วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 4/8 (2)




พระอาจารย์

4/8 (540513A)

13 พฤษภาคม 2554

(ช่วง 2)


 (หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 4/8  ช่วง 1


พระอาจารย์ –  เอาใหม่ ... ตั้งใจขึ้นมา ตั้งมั่นอยู่กับกาย ... ตั้งแล้วตั้งอีกๆ ตั้งใจแล้วตั้งใจอีก ตั้งมั่นขึ้นแล้วตั้งมั่นขึ้นอีก 

เอาจนมันไม่หวั่นไหว เอาจนมันพอ เอาจนมันเต็ม เอาจนศีลสมาธิปัญญามันเต็มอยู่ในปัจจุบันของกายนั่นแหละ มันจึงจะเท่าทันอาการของนามขันธ์ ...มันจึงจะเข้าไปแจ้ง เข้าไปแยก เข้าไปเห็นตามความเป็นจริงของอาการทางนาม หรือผัสสะ 

รูป เสียง กลิ่น รส พวกนี้ถือว่าเป็นผัสสะที่มนุษย์ทั่วไปมันคุ้นเคยในการไหลออก ... มันก็ยากที่พอเริ่มต้นแล้วมันจะเท่าทันในทุกอายตนะ ...เดี๋ยวก็เผลอแล้ว ได้ยินเสียงก็เคลิ้มแล้ว ได้ยินเสียงก็หงุดหงิดแล้ว ...มันไม่รู้ตัวเลย 

พอเริ่มรู้ตัวปุ๊บน่ะ รักษาความรู้ตัวไว้ อยู่กับความรู้ตัว อยู่กับรู้กับตัว ... นั่นแหละใจมันจะตั้งมั่นขึ้นมาตามลำดับลำดา ...ตั้งมั่นเอง

ไม่ต้องไปเร่งมัน ไม่ต้องไปหาวิธีว่าทำยังไงถึงจะตั้งมั่นได้มากที่สุดหรือไม่มีหวั่นไหวเลย ...ขอไม่ได้ อ้อนวอนไม่ได้ อธิษฐานไม่ได้ ... อยู่ที่เหตุปัจจัยของการประกอบ...ด้วยสติ 

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน ไม่ต้องบนบานศาลกล่าว ... ท่านไม่ได้สอนให้บนบานศาลกล่าว ตั้งศาลเพียงตาทำพิธีการแล้วมันจะได้มา ...แต่ท่านสอนไว้ว่าต้องเจริญขึ้นมา โดยองค์มรรค ...ประกอบขึ้น 

ประกอบสติขึ้นมา ระลึกรู้ขึ้นมากับปัจจุบัน จนเป็นสมาธิตั้งมั่น ...เมื่อตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไม่หวั่นไหว แนบแน่นอยู่ภายใน  ดวงใจผู้รู้อยู่ภายใน ไม่เบาเหมือนปุยนุ่นน่ะ ...อาการเห็นตามความเป็นจริงมันก็จะชัดเจนขึ้นมาเอง

ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของการอ้อนวอน ติดสินบน ... การทำบุญให้ทานบางครั้งด้วยไม่เข้าใจ ทำเหมือนติดสินบน ทำแล้วอยากได้  ทำห้าบาทหวังผลล้านบาท อย่างนี้ มันค้ากำไรเกินควร ...มันต้องตามเหตุและปัจจัย 

เพราะนั้นถ้าอยากมีปัญญา ต้องเจริญสติมากๆ ให้ต่อเนื่อง  สมาธิต้องตั้งมั่นอยู่ภายใน เห็น เท่าทัน ทุกอาการ ... ไม่ละเลย ไม่ขี้เกียจ ไม่ปล่อย ไม่ให้มันลอย  อย่าให้ใจลอย อย่าไปเพลิน กับรูปกับเสียง  อย่าไปเพลินกับตอนที่ไม่มีอะไร 

ยืนอยู่บนหลักของคำว่ารู้ตัว รู้ตัวให้เป็น...รู้สึกตัวให้เป็น เอาหลักนี้เป็นหลัก  มีปัญหาอะไร...ขบคิดไม่ออก หงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญใจ  ไม่ได้ดั่งใจ มีปัญหาอะไรแก้ไม่ได้ เรื่องอะไรที่มันไม่สามารถลุล่วงไปได้...ด้วยงานด้วยอะไรก็ตาม  ถ้าเหนื่อยนักในการคิด ในการหา ในการทำนั้น ...ให้กลับมารู้ตัว 

