วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 4/7




พระอาจารย์

4/7 (540512B)

(แทร็กต่อ)

12 พฤษภาคม 2554




พระอาจารย์ –  รู้ไป รู้อย่างเดียว ไม่ต้องคิดอะไร ...จนกว่าจะหายงง  

แล้วมันจะหายงง ...มันจะเห็นเองว่า อันนี้คือแอบทำ อันนี้ใจแอบทำ อันนี้ใจไม่ได้แอบทำ ... แต่ตอนนี้ยังงง เพราะเรายังไม่ทัน  ยังเห็นปัจจัยที่มาประกอบอาการไม่หมด ไม่ขาด ... มันจึงสงสัย

ไม่ต้องสงสัย ... รู้ไปเรื่อยๆ คือการเจริญมรรค ...มรรคจึงจะไปแก้ความสงสัย ... มรรคไม่ได้แก้ด้วยความคิด การกระทำ ค้นหา 

รู้เข้าไป รู้ต่อไป ... มันจะเป็น “เรา” ทำขึ้นมา หรือมันเป็นอาการของมันโดยธรรมชาติ  อย่าไปพัวพัน  เกิดอะไรก็รู้ไปอย่างนั้น ... มันจะเกิดความรู้ชัดเห็นชัด จำแนกออกเป็นส่วนๆ ได้เอง

เขาจำแนกเอง เราไม่ต้องไปช่วยจำแนก ... ถ้าเราช่วยจำแนก ไอ้ตัวที่ช่วยจำแนกนั่นน่ะคือตัณหาหรือความอยาก ... อยาก...อยากรู้ใช่มั้ย อยากเข้าใจใช่มั้ย  เห็นมั้ย...แค่นี้เราก็ไม่ทันแล้วว่าเราอยาก  

รู้ไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นว่ามันมีปัจจัยอะไรมาประกอบเหตุนั้น ที่ปรากฏออกมาเป็นรูปขันธ์หรือนามขันธ์นี้  ...มันจะถอยกลับไปเรื่อยๆ จนชัดเจนในทุกกระบวนการของการปรากฏขึ้นมา  ตรงนั้นน่ะ จะแจ่มแจ้ง จะแจ้งขึ้นมา ชัดเจนขึ้นมา ทั้งในส่วนที่รู้และส่วนที่ถูกรู้  ...ความสงสัยก็จะหมดไป


โยม – นี้ก็เหมือนกับว่าเรารู้ว่าเราโกรธเพราะอะไร

พระอาจารย์ – มันจะรู้ในตัวของมันเอง


โยม – หรือว่าที่เกิดขึ้นมาเพราะอะไรนี่ หมายความว่าเราพยายามหาเหตุผลขึ้นมา

พระอาจารย์ – นั่นมันเรื่องของความอยาก ... ไม่ต้องหาเหตุหาผล เอาแค่ว่ามันปรากฏยังไง


โยม – รู้ว่าโกรธ ก็โกรธ

พระอาจารย์ – ใช่ โกรธมากมั้ย โกรธน้อยมั้ย


โยม – คือแค่รู้ว่าโกรธเท่านั้น แต่ไม่ต้องพยายามหาว่าใครทำอะไรเราหรืออย่างไร

พระอาจารย์ – ไม่ต้องไปหา ไม่ต้อง ไม่ต้องไปฟุ้งซ่าน  ไอ้นั่นน่ะความอยาก ไอ้นั่นน่ะความปรุงแต่ง  ... ยิ่งคิดยิ่งหา...ยิ่งโกรธ   ยิ่งคิดยิ่งหา...โกรธยิ่งอยู่นาน  ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าโกรธน่ะเป็นขี้ เขาเรียกว่า “ขี้โกรธ” ใช่ป่าว  โกรธจึงเป็นขี้ โกรธจึงเป็นไฟ ...จะไปถือมันทำไม

