พระอาจารย์
4/8 (540513A)
13 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กค่อนข้างยาว แบกช่วงเป็น 2 โพสต์ค่ะ)
โยม – เดี๋ยวนี้คนมาฟังธรรมพระอาจารย์เยอะขึ้นทุกวันนะคะ
พระอาจารย์ – ก็งั้นๆ น่ะ
โยม – โยมอาศัยภาวนาที่ใจตลอด
ถึงไม่ได้มากราบพระอาจารย์ (หัวเราะ) ...ไม่รู้ภาวนาจริงไม่จริงนะคะ ไม่รู้บางทีหลอกตัวเองรึเปล่า แต่มันเฉยๆ ไปหมดเลยนะพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ถ้าอยู่ที่ใจน่ะเจอเราแน่
ถ้าอยู่ที่อื่นไม่ค่อยเจอหรอก มาอยู่ตรงนี้ก็ไม่เจอ ไอ้เรามันเป็นบุคคลลึกลับ
มันอยู่ลึกลงไปในใจนั่นน่ะ (หัวเราะ)
โยม – บางทียังว่าเหมือนกับฟังธรรมพระอาจารย์แล้ว
เหมือนกับว่ามันก็ไม่ทำอะไรเลยน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – ก็ไม่ทำอะไร ... จริงๆ มันไม่ต้องทำหรอก
ขันธ์เขาทำของเขาอยู่แล้ว หน้าที่ของเราไม่ได้ไปทำขันธ์เพิ่ม ...หน้าที่ของเราคืออยู่กับวิบากขันธ์
แต่คราวนี้ว่า
เราจะอยู่กับวิบากขันธ์ด้วยความโง่ หรือว่าด้วยความฉลาดเท่าทัน
หรือว่าด้วยความเข้าใจมัน หรือว่าด้วยการที่อยู่เหนือมัน ...นี่ก็แล้วแต่ระดับของปัญญา
แต่ถ้าคนทั่วไปก็อยู่กับขันธ์ด้วยความโง่งม
มัวเมา หลง อย่างนี้ก็คือว่าคนทั่วไป ... แล้วคราวนี้คนที่ไม่ได้ฝึกฝนขัดเกลา
มันก็ไปตามอารมณ์ ทำทุกอย่างตามที่จิตมันสั่ง ที่มันบอก ที่มันปรุงขึ้นมา มันก็เป็นจริงเป็นจัง เป็นตุเป็นตะไป ... มันก็ถูกขันธ์ลากไปลากมา
ขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างเก่านั่น
คือว่าถือเอาขันธ์นี่หรือว่าผัสสะนี่เป็นบทเรียน
เป็นแบบฝึกหัด เป็นข้อสอบ เป็นทางผ่านอย่างนี้ ... แค่นั้นน่ะ ความรอบรู้ ความแจ่มแจ้ง ความเข้าใจขันธ์ตามความเป็นจริง ผู้รู้ตามความเป็นจริงมันก็จะแจ่มชัดขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องเชื่อใคร
คราวนี้ใครก็หลอกไม่ได้
อย่าว่าแต่ขันธ์จะมาหลอกเลย คนอื่นก็หลอกไม่ได้ ความเห็นคนอื่นก็หลอกไม่ได้
ครูบาอาจารย์ก็หลอกไม่ได้ ... มันจะเข้าใจ โดยที่ว่าเอาอะไรมาลบล้างไม่ได้...เมื่อเห็นว่ามันเป็นสัจจะ
เห็นความเป็นจริงตามสัจธรรม หรือว่าเป็นสัจจญาณที่แท้จริง
เห็นชัดว่าขันธ์คือขันธ์ ขันธ์ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้ขึ้นกับใคร ไม่ได้เป็นของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน ...เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่สิ่งปรุงแต่ง เป็นแค่อาการปรุงแต่ง เป็นแค่ปรากฏการณ์ปรุงแต่ง
แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรในมัน ... นี่ มันเข้าใจอย่างนั้น
เมื่อเข้าใจอย่างนั้น
มันจะไม่ไปเดือดร้อนกับขันธ์ ไม่เดือดร้อนกับผัสสะ
ไม่เดือดร้อนกับอาการที่มันแปรปรวน ไม่เดือดร้อนกับการที่มันไม่คงอยู่ หรือว่าไม่เดือดร้อนในการที่มันหมดสิ้นหรือดับไป
อย่างเนี้ยคือปัญญา ... มันก็จะอยู่กับโลกได้ด้วยความเป็นกลาง หรือว่าเป็นเรื่องของโลก