มาพักอยู่ที่ฐานของคำว่ารู้ตัวกับปัจจุบันกาย  ยืนก็รู้ว่ายืน นั่งรู้ว่านั่ง เดินรู้ว่าเดิน นอนรู้ว่านอน มือยังไง ขายังไง วางอยู่ยังไง หน้าตาอยู่ยังไง คออยู่ยังไง ขยับยังไง  ให้กลับมารู้ ไล่อยู่ในอิริยาบถของกายนี่ ...เป็นที่พักใจ เพื่อให้ใจนี้ตั้งมั่นขึ้นมา  สามารถจะยืนหยัดอยู่กับปัญหา อยู่กับโลก

โลก...นี่มันเหมือนโม่ มันบดบี้ ทับถมอยู่ตลอดเวลา  มันกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่อ้างกาลเวลาเหมือนกัน ... เพราะนั้นถึงเวลาที่มันถูกบดกลืนด้วยความที่เราไม่มีปัญญาจะไปต่อสู้กับมัน หรือว่าไปหยุดยั้งมัน หรือว่าไปอยู่กับมันด้วยความเข้าอกเข้าใจมันแล้วนี่ ...ต้องมาพัก หยุดอยู่กับปัจจุบันของกาย

ไม่ได้หมายความว่าให้กายหยุด ...แต่หมายความว่าให้จิตมันหยุดอยู่กับกาย จิตมันหยุดรู้อยู่กับกาย ตั้งมั่นอยู่กับกาย ...แล้วก็ดูไป กายมันทำอะไร มันหยิบมันจับ มันขยับมันเขยื้อน มันเคลื่อน มันไหว มันนิ่ง มันยก มันย่าง มันเหยียบ มันเดิน มันร้อน มันอุ่น มันแข็ง มันหนาว มันเมื่อย มันปวด มันสบาย มันเบา มันหนัก ...ดูมันเข้าไป เป็นปัจจุบันของกาย

ไม่รู้อะไรหรอก ...ถ้าอยู่ตรงนั้นน่ะไม่มีอะไรหรอก ไม่รู้อะไรหรอก ไม่มีความรู้อะไรด้วย...แต่สบายดี ...  ตรงนั้นน่ะเป็นที่สบาย เป็นที่ธรรมดา เป็นที่ที่ไม่มีอารมณ์ เป็นที่ที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ เป็นที่ไม่มีความคิด เป็นที่ที่ตรงนั้นไม่มีอดีต ที่ที่ตรงนี้ไม่มีอนาคต

สังเกตดู  เวลาเรารู้อยู่กับกาย เป็นที่เดียวที่มีแค่...กายกับรู้...สองสิ่งเท่านั้นจริงๆ  อดีตไม่มี อนาคตไม่เห็น ความคิดไม่เกิด บุคคลไม่มี สัตว์ไม่มี วัตถุข้าวของไม่มี สุขทุกข์ไม่มี  เห็นมั้ย ไม่มีอะไรหรอก มีอยู่สองสิ่งคือกายกับรู้ตัว รู้ว่ากาย รู้ว่ามีตัว แค่นั้นเอง

ตรงนั้นน่ะเป็นจุดหยุด จุดพัก จุดพิง จุดอาศัย เป็นที่พึ่ง ... พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ท่านเอาตรงนี้ เป็นที่พึ่งที่อาศัย เป็นที่อยู่ ...ตอนแรกก็เป็นที่พึ่งที่อาศัยก่อน ต่อไปนี่ท่านเอาตรงนี้เป็นที่อยู่เลย...เป็นวิหารธรรม เป็นกุฏิ เป็นบ้าน เป็นสถานที่ส่วนตัว ส่วนบุคคลจริงๆ

แล้วมันจะเข้าใจเอง แล้วมันจะสามารถยืนหยัดเรียนรู้กับโลกภายนอก...คือผัสสะ และโลกภายใน...คือขันธ์ ๕  ด้วยความตั้งมั่นอยู่กับความรู้เห็น และปล่อยวาง 

ก็จะเห็นว่า...ไอ้แต่ก่อนที่เคยมีเรื่อง อะไรที่เป็นเรื่อง อะไรที่มีปัญหา อะไรที่เป็นปัญหา  ก็จะเข้าใจเลยว่า ไม่เห็นมีเรื่องเลย ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างไม่เป็นเรื่องอะไรเลย  ทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย 