จะถือมาเพื่อพิจารณาทำอะไร มันร้อน ...มันร้อนแล้วจะไปถือหรือ  มันร้อน...ก็ละ ก็วาง ก็ทิ้งสิ  เข้าใจมั้ย  ...ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลกับขี้หรอก ขี้ก็คือขี้ เขามีแต่กลบฝังทิ้ง ทำลายให้หายไปจากโลกนี้ ใช่ป่าว  ท่านไม่สะสมหรอกขี้น่ะ ท่านไม่มาวิจัยขี้หรอก  วิจัยก็คือ...ขี้ก็คือขี้...จบ  เห็นมั้ย รู้ตรงๆ

โกรธมาก...รู้ว่าขี้นี่กองใหญ่ เออ เหม็นมาก ...ขี้นี้กองน้อย เออ เหม็นน้อย  นั่นแหละ ความรู้แค่นี้พอแล้ว เพียงพอที่จะเข้าถึงนิพพานแล้ว


โยม – แล้วมันจะไปทำยังไงให้เราเข้าใจ ถึงจะตัดได้

พระอาจารย์ – ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องถาม รู้อย่างเดียว รู้ว่าสงสัย...จบ แค่นั้นจบ  เข้าใจคำว่าจบมั้ย  จบให้ได้ในปัจจุบัน  

ถ้ายังคิดต่อ เดี๋ยวมันก็จะมีมรรคผลในความคิดขึ้นมา เดี๋ยวจะมีนิพพานอีกหลายนิพพานขึ้นมา เดี๋ยวก็จะมีนิพพานของเรา นิพพานของหลวงตาบัว เดี๋ยวก็มีนิพพานของหลวงพ่อปราโมทย์ เดี๋ยวก็มีนิพพานของหลวงปู่มั่นมาสิ เดี๋ยวก็นิพพานของพระพุทธเจ้า  เอ้า ไม่รู้อันไหนนิพพานแท้แล้ว

จบ ... โง่เข้าไว้ ไม่รู้อะไรเลย  เหมือนอย่างที่บอกว่าความรู้ทั้งหมดน่ะเหมือนฐานปีรามิด ... “รู้” นี่คือยอดปีรามิด รู้ในปัจจุบัน  เห็นมั้ย จบมั้ย 

ไม่ไปไม่มา ไม่เหนือไม่ใต้ ไม่ซ้ายไม่ขวา ไม่ออกไม่ตก ไม่มาหน้า ไม่ไปหลัง  อยู่ตรงนี้  รู้...แล้วก็ไม่รู้อะไรนอกจากรู้ นอกจากรู้ว่านั่ง นอกจากรู้ว่าเห็น นอกจากรู้ว่าได้ยินเสียง นอกจากรู้ว่าคิดหรือไม่มีความคิด  สั้นมั้ย...สั้น ง่ายมั้ย...ง่าย ยากมั้ย...โคตรยากเลย

ช้างม้าวัวควายยังฝึกได้  คนนะเนี่ย ทำไมมันจะฝึกไม่ได้ ขอให้มันตั้งใจเหอะ ... มันฝึกไม่ได้เพราะมันไม่ตั้งใจ ไม่จริง ทำไม่จริง ไม่ตั้งใจจริง ... มันไม่เคารพธรรม  

มันเคารพอะไรล่ะ ... มันเคารพความสงสัย  มันเคารพความกังวล มันเคารพความกลัว มันเคารพความถูกความผิด มันเคารพความน่าจะใช่ มันเคารพความน่าจะไม่ใช่ เคารพไปหมด นี่ อย่ามาบอกว่าเป็นลูกศิษย์ตถาคน

มันไม่เคารพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ... มันเคารพความคิด มันเคารพความเห็น มันเคารพความถูกต้องไม่ถูกต้อง มันเคารพสิ่งที่จดจำมา ที่วิเคราะห์วิจารณ์ คาดเดามา ... เคารพไปหมด เชื่อฟังไปหมด เชื่อฟังยิ่งกว่าควายถูกลากไปเชือด  บูชามัน...ไม่บูชาธรรม  

ไม่ต้องมากราบเรา ไม่ต้องเอาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้เจดีย์เรียกว่าบูชาธรรม...ไม่ใช่ ... รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กายที่เย็นร้อนอ่อนแข็ง นี่คือธรรม ... บูชาธรรมตรงนี้ ถึงจะเรียกว่าเป็นปฏิบัติบูชา  ไม่ใช่อามิสบูชา กราบไหว้โดยอาการ ก็เป็นบุญ ...แต่ก็แค่นั้น

