งปวง ...มันจะรู้ไปเองว่า เมื่อใดที่เราไปตั้งความเห็นอะไรขึ้นมา กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ขณะนี้ ปัญหาตามมาเลย ...มีเงื่อนไขเมื่อไหร่ ปัญหามาทันที เห็นมั้ย สังเกตดูสิ

ถ้าเราไม่ไปสงสัยในกาย มันก็ไม่มีความสงสัยอะไรตรงนี้  มันก็มีแค่นี้ ก็เป็นแค่ก้อนนึงน่ะ ...แต่ถ้าตั้งความเห็นหรือว่ามีความเห็นอะไรสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมากับมัน เช่น 

“มันสวยมั้ย เอ๊ะ ต้องดูให้เป็นอสุภะมั้ย ต้องดูให้ถึงข้างในเป็นตับไตไส้พุงมั้ย” ...เอาแล้ว เริ่มมีความเห็นอะไรขึ้นมา  สงสัยแล้ว แน่ะ มันเป็นแค่ความคิดน่ะ

แต่ถ้าดูไปตรงๆ เท่าที่รู้สึก...กาย ที่กาย มันก็มีแค่นั้นแหละ มันมีอะไรให้น่าสงสัย ...เนี่ย รู้ไปตรงๆ ถึงเรียกว่า อุชุจาโร อุชุปฏิปันโน...ตรงลงไปที่กาย ด้วยสติสมาธิปัญญา

ไม่ต้องกลัวไม่แจ้ง ไม่ต้องกลัวไม่เข้าใจ ไม่ต้องกลัวว่าไม่ละเอียดพอ...เหมือนที่คนอื่นเขาเห็น เหมือนที่คนอื่นเขาคุย ... ใครอยากเห็น ใครอยากคุย คุยไปเหอะ ไม่สนใจ เราก็รู้ไปที่ความรู้สึกกายนี่แหละ ว่ากายคืออะไร

แล้วก็ลบล้างคำพูด ลบล้างความเห็นทุกๆ ความเห็น...ที่ได้ยินมา ที่จำมา ที่กำลังคิด ที่กำลังจะให้มันมีความเห็นอะไรใหม่ขึ้นมา...ไม่เอา

เนี่ย ให้มันเงียบ สงบเงียบ ตั้งมั่น เป็นกลาง อยู่กับมัน ...ไม่แจ้งให้มันรู้ไป ไม่แจ้งน่ะก็ให้มันตายไปซะ ...เกิดมาเสียที  เอามันให้แจ้งกายใจอันนี้ มีอยู่แค่สองสิ่ง ทำไมแจ้งไม่ได้ ...แค่รู้เฉยๆ กับมัน ไม่ใช่ไปคาดค้นด้นเดาอะไรต่ออะไร

รู้ไปเถอะ ทุกอย่างก็ชัดเจน แจ้งโร่ สว่างโร่ เห็นกายนี่แหละ สว่างโร่ไปหมด ไม่มีอะไร ...ก็แจ้งไปหมด ทะลุหมด ไม่มีอะไร  เหมือนทะลุ เป็นของว่างเปล่าที่จับต้องไม่ได้ 

มันทะลุๆ ทะลุออกนอกโลก ออกนอกจักรวาล ทะลุหมดเลย มันขาดตลอด มันไม่มีอะไร ...นั่นเขาเรียกว่าแจ้ง 

แค่รู้เห็นปกติธรรมดานี่แหละ ไม่มีความรู้อะไรแทรกแซงเลย ไม่มีความเห็นอะไรมาแทรกแซงความรู้นี้ได้เลย  มีรู้อันเดียว รู้ตรง รู้เห็น รู้ตรงๆ เห็นตรงๆ นี่แหละ รู้อันเดียว...แจ้ง

ให้แจ้งโลก แจ้งจิต แจ้งธรรม แจ้งไปถึงอนัตตา ไม่มีอะไรมาปิดบังความสว่างที่ว่าอาโลโกได้ นัตถิ ปัญญา สมาอาภา แสงสว่างใดจะเสมอเท่าปัญญาน่ะไม่มี  

ปัญญาอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจนั่นแหละ ใจที่รู้ใจที่เห็นนั่นแหละคือปัญญา ไม่ใช่ความคิดความปรุงเรียกว่าปัญญา ไม่ใช่ความจำความคาดคะเนเรียกว่าปัญญา...ไม่ใช่  แต่ใจที่รู้ที่เห็นนี่แหละปัญญา

(ถามโยม) เข้าใจมั้ย ...นี่พูดแบบรวดเดียวตลอด


โยม –  ดีมากเลยค่ะหลวงพ่อ อยากจะฟังอีกค่ะ

พระอาจารย์ –  เอ้า (หัวเราะ) ฟังแค่นี้แหละ

โยม –  มันต้องฟังซ้ำๆ ซ้ำๆ นะคะ เพราะว่า...

พระอาจารย์ –  อือ มันต้องตอกย้ำอยู่ในหลัก ให้แม่นในหลัก เพราะว่าใจมันจะออกนอกหลักอยู่เรื่อย ...พอออกจากเราไปนี่ก็ออกนอกหลักแล้ว  เพราะความคิดความเห็นน่ะ พวกเราน่ะคล้อยออกไป

แต่ถ้าจับหลัก หลักแรกคือหลักปฏิบัติให้แม่น แล้วมันก็จะมั่นคงขึ้นไป นะ


โยม –  หลวงพ่อให้ดูกายนี่ ถ้าเราดูลมได้ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ได้

โยม –  ดูที่ท้องที่มันขยับ

พระอาจารย์ –  ได้  อะไรก็ได้ที่มันเป็นกายปัจจุบันน่ะ แต่ดูเบาๆ ให้มัน...อย่าไปดูเอาอะไรกับมัน ให้ดูแล้วก็แยบคายลงไปว่า มันเป็นอะไร ลมเป็นใครมั้ย ลมเป็นของใครมั้ย ...สังเกตดูสิ ให้แยบคายอย่างนี้ 

แม้แต่ตัวก้อนๆ นี่ มันเป็นชายเป็นหญิงมั้ย ...มันเป็นแค่ความรู้สึกหนึ่งเท่านั้นเอง ใช่มั้ย กายนี่มันเป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้นเอง เรียกว่ากายวิญญาณ หรือว่ากายเวทนา ...ก็เป็นแค่นี้ 

มันเป็นอะไร ไอ้ความรู้สึกกายนี่เป็นของใคร ...มันเคยบอกมั้ย ดูสิ มันไม่พูดใช่มั้ย 

ลม มันยังไม่บอกเลยว่าเป็นลม ลมไม่ได้บอกเลยว่าเป็นเข้า ลมก็ไม่ได้บอกว่าเป็นออก มันไม่ได้บอกว่าอะไร  มันเป็นธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏ ที่ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป

นี่ รู้อย่างนี้ๆ แค่นี้แหละ เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆ กระจายชัดเจนไปทั่วกาย ทั่วจิต ทั่วธรรมไปเอง ...ส่วนอื่นที่ปรากฏผุดโผล่มาก็รู้ทันแล้วก็ละๆๆๆ ออกไป แค่นั้นแหละ 

เอาแล้ว ...ไป


…………………..




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น