เหมือนกับเรานั่งอยู่อย่างนี้ มองดูต้นไม้ ... มองดู เห็นต้นไม้มั้ย  รู้สึกอะไรมั้ย ...มันไม่รู้อะไรเลย ใช่มั้ย ... เห็นมั้ย ต้นไม้ไม่มีปัญหา เพราะเราไม่มีปัญหาอะไรกับมัน 

แต่ถ้ามีความคิดเข้าไปตรึกอยู่ตรงนั้น 'ทำไมต้นนี้ใหญ่ ทำไมต้นนี้เล็กล่ะ ทำไมต้นนั้นมันมีใบเยอะ ทำไมต้นนี้ไม่มีใบเยอะเท่าต้นนั้น' นี่ เริ่มมีปัญหาแล้ว ...แล้วปัญหานี่มันไม่ได้อยู่ที่ตัวนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้นะ มันอยู่ที่เราเข้าไปให้ความเห็นกับมัน

เพราะนั้นถ้าเรารู้...เข้าใจ นี่ ทุกอย่างจะไม่มีปัญหาเลย  มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ ...ต้นไม้นี่มันตั้งอยู่ก่อนโยมมานั่งอีก โยมไปแล้วมันก็ยังตั้งอยู่ 

แต่มนุษย์นี่เข้าใจว่าสามารถแก้ปัญหาได้ ด้วยการเข้าไปเปลี่ยนมัน ...อย่างนี้ แก้ไม่ถูก 

แต่ถ้าเข้าใจนี่ ปัญหาหมดเลย ...ทั้งๆ ที่ว่าต้นไม้ก็ยังตั้งอยู่ แต่เราไม่มีปัญหากับต้นไม้ เพราะเราเข้าใจว่าต้นไม้ไม่เคยมีปัญหากับเรา  

รูปไม่เคยมีปัญหา รูปคือสิ่งทุกสิ่งที่เรามองเห็น เสียงคือทุกเสียงที่มีอยู่ในโลกนี้  มันไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยเป็นทุกข์กับเรา ไม่เคยให้ใครเป็นทุกข์  

กลิ่น รส สัมผัส ในโลกนี้  มีตลอดเวลาอยู่แล้ว มันไม่เคยเป็นปัญหากับใคร ...ถึงเราตายไปแล้ว รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ...มันก็อยู่ในโลกนี้ 

เหล่านี้ที่เขาเกิดขึ้น เขาตั้งอยู่นี่ ... เขาไม่มีเจตนาในการที่จะมีปัญหาหรือมีเงื่อนไขกับสิ่งใดเลย ...เป็นธรรมดาของเขา เป็นธรรมดาของการปรุงแต่ง อาการปรุงแต่งของเขา 

เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิด...เขาเกิด  เมื่อมีเหตุปัจจัยประกอบให้เขาตั้งอยู่...เขาก็ตั้งอยู่  เมื่อหมดเหตุปัจจัยแห่งการตั้งอยู่...เขาก็ดับ ... เขาไม่มีเจตนาในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือดับไป

แต่มนุษย์ คนทั่วไป...ไม่เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ของธรรมชาติ  มันจึงเห็นว่าทุกสิ่งเป็นปัญหา...เสียงนี้ดี เสียงนี้ชั่ว รูปนี้สวย รูปนี้ไม่สวย  กลิ่นนี้หอม กลิ่นนี้เหม็น  รสชาตินี้อร่อย รสชาตินี้ไม่อร่อย นี่เค็ม นี่หวาน นี่จืด 

จืดมันเคยว่าไหมว่ามันจืด เค็มมันเคยบอกมั้ยว่ามันเค็ม หวานมันเคยบอกว่ามันหวานมั้ย ... เขาไม่เป็นอะไร เขาเป็นแค่อาการลักษณะหนึ่งที่แตกต่างกันไป ...ตัวเขาเองเขาไม่รู้ เขาไม่มีเจตนาจะให้มนุษย์นี้มีความสุขความทุกข์กับเขาเลยในรส ในกลิ่น ในสัมผัสเหล่านี้