แต่ที่พูดคือปฏิบัติบูชา ... อันนี้ไม่เป็นบุญ แล้วก็ไม่เป็นบาป แต่อยู่เหนือบุญและบาป  เหนือโลก  นี่คือโลก ...“รู้” เหนือโลก

ทำแค่นี้ พอ ... ท-สระอำ...ทำ แค่นี้พอ  ธ-ร-ร- ม แค่นี้พอ  อย่าไปเกินทั้งสองทอ ทั้งสองธรรม  ส่วนมาก “ทำ” ก็เกิน ด้วยกริยาการกระทำทางกายวาจาจิต  ธรรมะก็รู้เกิน เกินปัจจุบัน ... มันเลยไม่พอดี มันเลยไม่เต็ม มันเลยมีแต่ว่าขาดตกบกพร่องอยู่เสมอ ไม่เคยอิ่มในธรรมที่กำลังหา ไม่เคยพอในสภาวะที่เกิด หรือยังไม่เกิด

เหมือนวิ่งแข่งกับเงาน่ะ ... จะเอาชนะเงา จะให้ทันเงาน่ะ ไม่มีทาง ... ต้องถามก่อนว่าเงาคือใคร ต้องถามก่อนว่าต้นเหตุของเงาคืออะไร จึงจะเข้าใจ ... พูดง่าย ฟังยาก ทำยาก  สติตัวเดียวกับปัจจุบัน รู้กับสิ่งที่ปรากฏโดยไม่มีเงื่อนไขกับมัน หรือมีเงื่อนไขกับมันน้อยที่สุด  แค่นั้นแหละแล้วจะเข้าใจ

เข้าใจนี่ไม่ใช่เข้าใจแบบเกิดขึ้นมาเป็นความรู้ใดความรู้หนึ่ง แต่เข้าใจคือเข้าไปสู่ความเป็นปัจจัตตัง คือรู้จำเพาะจิต ... จะเหลือความรู้เดียวคือแค่รู้จำเพาะจิต จะรวมลงที่รู้เดียวคือรู้จำเพาะจิตเป็นปัจจัตตัง  ไม่ออกนอกใจปัจจุบัน ไม่ออกตามอาการของจิตไปในที่ทั้งปวง

อย่าสงสัยในธรรมทั้งปวง ตั้งมั่นกับปัจจุบันของกาย ถือกายเป็นปัจจุบัน ถือผัสสะเป็นปัจจุบัน  รู้อยู่แค่นี้พอแล้ว ...แล้วให้ทันทุกความคิด ความปรุงแต่ง  แล้วละความคิดนั้น ความปรุงแต่งนั้นๆ ให้ได้...ให้เร็วที่สุด  จะคืนสู่ความเป็นปกติธรรมดา...นี่เป็นผล  

ไม่ได้อะไร แล้วก็ไม่เสียอะไร  ไม่เป็นอะไร แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ... เหมือนเดิม ปกติ เท่าเดิม ธรรมดา นั่นแหละคือผล

แรกๆ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ผลก็เกิดแล้ว แต่เรายังไม่คุ้นเคยกับผลนี้  เพราะมันยังอ้างอิงในธรรมทั้งหลายทั้งปวงอยู่ มันจึงมีการคอยจะกระหวัดกวัดแกว่งไปในอดีตอนาคตอยู่เสมอ  เหมือนม้าพยศ เหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า ... จนกว่าไส้เดือนตายน่ะ มันก็เหลือแต่ไส้เดือนนอนบนขี้เถ้า นอนเฉยๆ เพราะมันตายแล้ว

จนกว่าความคิดความปรุงนี่มันจะตาย ... แต่ตอนนี้มันยังไม่ตาย มันเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า  มันดิ้น มันกวัด มันแกว่ง มันจะออกไปหามรรค หาผล หานิพพานอยู่เรื่อย มันจะออกหาความดี ความเด่น ความดัง ความถูก ความใช่ ความเลว อยู่ตลอด