ไม่ใช่เรื่องของจิตไม่ใช่เรื่องของใจ
แต่ในลักษณะเบื้องต้นสำหรับผู้ยังไม่เคยปฏิบัตินี่
สิ่งหนึ่ง สิ่งแรก
สิ่งสำคัญเลยในการที่จะให้เกิดปัญญาได้ ต้องเห็นใจตัวเองก่อน
ต้องแยกใจออกมาจากขันธ์ให้เป็นก่อน ...ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน
พอเริ่มปฏิบัติก็ตั้งใจจะให้ได้อย่างนั้น
ตั้งใจจะให้เกิดอย่างนี้ ตั้งใจจะให้จิตมันเปลี่ยนไปอย่างนั้น นั่น
ตั้งใจจะให้เกิดปัญญาด้วยวิธีการนั้นวิธีการนี้ ... นี่ถ้าเริ่มต้นอย่างนี้
จะเริ่มเขวไปเรื่อยๆ ไม่ตรง ...เริ่มด้วยความไม่ตรง ไม่เข้าใจ
เพราะนั้นเบื้องต้น...สำคัญ สำหรับการให้เกิดปัญญา
ในวิถีของชีวิต ในระหว่างการดำเนินในวิถีชีวิต
โดยไม่ใช่มาเปลี่ยนเป็นวิถีของนักปฏิบัติ หรือว่ารูปแบบของผู้ปฏิบัติโดยตรง ... เราจะต้องหาใจให้เจอก่อน
ต้องรู้ก่อนว่าอะไรเป็นใจ อะไรเป็นขันธ์ ขันธ์คืออะไร
เพราะนั้นง่ายที่สุด ชัดเจนที่สุด
คือสติ ... สติแปลว่าการระลึกรู้ การระลึกรู้...ระลึกรู้อะไร ...ระลึกรู้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ในที่นี้ให้ถือเอากายเป็นปัจจุบัน เอาเป็นสิ่งระลึกรู้ เอากาย
ถือเอากายเป็นสิ่งระลึกรู้ในปัจจุบัน ...ให้สติไประลึกรู้อยู่กับกายในปัจจุบัน
ตามความเป็นจริงของกายที่ปรากฏอยู่ขณะนี้ นี่คือสติที่แท้จริง
เพราะนั้นตัวสตินี่เป็นอุปกรณ์
หรือเป็นเครื่องมือ หรือเป็นอาวุธ...ที่ติดมือเข้าไปในสนามรบ ถนัดอะไรก็ถืออาวุธนั้นไป ด้วยความชำนาญในอาวุธนั้น ... ถือกายเป็นอาวุธ สติก็เป็นอุปกรณ์
ตั้งมั่นอยู่กับกายในปัจจุบัน รู้กายในปัจจุบัน หรือเรียกว่ารู้ตัว
ถ้าพูดว่ารู้กาย เดี๋ยวก็คิดอีก... 'กายคืออะไร กายอยู่ตรงไหน จะกายตรงไหนดี จะกายหัว หู แขน ขา มือ เท้า หรืออะไรดี' ...มันจะแยกออกไปหลายอย่าง
เอาเป็นว่ากายคือตัว
ตัวคือกาย ...รู้กายคือรู้ตัว ให้กลับมารู้ตัว ตัวนี้มันกำลังทำอะไรอยู่ ขณะนี้
เพราะนั้นเมื่อระลึกรู้บ่อยๆ เห็นกายบ่อยๆ
รู้ตัวบ่อยๆ สิ่งที่จะเห็น...แยบคายเลย เป็นปัญญาในเบื้องต้นเลย คือ
ตัว...เป็นอันหนึ่ง รู้ตัว...เป็นอีกอันหนึ่ง ...ตัวเป็นสิ่งที่ถูกรู้อันหนึ่ง
รู้ว่ามีตัวเป็นอาการรู้หรืออาการใจ
เนี่ย นี่คือหน้าที่ของสติ...ระลึกขึ้นให้เกิดสองสภาวะ
ให้เห็นสองสภาวะ สองสภาพธรรม ... ธรรมหนึ่งเรียกว่าสิ่งที่ถูกรู้
อีกธรรมหนึ่งเรียกว่าสภาวะรู้หรือใจ
ถ้าเราเอาสติมาตั้งมั่นอยู่กับกาย
หรือว่าอยู่กับตัวให้ต่อเนื่อง บ่อยๆ ไม่เผลอไม่เพลิน ... อาการของใจจะชัด
อาการของผู้รู้หรือใจนี่จะชัดขึ้นมา แล้วมันจะแยก มันจะเห็นอาการแยกได้ชัดเจนระหว่าง...ตัวเป็นอันหนึ่ง ผู้รู้หรือใจเป็นอีกอันหนึ่ง ...ไม่ใช่อันเดียวกัน
ซึ่งถ้าไม่มีสติระลึกรู้
หรือเข้าไปจำแนกระหว่างขันธ์กับใจออกจากกัน...ด้วยสติเป็นอุปกรณ์นี่ ...ในลักษณะของคนทั่วไปน่ะ
มันจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากายกับใจมันอยู่ตรงไหน อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นใจ มันจะเหมารวมไปหมดว่า กายเราๆๆ ตัวเราๆๆ ... มีแต่ตัวเรา...แต่ไม่มี ตัวกับใจ