แต่ด้วยการที่เราเข้าไปหมาย...ด้วยความจำ ด้วยความเห็น ด้วยความแบ่งแยก ด้วยการเปรียบเทียบ ...มันจึงเกิดความเลือก ... เมื่อมีการเลือกด้วยความจำ ความคิด ความเห็น  มันจึงมีความอยากและไม่อยากตามมา ...แล้วก็มากขึ้นเรื่อยๆ 

ถ้าเรายังผูกกับความเห็นเช่นนี้ หรือยังไม่เข้าใจตามความเป็นจริง  มันก็จะหลงไปตามที่เราไปให้ค่ากับวัตถุข้าวของ หรือผัสสะต่างๆ...ว่าดี ว่าเบา ว่าร้าย ว่าละเอียด ว่าประณีต ว่านี้เป็นสุข ว่านี้เป็นทุกข์

รูปที่ปรากฏ เห็นมั้ย ธรรมชาติที่ปรากฏ นี่ เห็นมันตั้งอยู่มั้ย ...เห็นมั้ย เขาตั้งอยู่ยังไง ...เขาตั้งอยู่เงียบๆ เห็นมั้ย เขาตั้งอยู่ของเขาเงียบๆ ตั้งอยู่ในความเงียบ  ไม่มีอะไร ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้เป็นอะไร ...นี่คือรูปตามความเป็นจริง

แต่เมื่อเรามากระทบปุ๊บ มันมีความไม่เงียบปรากฏขึ้นแล้ว สังเกตดู ...เป็นความคิดบ้าง เป็นอารมณ์บ้าง เป็นความเห็นบ้าง ... ตรงนี้ เป็นตัวทำลายความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวที่ปกปิดความเป็นจริงของธรรมชาติ เป็นตัวที่ทำให้เราเห็นธรรมชาตินี่คลาดเคลื่อน 

แต่ถ้าเรารู้ด้วยภาวะที่รู้เฉยๆ ด้วยจิตที่เงียบ ... รู้ รับทราบ รับเห็น รับได้ยิน รับฟัง รับกลิ่น ...ด้วยภาวะที่เงียบ  เราก็จะเห็นความเงียบในสิ่งนั้น  เราจะเข้าไปถึงความไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีความเป็นอัตลักษณ์ในตัวของมันเอง 

มันเป็นแค่สภาวะที่เงียบ สงัด ...ไม่ได้บอก ไม่ได้ว่าอะไร ... เขาเป็นเอกภาพ เป็นอิสรภาพในการตั้งอยู่ของเขา โดยที่ตัวเขาเองไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าเขาคืออะไร ...เห็นมั้ย เห็นความบริสุทธิ์ของธรรมชาติมั้ย การตั้งอยู่ของธรรมชาติ 

นี่คือว่าทำไมหนึ่งในข้อวัตรของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน คืออยู่รุกขมูล เสนาสนะป่า ...เพื่อให้มาอยู่ในป่า เพื่อให้เห็นธรรมชาติอันแท้จริง นี่เป็นอุบายหนึ่ง...ที่น้อมให้เห็นความเป็นจริง 

แต่ในส่วนที่เราไปอยู่ในสังคมมนุษย์...สัตว์ที่มีกิเลสปรุงแต่ง  มันจะไม่ชัดเจนเหมือนเรามาอยู่กับธรรมชาติ  เพราะมันจะมีอาการประหลาดๆ แตกต่างกัน  ที่เราจะไม่เห็นความเงียบในรูปนั้น นามนั้นเลย ...ยากมาก  แต่ไม่ยากเกินไป ... ขอให้เราเข้าใจ

ขอให้เราเข้าใจ ทบทวนมัน ทบทวนความเป็นจริงกับตัวเอง ...เวลาเราอยู่คนเดียว เวลาอยู่กับธรรมชาติที่ล้อมรอบตัวเรา  แม้จะเป็นตึกรามบ้านช่อง อยู่ในห้องในหับ ถึงมันจะเป็นความปรุงแต่งที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยมนุษย์ก็ตาม  แต่มันก็แสดงความเป็นกลาง ที่ไม่มีอะไรในตัวมัน 

แล้วก็พยายามรู้เห็นกับมันด้วยอาการเงียบๆ ไม่ต้องพูดมาก ...ไม่ใช่ว่าพูดด้วยปาก ให้ใจนี่ไม่พูดเลย  ลองอยู่กับมันเฉยๆ รู้เฉยๆ ได้ยินเฉยๆ ซิ  ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ รู้เฉยๆ สิ ...จะเข้าไปถึงความสงบที่แท้จริง หรือว่าสัมมาสมาธิ มีความตั้งมั่นกับธรรมชาติ ...เป็นธรรมชาติ 