กลับมาอยู่ในที่ที่ควรจะอยู่ ไม่ไปในที่ที่ไม่ควรไป  กลับมาเกิดมาตายอยู่ในที่เดียว อย่าไปเกิดตายหลายที่  เกิดตายหลายที่จนนับศพไม่ถ้วน เลยไม่รู้ว่าศพไหนจริง ศพไหนไม่จริง เข้าใจมั้ย  แค่นี้แหละ พอแล้วๆ


โยม (อีกคน) – พระอาจารย์คะ ที่พระอาจารย์ให้กลับมารู้กาย เพราะว่าตัวกายนี่จะเห็นในปัจจุบัน ในความเป็นกลางตอนนี้มันจะทำให้รู้นี่เป็นกลางไปด้วยใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ – อือ  เป็นรู้ปกตินั่นแหละ กายมันไม่หลอกหรอก ... คือพวกเรายังไม่สามารถจะรู้เป็นกลางกับความคิด รู้เป็นกลางกับอารมณ์ได้  เพราะมันอดไม่ได้ในความรู้อันนั้น เมื่อออกไปรู้กับคิด รู้กับอารมณ์นี่  มันมักจะมีความยินดียินร้ายปรากฏอยู่เสมอ แล้วเราจะไม่ทัน

บางทีมันรู้ด้วยความยินดี รู้ด้วยความยินร้าย  ก็ยังไม่ทันว่ากำลังยินดีกับมัน ยินร้ายกับมัน ... มันถูกหลอกง่าย เพราะจิตยังไม่ตั้งมั่นพอ ปัญญายังไม่เฉียบแหลมพอ...ที่จะดูว่าแค่รู้เป็นปกติกับความคิด รู้เฉยๆ กับอารมณ์ รู้เฉยๆ กับความรู้สึก ... มันยังรู้เฉยๆ อย่างนี้ไม่เป็น ยังไม่ชัดเจน ... ยาก มันจึงเป็นของยาก

แต่กายนี่ยังไงมันไม่หลอกหรอก  มันไม่มีความยินดีความยินร้ายออกมาให้โกหกหรอก  ง่ายๆ รู้ง่ายกับกาย มันก็เห็นเป็นก้อนของมันบ่ดาย เฉยๆ ซื่อๆ อยู่แล้ว  เพราะนั้นเมื่อจิตรับรู้ตรงๆ ก็เป็นปกติ  จิตก็จะบ่มความเป็นปกติ บ่มสติปัญญาอยู่ในที่ตรงนั้น  ...ถือเอากายเป็นวิหารธรรม ปัจจุบันกาย

ก็จะอาศัยปัจจุบันกายเป็นวิหารธรรม จิตก็จะมีวิหารจิตโดยปัจจุบันที่อยู่กับกายนั้น  ความตั้งมั่นเด่นชัดเป็นกลางก็แนบแน่นมากขึ้น ... ความคิดวุบวับแวบขึ้นมา หรือเมื่อใดที่เผลอหลงแล้วไปเห็นความคิดขณะแรก  วึบที่จับขณะแรกนั่นน่ะ รู้แค่นั้น เป็นกลาง แล้วก็จะทิ้งตรงนั้นทันที  

มันก็ดับ  นามนั้นก็ดับไป ดับจากความหมายมั่นในนามนั้น ...ถึงแม้นามนั้นจะไม่ดับในขณะเดียวกันก็ได้  มันก็จะเกิดความเข้าใจแยกแยะได้ชัดเจนขึ้น

ถึงเน้นให้รู้กาย ปัญญายังไม่เฉียบคมพอ จะไปรู้จิตทีเดียวไม่ได้ ... มันไม่เหมือนบางบุคคล บางจิต ที่ฝึกอบรมมา ด้วยสมถะปัญญาในระดับหนึ่ง สามารถตั้งมั่นด้วยการรู้อยู่กับรู้ได้ ... นี้เคยทำมา เขาเคยทำมา เขาก็เห็นอาการของความคิดความปรุง หรือสัญญาอารมณ์เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ชัดเจน ... มันไม่เหมือนกัน



..................................



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น