เพราะนั้นการปฏิบัติในเบื้องต้น ต้องแยกใจออกมาจากอาการของขันธ์ ... ในที่นี้ให้แยกออกจากกายก่อน
เพราะว่ากายเป็นสิ่งที่มันมีอยู่ ตั้งอยู่ชัดเจนที่สุด
ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องทำขึ้นมาใหม่ ... มันมีมาตั้งแต่เกิด เดี๋ยวนี้ก็ยังมี ต่อไปก็ต้องมี ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องไปค้นเลย
แล้วไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ...ดูไปตรงๆ รู้ไปตรงๆ ว่า ตัวนี้กำลังทำอะไร อยู่ในอาการไหน
นั่ง...ก็ดูอาการที่มันนั่ง รู้สึกว่านั่ง รู้สึกที่ตัว รู้สึกอยู่กับตัว...ตัวนั่ง พอขยับก็รู้ถึงอาการขยับ ไหวก็รู้ถึงอาการไหว
เปลี่ยนอิริยาบถก็รู้ถึงอาการเปลี่ยนอิริยาบถ อย่างเนี้ย ไม่ท้อถอย
ให้จิตผู้รู้ หรือใจ ดวงจิตดวงใจผู้รู้นี่ ตั้งมั่นอยู่กับกาย ...แล้วดวงใจดวงนี้ก็จะตั้งมั่นเข้มแข็งอยู่ภายในขึ้นมา มันก็จะชัดขึ้นมาตามลำดับ
เราไม่ต้องไปค้นหาใจเลย ...ไอ้ที่บอกว่าเบื้องต้นจะต้องหาใจให้เจอนี่
มันต้องหาด้วยสติ ไม่ใช่หาด้วยการคิดค้น หรือว่าสร้างขึ้นมา ...แต่ว่าหาด้วยการระลึกขึ้นด้วยสติ...โดยเอากายนี่เป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ตั้ง
เป็นที่ผูก เป็นกระจกสะท้อนกลับมาถึงใจ...ให้ใจมันตั้งมั่นเด่นชัดขึ้นมา
เมื่อมันเด่นชัด ชัดเจน มันก็จะเห็นว่าใจเป็นอาการหนึ่ง สิ่งที่ถูกรู้หรือกายนี่เป็นอีกอาการหนึ่ง ... ทำแค่นี้ก่อน เบื้องต้นนี่ เอาให้ได้ เพื่อให้เห็นว่ากายไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่กาย
กายน่ะ ...พอดูไปดูมา
พอมันแยกออกมาได้ชัดเจนว่าเป็นตัว เป็นก้อน เป็นกองหนึ่ง เป็นชิ้นหนึ่ง
เหมือนกับเป็นชิ้นเนื้อ เป็นการรวมตัวกันของธาตุหนึ่งขึ้นมา
มันจะเห็นเลยว่า ตัวจริงๆ นี่ มันเหมือนเป็นซาก ...เหมือนเป็นซากศพ เหมือนเป็นวัตถุข้าวของอันใดอันหนึ่งที่เรายก หยิบ จับ แบกหามอยู่นี่ เหมือนดิน หินทรายนี่ เหมือนข้าวของ โต๊ะ เก้าอี้ อะไรพวกนี้ ...มันก็เหมือนของ อย่างเนี้ย
แล้วก็มีอีกอาการหนึ่ง...ที่คอยรู้เห็นอยู่กับมันตลอด พามันขยับ พามันเปลี่ยน
พามันเคลื่อน พามันไหว อย่างเนี้ย ...มันก็จะเห็นความเป็นจริงของสองสิ่งนี้มากขึ้น
ชัดเจนขึ้น ... นี่ถือว่าเริ่มต้นนะ
จนใจมันตั้งมั่น ตั้งมั่นขึ้นมา ...เมื่อมันตั้งมั่นเห็นกายชัดเจนแล้วว่า
กายไม่ใช่อะไร กายไม่ใช่เรา กายไม่ใช่ของเรา กายไม่ใช่ของใคร กายมันเป็นแค่เหมือนวัตถุธาตุ
เหมือนกองเศษหินเศษปูนที่มันกองอยู่อย่างนั้น ...มันไม่มีชีวิตจิตใจในกายนั้น มันเป็นแค่ก้อนธาตุ ก้อนดินน้ำไฟลมรวมกัน
นี่ มันจะเห็น
มันจะเกิดความรู้สึกเข้าใจอย่างนั้น ...เมื่อเข้าใจอย่างนั้นน่ะ มันจะถอนออก
คลายออกจากความหมายมั่นว่า กายนี้เป็นของเรา กายนี้ชื่ออะไร กายนี้เป็นชาย
กายนี้เป็นหญิง กายนี้เป็นสัตว์ กายนี้เป็นบุคคล ...