เพราะนั้นความสงบที่เป็นสัมมาสมาธินี่ เป็นสมาธิที่เป็นธรรมชาติ ...ไม่ได้สร้างขึ้นมา มันมีอยู่แล้ว  ขอให้เรารู้กับทุกสิ่งด้วยความเงียบ  มันจะเกิดความเยือกเย็นภายใน สงบตั้งมั่นเยือกเย็นของมันเองน่ะ  ชุ่มฉ่ำ ผ่อง สบาย เบา นั่นน่ะสัมมาสมาธิ 

ที่ไม่ใช่ว่าเอาเป็นเอาตาย...กัดฟันพุทโธๆๆๆ  ไอ้อย่างนั้นน่ะสงบแบบโยนก้อนหินลงแม่น้ำ มันทิ้งดิ่งจมลงไปเลย ... แต่ถ้าสมาธิที่เป็นธรรมชาติของสัมมาสมาธิที่อยู่กับทุกสิ่งโดยความเป็นกลาง มันจะมีความเงียบภายใน 

จริงๆ ไอ้สิ่งที่อยู่ข้างหน้าเราน่ะมันเงียบอยู่แล้ว ...มีไอ้ตัวข้างในนี่แหละไม่เงียบ ปากมาก ช่างคิดช่างฝัน ช่างวิจารณ์ ช่างจดช่างจำ ช่างเปรียบช่างเทียบ ช่างคาดค้นด้นเดา ช่างคะเน ช่างเหมาเอา 

เนี่ย ให้สังเกตดูดีๆ  แล้วก็รู้ให้ทัน  รู้ให้ทันแล้วไม่ไปต่อ ...เออ ไม่เอา ...เออ ช่างมัน ไม่เอา  มันจะว่าหืออืออะไรออกมาเวลาเราอยู่คนเดียวกับมัน

เอาจนมันเงียบ เอาจนมันหุบปากน่ะ ...ตอนนั้นน่ะสบาย  ใจผู้รู้...หมายความว่าขณะนั้นน่ะมันจะตั้งมั่นขึ้นมา อยู่ด้วยตัวของมันเอง  อยู่แบบเงียบๆ อยู่แบบสันโดษในตัวของมันเอง อยู่แบบไม่มีปากมีเสียงกับใคร  ...ใจตรงนั้นน่ะมันจะเข้าใจทุกอย่างชัดเจนขึ้นมา 

แต่ถ้าตราบใดที่ใจดวงนี้ รู้อะไร เห็นอะไร แล้วแป๊บๆๆๆๆ...มีคำพูดตลอดเวลา ... มันจะไม่เข้าใจ ว่าเสียงคืออะไร จะไม่เข้าใจว่ารูปคืออะไร จะไม่เข้าใจว่าการกระทำของคนอื่นคืออะไร ...มันมีแต่ว่าเลวร้าย  มีแต่ว่าดี มีแต่ว่าไม่ดี  มีแต่ผิด มีแต่ถูก ... มันจะไม่เห็นความเป็นจริงในอาการ จนกว่าเราจะเงียบ รู้เฉยๆ

แต่มันยากในชีวิตประจำวัน ...เพราะนั้นเมื่อมันไม่เงียบ ก็ให้มันมาเงียบกับกายก่อน...เป็นอุบาย ให้ตั้งมั่นอยู่กับกาย ... เพราะถ้ามันไปตั้งมั่นกับรูป เสียง กลิ่น รส  เดี๋ยวก็อดไม่ได้ ที่จะเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ 

แล้วก็ยินดี-ยินร้าย ชอบหรือหงุดหงิด  แล้วก็ยิ่งถลำเข้าไปๆ เรื่อยไป หรือว่ายิ่งดีใจ พอใจ ตื่นเต้นนี่  อู้หู มีความพึงพอใจ ก็เข้าไปภูมิอกภูมิใจ ดีอกดีใจ หลงไปในนั้นน่ะ ... เสียหายหมดนะ

เสียหายอะไร...ใจเสียหาย  เสียหายยังไง...มันหายไปไง  มันเสียหายน่ะ ใจมันเสียหาย คือมันหาย  ถ้าหลงไปในความยินดียินร้าย หลงไปในความเสียอกเสียใจ ดีอกดีใจ  มันได้...ได้ความดีใจ ได้ความเสียใจ  แต่มันเสียอะไร...เสียใจ ใจมันหาย 

