วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แทร็ก 4/5




พระอาจารย์

4/5 (540510C)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

10 พฤษภาคม 2554




พระอาจารย์ – เป็นไง เข้าใจมั้ย

โยม – เข้าใจบ้างค่ะ

พระอาจารย์ – ถ้าตัวเองไม่ฝึก ก็มีคนอื่นเขามาฝึกให้  ธรรม...ธรรมชาติจะฝึกให้ ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้อมรอบตัวนี่  เราบอกว่าเหล่านี้เป็นอาจารย์ เป็นเทรนเนอร์ เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้ที่สงเคราะห์ 

คือเป็นปัจจัยที่สงเคราะห์ทั้งสิ้น ...ให้เห็นว่า อ้อ..ยินดีอยู่ อ้อ..ยังยินร้ายอยู่ อ้อ..ยินดีอีกแล้ว อ้อ..ยินร้ายอีกแล้ว นั่นแหละอาจารย์ ...เป็นบทเรียน บททดสอบ บทพิสูจน์ธรรม ...อ้อ เรายังไม่กลาง’ 

แล้วอย่าไปหาความเป็นกลางที่ไหนนะ อย่าไปหาความเป็นกลางที่อื่นนะ ...  ต้อง 'ตรงนี้' ให้ได้  

ไม่ใช่ไปอยู่ตรงไหนแล้วว่า อ้อ ดี ตรงนี้เป็นกลางดี เออ นั่นมันกลางตามกิเลส กลางตามที่พอใจ ...ไม่กลางนะ ...มันหนีมา  นั่นผลของการที่ถูกตี...ถูกตีจนแตกทัพ แล้วไปนั่งอ่อนแรงอยู่ริมน้ำ แล้วว่าสบายดี ...นี่มันไม่องอาจกล้าหาญในชัยชนะ ในสิ่งที่ว่า...ได้มาด้วยความรู้เข้าใจ และเป็นการได้ด้วยความไม่หวั่นไหว

หนีไม่พ้นหรอกโลก ...โลกก็คือโรค มันมีแต่เชื้อโรค ทุกที่น่ะ ที่ไหนก็เหมือนเดิม ...ก็บอกว่าเป็นที่ปราบเซียน  เป็นเซียนรึเปล่า ถ้าเป็นเซียนน่ะโดนปราบแน่  แต่ถ้าเป็นคนธรรมดานี่ ไม่โดนปราบ เพราะมันจะปราบแต่เซียน  

เวลาเราอยู่นี่เราไม่ได้มีความเป็นเซียน เราเลยเป็นธรรมดา ...ถูกเขาด่าก็เป็นธรรมดา ถูกเขาข่มขู่บังคับก็เป็นธรรมดา ถูกเขาใช้งานก็เป็นธรรมดา เพราะไม่ได้เป็นเซียนให้ใครมาปราบ  มันจะปราบแต่เซียน ...เพราะนั้นก็อยู่แบบคนเดินดินกินข้าวแกงธรรมดา 

มันไม่ได้อย่างที่เราต้องการหรอก ...ก็อยู่แบบคนสิ้นไร้ไม้ตอก สิ้นไร้ซึ่งตัวตน สิ้นไร้ซึ่งความมีอัตตาในตน ... สบาย อยู่ที่ไหนก็สบาย ...แล้วจึงจะเห็นคุณค่า

นั่นแหละ เมื่อธรรมชาติสอน เราก็จะได้เห็นธรรมชาติกับความเป็นจริง  และความเป็นจริงนั่นแหละจะเป็นตัวสอน  ให้เราเข้าใจ...ให้ยอมรับ

ไม่ได้ก็ต้องได้ ... เพราะโลกนี้ไม่ใช่ของเรา ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุและปัจจัย  มนุษย์ก็ประกอบขึ้นด้วยเหตุและปัจจัย ...กี่ส่วนก็ว่ากันไป กิเลสกี่ส่วนก็ว่ากันไป ก็เป็นเหตุปัจจัย สิ่งนี้เกิด...สิ่งนี้เกิด

เหตุปัจจัยของรูปนามนี้ มีกิเลสกี่ส่วน ชำระออกกี่ส่วน หรือไม่ได้ชำระเลยกี่ส่วน...นี่เป็นเหตุ  เมื่อมีเหตุปัจจัยของรูปนามที่กอปรด้วยกิเลสกี่ส่วนๆ มันก็แสดงอาการออกมาตามเหตุปัจจัยนั้นๆ ...จริงมั้ยล่ะ 