มันก็จะดูว่า...ไม่เห็นมันว่าอะไร ...ก็เป็นก้อนหนึ่ง ก้อนเลือด ก้อนเนื้อ ก้อนเสลด ก้อนเอ็น ก้อนกระดูก ก้อนหนึ่ง ...ไม่เห็นมันมีความเป็นของใครตรงไหนเลย มันไม่เห็นเคยบอกเลยว่ามันคืออะไร เป็นอะไร
อย่างเนี้ย
มันก็เข้าใจ มันก็จะถอนออกจากความเห็นผิด ที่ว่ากายนี้...เป็นหญิง เป็นชาย
เป็นสวย เป็นไม่สวย เป็นหนุ่ม เป็นแก่ ... มันก็ไม่ได้ว่า ก็เห็นมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นก้อน...ที่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ...มันจะชัดเจนอย่างนี้ในเบื้องต้น
เมื่อมันแยกออกชัดเจนอย่างนี้แล้ว ต่อไปมันไม่ใช่มีแค่เรื่องกายอย่างเดียว หรือว่ากายที่ว่าเป็นก้อนธาตุอย่างเดียว ...มันยังมีอีกสภาวะหนึ่งที่ปนอยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ นี้ด้วย เช่น ความคิด ความจำ
ความรู้สึก พวกนี้
เมื่อมันเห็นกายชัดเจนว่า
ใจอันหนึ่ง กายอันหนึ่ง ... ใจอันหนึ่ง รูปอันหนึ่ง ...ใจอันหนึ่ง ตัวอันหนึ่ง แล้วนี่ ... ต่อไปมันก็จะมาทำความชัดเจนกับส่วนที่จับต้องไม่ได้ นั้นเรียกว่านามธรรม
เรียกว่าส่วนที่เป็นนามธรรม คือความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความรู้ ความสงสัย
ความเข้าใจ ดีใจ เสียใจ กังวล กลัว เกลียด โกรธ รัก ชอบ ไม่ชอบ หงุดหงิด รำคาญ
เนี่ย พวกนี้ ...มันจะมาทำความรู้ เข้าใจกับส่วนที่เป็นนามธรรมพวกนี้
เข้าใจยังไง ...มันก็เข้าใจเหมือนกับกายนี่แหละ เหมือนกับก้อนธาตุก้อนกายนี่แหละ คือไม่เห็นมันว่ามันเป็นอะไร ไม่เห็นมันบอกว่ามันเป็นของใคร ... ความคิดก็คือความคิด...เป็นใครล่ะ ความคิดเคยบอกมั้ยว่าเป็นของใคร
อารมณ์ล่ะ โลภ โกรธ ดีใจ เสียใจ
อย่างนี้ ...เวลามันปรากฏขึ้นมา ถ้าใจรู้ด้วยอาการตั้งมั่น...รู้อยู่และก็เห็นอาการนั้น
มันก็เห็นว่าอาการ คือก็แค่...เสียใจก็คือเสียใจ ไม่ได้เป็นของใคร เป็นแค่อาการ เป็นเหมือนกลุ่มเมฆนึงน่ะ เหมือนกับกลุ่มก้อนเมฆ ก้อนหมอก ก้อนไอน้ำ
ที่มันพวยพุ่งอยู่อย่างนี้ ...มันเป็นใครล่ะ
เคยเห็นสเปรย์ฉีดน้ำมั้ย เคยฉีดสเปรย์มั้ย
... ความคิด ความปรุง ความจำ อารมณ์สุขทุกข์นี่ มันก็เหมือนไอ้กลุ่มฝอยสเปรย์ที่เราฉีดออกมานี่ มันคืออะไร มันเป็นของใคร
มันเคยบอกมั้ยว่ามันเป็นของใคร