ใจหายนี่ขาดทุน ถือว่าขาดทุน ขาดทุนชีวิตในการเกิด ...เพราะเวลามันหายไปด้วย เวลาที่หายไปคือใกล้ตายมากขึ้นด้วย ... แทนที่จะใช้เวลาที่หายไปให้ได้ค่าสูงสุดด้วยการให้มีใจรู้ อยู่กับใจ ให้ใจมันเห็น ให้ใจมันเข้าใจกับโลกได้นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ...กลับขาดทุนอีกแล้ว เกิดมาถือว่าขาดทุน 

ไปบวกลบคูณหารดูว่า ตั้งแต่อยู่มา ตั้งแต่เกิดมาจนถึงนี่  กำไรหรือขาดทุน ...บอกให้เลย ไม่กำไร ขาดทุน ติดลบ ...ถึงขั้นติดลบ

อย่าให้เสียชาติเกิด อย่าให้เสียเวลาที่เกิด อย่าให้เสียเวลาที่จะอยู่ แล้วก็เสียเวลาที่กำลังจะต่อไป ...ใช้เวลาให้มีค่าสูงสุด  ภายนอกก็ทำไป ภายในก็ทำด้วย ...ทำงานก็ทำ พูดก็พูด คุยก็คุย เล่นก็เล่น อยากทำอะไรก็ทำ...แต่อย่าให้เสียใจ อย่าให้ใจหาย 

นี่ทำได้ยังไง ... ทำได้...ถ้าตั้งใจทำ  ก็ถ้าตั้งใจทำแล้วทำไม่ได้นี่ พระพุทธเจ้าท่านจะไม่มาตรัสในโลกนี้  ท่านจะต้องเสด็จไปเกิดอยู่ในเทวโลกหรือพรหมโลกเสียดีกว่าสิ  ทำไมท่านต้องมาอุบัติจุติในครรภ์ของสัตว์มนุษย์ล่ะ 

เพราะท่านเล็งแล้วเล็งอีก พิจารณาแล้วพิจารณาอีก ว่าในการเกิดที่จะได้ประโยชน์สูงสุดในชาติสุดท้ายของความเป็นพุทธะ คือต้องมาเกิดในโลกมนุษย์ ...เพราะสัตว์โลกสัตว์มนุษย์มีศักยภาพสูงสุดในการเจริญมรรคแล้วได้ผล

มีแต่มนุษย์ที่มันคิดเองว่ามันต่ำต้อยด้อยค่าไร้ความหมาย ไม่รู้เกิดมาทำไม ปฏิบัติธรรมก็ไม่มีประโยชน์หรอก ไม่ได้ผลหรอก เสียเวลาเปล่า ... เนี่ย เถียงพระพุทธเจ้าได้ยังไง ...ถ้ามนุษย์ไม่ดีจริง ไม่มีศักยภาพจริง พระพุทธเจ้าไม่มาเกิดในมนุษย์หรอก 

อย่างนั้นท่านก็ไปเกิดอยู่ในภพภูมิของเทวดาสิ มีตั้ง 7 ชั้น  พรหมโลกอีก 16 ชั้นน่ะ  ท่านไม่ไปอ่ะ ...แต่มาเกิดเป็นมนุษย์ มาเกิดแก่เจ็บตายกับมนุษย์ มาเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกับมนุษย์ มาเย็นร้อนอ่อนแข็ง สุขๆ ทุกข์ๆ กับมนุษย์

ธรรมส่วนใหญ่ที่ท่านให้ไว้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี่  เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์สอนให้กับมนุษย์ โดยไม่มีชั้นหรือวรรณะ  ท่านไม่เคยแบ่งเลยว่ามนุษย์คนไหน ผู้หญิงนะ ผู้ชายนะ  ผู้ชายต้องทำบทนี้นะ ผู้หญิงต้องทำบทนี้นะ ...ท่านให้เสมอกัน 

จะเด็ก จะหนุ่ม จะแก่  จะชาติไหน เผ่าพันธุ์ไหน ผิวพรรณวรรณะอย่างไร  ท่านก็สอนให้ธรรมอันเดียวกัน  ท่านมองเห็นว่าเสมอกัน...ในการมีจุดเริ่มต้นออกสตาร์ทนี่จุดเดียวกัน เท่ากันหมด 