ต้องยอมรับตามความเป็นจริง ...ถ้าเห็นความเป็นจริงแล้วไม่ยอมรับความเป็นจริง เรียกว่าเถียงพระพุทธเจ้านะเนี่ย ใช่ป่าว ...เถียงไม่ได้หรอก...เหตุอย่างไร ผลอย่างนั้น  สิ่งนี้เกิด...สิ่งนี้เกิด  สิ่งนี้เกิดมาก...สิ่งนี้เกิดมาก เป็นธรรมดา  

ใจเราต้องรับรู้ด้วยปัญญาคือความเป็นกลาง ...ไม่กลางก็ต้องกลาง  ถ้าไม่กลางก็ ยินดี...รู้ ยินร้าย...รู้  ไม่เข้าไปประกอบเหตุปัจจัยร่วมด้วยกับยินดีนั้นยินร้ายนั้น ด้วยความคิดความปรุง ด้วยความเห็น

มันก็จะเข้าใจเอง  จิตมันก็จะ "อ้อ" ... เมื่อเราไม่ไปปรุงต่อด้วยความยินดี ไม่ไปปรุงต่อด้วยความยินร้ายแล้ว  มันไม่มีอะไรเกินกว่า..."ดับไปเป็นธรรมดา" อย่างนี้  

อย่างนี้แหละ ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ...เรียนธรรมะบทเดียวให้จบ เรียนธรรมะวลีนี้ ประโยคนี้ให้จบ ประโยคเดียว  เข้าใจหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์  ทะลุไปถึงอนัตตา หาความเป็นตัวตนไม่ได้ แม้แต่เรา แม้แต่เขา  ...ด้วยแค่ธรรมบทเดียว

เหมือนรอยเท้าช้าง ... สัตว์ในโลกนี้ไม่มีสัตว์ตัวใดรอยเท้าจะมาใหญ่เท่ารอยเท้าช้าง  เรียนธรรมแค่บทเดียว “กลาง...ตั้งมั่นให้ได้ในปัจจุบัน”  อยู่ด้วยความรู้และเท่าทันอาการที่เป็นปฏิฆะและอาการที่เป็นราคะ  มันก็คือยินดียินร้ายนั้นแหละ ...ให้เท่าเทียม  ยินดียินร้ายแล้วไม่ตามมัน

ต้องอดทน รู้ด้วยความอดทน ... มันยังรู้เบาไม่ได้ มันยังรู้ปล่อยไม่ได้ มันยังรู้วางไม่ได้ มันยังรู้ปกติไม่ได้  ต้องอยู่ด้วยความอดทนขันติ...ขันติธรรม  “ทุกข์ไม่ต้องบ่น อดทนเอา” นี่ หลวงปู่ว่า  ปากไม่ต้องพูด โดยเฉพาะวาจานี่  อวิชชา ปัจจยา สังขารา...วจีสังขาร อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปพูด

จนสุดท้าย อวิชชา ปัจจยา สังขารที่เป็นมโน จนจิตมันเงียบ  ด้วยความไม่ต้องบ่น อดทนเอา  เพราะมันไม่ยอมหยุดความยินดีซะที เพราะมันไม่ยอมหยุดความยินร้ายซะที  มันอยากโง่นักนี่ ...ช่างมัน อดทนเอา  

จนกว่ามันจะสละสิ้น  เท่าทันขึ้น เข้าใจขึ้น  ความยินดีนั้นจางลง ความยินร้ายนั้นจางลง เบาลง น้อยลง คลายออก  เป็นธรรมดาขึ้น มากขึ้น ...ถ้ายินดีน้อยลง ยินร้ายน้อยลง อะไรจะมากขึ้น  มันก็จะธรรมดามากขึ้น ปกติมากขึ้น  นั่นแหละ ผลเกิดแล้ว

เพียร ...อย่าใจร้อน  ถ้าใจร้อนใจเร็ว มันมักจะไม่ได้กินของที่สุกงอม ...รู้อยู่อย่างเดียวคือปัจจุบัน รู้แบบไม่รู้อะไร รู้แบบไม่เอาเรื่องเอาราวอะไร  อยู่ให้ได้  