นี่ มันก็จะมาเข้าใจ...ว่ามันไม่ได้แตกต่างกับเรื่องของรูปหรือกายเลย ... ก็เป็นเรื่องเดียวกัน...มันก็คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อจิตมันรู้ตั้งมั่นอยู่ภายในแล้วเห็นอาการ ว่ามันเป็นแค่อาการนี้ ...ความเข้าไปยินดียินร้าย กับอาการที่ว่าเป็นนามธรรมทั้งหลายก็ไม่มี ก็เฉยๆ
ก็ไม่เห็นมันเป็นอะไรของใคร ก็ไม่มีความเดือดร้อน ไม่วิตกกังวลอะไรกับมัน
ไม่เข้าไปยินดียินร้ายอะไรกับมัน
แล้วมันก็จะเห็นต่อไปเองว่า ...เมื่อเราไม่เข้าไปยินดียินร้าย ไม่ได้เข้าไปให้ความสำคัญมั่นหมาย เห็นมันเป็นเพียงแค่อาการเหมือนกลุ่มก้อนอะไรที่ปรากฏ นี่ ก็จะเห็นต่อไปว่า...เดี๋ยวมันก็ดับ ดับไปแบบไม่มีอะไรเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
นี่ ปัญญามันจะเข้าไปเรียนรู้นามธรรมอย่างนี้...ด้วยใจที่ตั้งมั่น
รู้ที่ตั้งมั่นอยู่ภายใน ไม่วอกแวกหวั่นไหว
แต่ถ้าวอกแวกหวั่นไหว ไม่ตั้งมั่น ...พอมีอาการของนามธรรมใดปรากฏขึ้นปั๊บ มันจะไหล มันจะหลง...ไปคว้า ไปจับ
ไปมีไปเป็นกับมัน ไปเชื่อมัน ไปปรุงแต่งต่อกับมัน หรือไปทำให้มันมากขึ้น น้อยลง
ดับไป ...นี่ด้วยความว่า จิตมันหวั่นไหว จิตไม่ตั้งมั่น
เมื่อรู้ว่าเป็นอาการอย่างนี้
อยู่ในอาการอย่างนี้ นี่...อยู่ไม่ได้แล้ว อย่างนี้ถือว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ต้องกลับมาตั้งฐานใจให้ตั้งมั่นแล้ว
กลับมายังไง ...ก็กลับมาอยู่กับกายก่อน
กลับมารู้ตัว กลับมาที่ฐานกายก่อน เพื่ออะไร...เพื่อให้ใจมันรวม อยู่ในฐาน
ให้ตั้งมั่น ให้มีสมาธิ ให้ไม่วอกแวก ให้มันมั่นคง ให้มันไม่อ่อนแอ ไม่อ่อนไหว
ไม่หูเบา ไม่ใจเบา
เพราะถ้าไม่ตั้งมั่นพอ ...ความคิดความปรุงอะไร
ผัสสะอะไร ตาเห็นรูปหูได้ยินเสียงปั๊บ ใจนี่...ที่ไม่ได้ตั้งมั่นก่อน มันจะเบาหวิวเลย เหมือนขนนก เหมือนปุยนุ่น ไม่ต้องเป่า ไม่ต้องกระพือ แค่เอามือลูบปรายผ่านเบาๆ นี่ มันก็ปลิวแล้ว...ปลิวไปตามอาการเลย ไวมาก...อาการของนามขันธ์นี่
ใจดวงนี้มันจะเข้าไปปรุงต่อ
หรือกระโดดงับ...เหมือนหมางับกระดูกเลย แล้วมันก็จะลากเราขึ้นเขาลงนรกอยู่ตลอดเลย ...ไปหาความสุข ไปหาความทุกข์ ไปหาความดีความชอบ ไปหาความไม่ดีไม่ชอบ ไปหาโทษหาคุณ
กล่าวโทษกล่าวตำหนิคนนั้นคนนี้ ไหลหลงไปครึ่งค่อนวันยังได้เลย
เมื่อรู้ตัวว่าไหล เมื่อรู้ตัวว่า 'เอ๊ะ กำลังทำอะไรอยู่นี่ มั่วอะไรอยู่วะเนี่ย' ...แก้ใหม่ แก้ใจ แก้ใจใหม่
กลับมาตั้งมั่นกับตัว ...คือรู้ตัว แก้ด้วยการรู้ตัว แล้วพยายามให้รู้อิริยาบถให้ต่อเนื่อง