มีแต่คนที่ไม่น้อมนำพระธรรม ไม่น้อมนำคำสอน ไม่น้อมนำตามผู้ปฏิบัติตามความเห็นชอบ เห็นถูก เห็นควร  ...มันไม่วิ่งไปข้างหน้า มันจะวิ่งถอยหลัง ... จุดสตาร์ทเขาให้วิ่งไปข้างหน้า มันเล่นถอยหลังอย่างเดียว ...แข่งกันถอยหลังเข้าคลอง 

คือยิ่งผูกไปกับความคิด ยิ่งผูกกับความจำ ยิ่งผูกกับอารมณ์ ยิ่งผูกกับอดีตอนาคต ยิ่งต้องให้ได้ ต้องให้มี ต้องให้เป็น...ต้องๆๆๆ  มีแต่ต้องกับต้อง อย่างนี้ ... นั่นแหละ มันเหมือนกับโซ่ล่าม หรือเชือกมัดใจเจ้าของ ตัวเจ้าของ ให้เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่กับโลก ...นั่นแหละถึงเรียกว่าถอยหลังเข้าคลอง

มันไม่เข็ด ไม่เบื่อ ไม่รังเกียจการเกิดเลย ...เหมือนมีความสนุกในการเกิดแก่เจ็บตาย การได้สุข การได้ทุกข์ การพลัดพราก การคับแค้นแน่นใจ การปริเทวนา การโสกะพิรี้พิไร ดีใจ เสียใจ กระโดดโลดเต้น 

มันสนุกในสิ่งที่พระอริยเจ้า พระพุทธเจ้าล้านๆ พระองค์ ท่านไม่เคยบอกเลยว่าโลกนี้มีสุข ...มีแต่เห็นว่ามันหาสุขไม่ได้ สุขที่แท้จริงไม่มี  มีแต่สุขปลอมๆ คือสุขแบบฉาบทา มาหลอกให้เราหลง  พอแว๊บนึงก็หายไป แว๊บนึงแล้วก็หายไป 

นั่นแหละ ท่านไม่เรียกว่าสุขเลย  พระพุทธเจ้าบอกอาการนี้คือทุกข์แท้ๆ เลย  ทุกข์แท้ๆ แบบมีสิ่งเสพติดมอมเมาอยู่ในมัน ...ด้วยอำนาจปัญญาพื้นๆ ของมนุษย์ที่ไม่ได้ขัดเกลาเจริญปัญญาขึ้นมา จะไม่มีทางมองเห็นหรือเอาชนะ หรือเห็นความเป็นจริงของทุกข์ที่มันเข้าใจว่าสุขนี้ได้เลย 

ถ้าสนุกจริง ถ้าสุขจริง อย่าหายสิ ...ได้แล้วได้เลยสิ  ทำไมต้องหาใหม่ล่ะ ทำไมต้องประคับประคองสัมพันธภาพนี้ สัมพันธภาพของกายกับวัตถุ สัมพันธภาพระหว่างกายกับผัสสะ สัมพันธภาพระหว่างกายกับบุคคลไว้ล่ะ มันถึงจะรักษาความสุขนั้นไว้ได้

แล้วถึงจะประคับประคองขนาดไหน รักษาขนาดไหน ทะนุถนอมขนาดไหน ...ยังเอาไม่อยู่เลย ยังมีแต่จางคลาย ไม่เหมือนเดิมแล้ว...ยังไงก็ไม่เหมือนเดิม 

แต่ด้วยความไม่รู้...มันก็เข้าใจว่า ถ้าเปลี่ยนวัตถุใหม่ เปลี่ยนบุคคลใหม่ เปลี่ยนข้าวของใหม่ เปลี่ยนสถานที่ใหม่ ความสุขนั้นจะเกิดขึ้นใหม่ ...แน่ะ เขาเรียกว่าปัญญาแบบศรีธนญชัย ไปเอาน้ำขุ่นๆ 

จริงแล้ว...ต้องไปอีกเท่าไหร่ เกิดตายอีกเท่าไหร่  เพราะไอ้ตามหาความสุขที่มันไม่เที่ยงนี่แหละ ...เหมือนหาภพของความสุข แล้วพยายามจะให้มันเต็ม จะให้มันเที่ยง จะให้มันไม่หายไปไหน ให้ได้

แต่ทำไมตายเอ๊าตายเอา ...คนที่เรารักก็ตาย คนที่เกลียดก็ตาย  วัตถุข้าวของที่ชอบก็แตกหักพังทลาย  กลิ่น เสียง รส สัมผัส ความเอร็ดอร่อย อยู่ได้แค่ปลายลิ้น ไม่เกินหนึ่งนาทีน่ะ...หายแล้ว ในรสอร่อยน่ะ ในกลิ่นในเสียงน่ะ 

นี่ทำไมมันไม่เห็นล่ะ ...เพราะมันไม่เห็นปัจจุบัน มันเลยไม่เห็นความเป็นจริงที่มันหายไป  แต่มันไปมองว่าอนาคตยังมีอยู่ มันไปคาดคำนึงอยู่ว่ามันน่าจะมี ต้องมี เดี๋ยวมันต้องมี ...ทั้งที่จริง ที่หมายก็ไม่มี ที่ตั้งก็ไม่มี 

แต่ถ้าคิดขึ้นมาปุ๊บ มีเลยในความคิดนั้น ... แต่มันคิดเองเออเอง หลงเองทุกข์เอง ...กายนี้ไม่ได้เป็นทุกข์  ทุกข์มาจากไหนล่ะ...โง่ สร้างมโนภาพในใจขึ้นมา เรียกว่าความปรุง...แล้วยึดมั่นถือมั่นในความปรุงนั้นๆ เป็นภพเป็นชาติขึ้นมา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ... นี่ คิดถึงอะไร ...คิดถึงลมๆ แล้งๆ รึเปล่า 

เนี่ย ถ้ามีปัญญานะ มันจะเห็นว่าอะไร มันเป็นยังไง ... เราถึงบอกว่านั่งอยู่เฉยๆ รู้มั้ยว่านั่ง ...จะเห็นได้ในปัจจุบันว่าไม่มีอะไรเลย ...มันจะมีต่อเมื่อคิด เห็นมั้ย

แล้วความมีความเป็นคืออะไร มันจริงหรือมันหลอก ...อะไรจริง อะไรหลอก  อันไหนตัวจริง อันไหนตัวหลอก  ตัวเราไหนจริง ตัวเราไหนหลอก ...ดู ให้ทัน ให้เห็น  แล้วจะเห็นว่าตัวหลอกคืออะไร

ทั้งวันนี่พวกเราอยู่กับตัวหลอก แล้วก็หลอกตัวเอง ... เพราะนั้นก็มาอยู่กับตัวจริง แล้วจะเห็นในความไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร ไม่หมายความว่าอะไร ไม่คืออะไรทั้งสิ้น ...เงียบ 

ถ้ามันอยู่เงียบๆ คนเดียว มันจะไม่มีความปรารถนาในการพูด ทำ คิด  เพราะมันจะเห็นว่าอาการที่ทำตามความปรารถนา ไม่ว่าจะพูด ทำ คิด เป็นทุกข์ทั้งสิ้น ...ออกจากเงียบนี้เมื่อไหร่ ทุกข์ทันที  ปรุงเมื่อไหร่...ทุกข์ อดีตเกิดเมื่อไหร่...ทุกข์ อนาคตเกิดเมื่อไหร่...ทุกข์ เครียด กังวล คาดเดาไม่ได้ 

เห็นมั้ย ออกจากเงียบๆ คนเดียวนี่เมื่อไหร่  ท่านเรียกว่าพญามารนี่มันเอาบ่วงคล้องเลย  มึงออกมาปั๊บนี่ บ่วงคล้องพั้บเลย  ...ขันธมาร กิเลสมาร เทวบุตรมาร มัจจุมาร อภิปุญญาภิสังขารมาร มันพร้อมทั้งนั้น พอออกนอกปั๊บนี่ ติดบ่วงมันเลย

แต่ก็ว่าไม่ได้นะ  บางคนเขาก็ชอบบ่วง ว่าสนุก มันดี  แบบว่าชีวิตนี้จะไร้สีสัน ถ้าไม่มีอารมณ์ ถ้าไม่มีอะไร แล้วมันจะจืดชืด แน่ะ มันเข้าใจว่าเป็นประสบการณ์ มันเข้าใจว่าสะใจ รู้สึกว่ามันได้อะไร

หารู้ไม่ว่า...อย่าไปล้อเล่นกับพญามาร


(ต่อแทร็ก 4/9)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น