เพื่ออะไร ...เพื่อสร้างฐานใจให้ตั้งมั่นอีก นับหนึ่งใหม่ เริ่มต้นใหม่ ...อย่าดันทุรัง หรือว่าอย่าไปหงุดหงิดเสียอกเสียใจว่า 'ทำไมถึงเป็นยังงั้น
ทำไมไม่เป็นยังงี้ แล้วเราจะชนะมันยังไง'
นี่ พอรู้ตัวแล้วแทนที่จะหยุด
กลับมารู้ตัวแล้วตั้งมั่นใหม่ กลับไปตำหนิตัวเองบ้าง หงุดหงิดบ้าง
หงุดหงิดกับวิธีการบ้าง หงุดหงิดกับกิเลสบ้าง
หงุดหงิดกับอย่างนู้นอย่างนี้ หงุดหงิดกับคนนั้นคนนี้
'ถ้ามันไม่มีเรื่องคนนี้
ถ้ามันไม่มีคนคนนี้ ถ้าไม่มีคำพูดนี้ เราก็ไม่มีอะไรแล้ว' นี่ ตำหนิแล้ว ขี้โทษ ขี้โกรธ เอามาตอกโป้งลงไปอีก ...ไม่เอา
พอรู้ตัวว่าหลงไป ไหลไป เผลอไป
เพลินไป ปรุงไปเป็นครึ่งค่อนวัน ...ช่างหัวมัน แล้วไปแล้ว แก้ไม่ได้ ... ก็นับหนึ่งใหม่
ตั้งตัวขึ้นมาใหม่ คือตั้งใจขึ้นมาใหม่ หรือว่าตั้งสติอยู่กับกายใหม่ ให้มันมั่นคง
อย่าท้อ อย่าเบื่อ อย่าขี้เกียจ ... มันเหมือนล้มลุกคลุกคลานอย่างเนี้ย
เหมือนเด็กหัดเดิน เดี๋ยวก็ล้มๆๆ เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็เพลินไปกับความคิด เดี๋ยวก็เพลินไปกับรูป เดี๋ยวก็เพลินไปกับอารมณ์
เดี๋ยวก็เพลินไปกับเสียง เดี๋ยวก็เพลินไปกับกลิ่นรส เดี๋ยวก็เพลินไปกับอดีตอนาคต ...อย่าท้อ
มันเพลินมาหลายล้านๆ ชาติแล้ว ...มันจะไม่เพลิน มันจะไม่หลงไม่ไหลไปน่ะ
มันเป็นไปไม่ได้หรอก ...เป็นธรรมดา คิดง่ายๆ อย่างนี้
มันหลงก็คิดซะว่า ...'คนอื่นเขาหลงแล้วเขาไม่รู้ตัวนี่ แปดพันล้าน เออ
หนึ่งในแปดพันล้านยังอุตส่าห์รู้ตัว ...ก็ยังดี' ...เห็นมั้ย แค่รู้ตัวนี่ถือว่าดีแล้ว
อย่าไปนั่งโทษคนนั้นคนนี้ โทษตัวเอง โทษบุญวาสนาบารมี โทษปัญญาน้อยปัญญาทราม
โทษว่า 'เราไม่อยู่ในเหตุการณ์นี้ เราไม่ใช่สถานะที่จะเป็นผู้ปฏิบัติ
เรามีงาน ต้องทำงาน เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลามั้ง' ...อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด
มันจะโทษเพื่อให้เกิดความท้อถอยแล้วก็ล้มเลิก ...จะได้กลับไปมัวเมาเหมือนเดิม โดยสบายๆ
ไม่ต้องทำอะไร ไหลไปตามกิเลส โลภ โกรธ หลง เหมือนกับชาวโลกเขา
เฮๆ ฮาๆ เกะๆ กะๆ เก้ๆ กังๆ อยู่ในโลก ... เบียดเบียนกันไป เบียดเบียนกันมา ... สุดท้ายก็ตาย แล้วก็ตายไม่ใช่ตายสุดท้าย...ตายแล้วก็มาเกิด ... มันไม่จบ...ไม่จบ
(ต่อแทร็ก 4/8 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น