หนีไม่พ้นหรอก หนีโลกภายนอกก็หนีโลกนี้ไม่พ้น โลกใบใหญ่กับโลกใบเล็ก  ...โลกใบใหญ่ก็ ดินน้ำไฟลม ต้นไม้ผู้คน  โลกใบเล็กก็คือขันธ์  อยู่ในโลกทั้งขึ้นทั้งล่อง หนียังไงก็หนีไม่พ้น ...ก็ ไม่หนี ไม่สู้ ยอมรับให้ได้ ด้วยความตั้งมั่นและเป็นกลาง

อยู่ด้วยความเข้าใจ ...ทำยังไงถึงจะเข้าใจมัน  ...ต้องอดทน ต้องมีขันติอดทนกับมันให้ได้  อย่าตีโพยตีพาย อย่ากระวนกระวาย ด้วยอำนาจตัณหาอุปาทาน  น้อมจิตลงกลับมาสู่รู้ในปัจจุบัน ยอมรับในปัจจุบัน  
ได้มากก็มาก ได้น้อยก็น้อย  ...จนไม่มีอะไรปรากฏ ก็รู้ว่าไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมาด้วยตัณหาอุปาทาน ... แล้วก็พยายามรักษาใจดวงนั้นไว้ ด้วยความเป็นกลางให้ต่อเนื่องไป

มันก็ไม่ได้อะไร ...แต่มันเข้าใจในธรรม เข้าใจความจริงหมดว่ามันเป็นอยู่แค่นี้เอง ... ธรรมทั้งหลายทั้งปวง พระพุทธเจ้าอุตส่าห์พากเพียรอบรมบ่มสอนมา สร้างบารมีสี่อสงไขยแสนมหากัป เพื่อมาเข้าสู่จุดนี้จุดเดียว เข้าสู่ความเป็นกลางของทุกสรรพสิ่งในจิตเดียวเท่านั้น ...จึงได้มาบอกมาสอน

แต่ด้วยความคิดความเห็นนั่นแหละ มันจะชักจูงให้เราไขว้เขว ออกนอกลู่นอกทาง ...เหมือนหลับหูหลับตาเดิน แต่มันเข้าใจว่ามันลืมตาเดิน  

หลวงปู่ท่านพูดเรื่อยว่า พวกนี้ศาสดาหัวแหลม  พวกศาสดาหัวแหลม ว่าไปเอง ยกตัวเองเป็นศาสดา  ด้วยความเชื่อความเห็นนั้นๆ ด้วยความจำนั้นๆ ด้วยความคิดนั้นๆ จนเป็นตัวบรรทัดฐานพาไปสู่วิถีการปฏิบัตินอกรูปนอกรอย ด้วยความเข้าใจว่า จะได้ดีกว่า จะได้เร็วกว่า ได้ตรงกว่า ได้ถูกกว่า

ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม  อย่าให้ขาด อย่าให้เกิน ... เพราะธรรมมีแค่นี้เอง มีแค่ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรม  จนกว่าจะเห็นปัจจุบันธรรมนั้นไม่มีอะไร ไม่เห็นอะไรในปัจจุบันธรรม  เมื่อนั้นแหละจึงจะไม่เห็นอะไรในปัจจุบันจิต

แต่ตอนนี้ มันยังมีอะไรๆ อยู่ในปัจจุบัน ...ก็อยู่กับมันไปก่อน ศึกษากับมัน สำเหนียกกับมัน  แยบคาย ด้วยการรู้และเห็นในปัจจุบัน ความเป็นจริงก็แจ่มชัดขึ้นมา ...ไม่ต้องค้น ไม่ต้องหาหรอก มันชัดมันแจ่มขึ้นมาเอง  ด้วยความที่ว่าเราอยู่ในความเป็นกลาง คือปกติกับมัน  

จนมันเข้าใจลึกซึ้ง  ความรู้ความเข้าใจที่เป็นปัจจัตตังก็จะเกิดขึ้น ปรากฏขึ้นในใจดวงนั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นด้วยการคาด คิดค้นด้นเดา วิเคราะห์วิจารณ์ ...เราเลือกไม่ได้ในปัจจุบัน เรากำหนดกฎเกณฑ์กะเกณฑ์มันไม่ได้  

เมื่อไม่ได้ก็ต้องอดทนให้ได้  ...ไม่มีอะไรหรอก อย่างมากก็แค่ตาย  ไม่มีอะไรทุกข์จนเกินตายหรอก สุดท้ายก็แค่ตาย  ไปกลัวทำไม หนีทำไม  หนีก็ตาย ไม่หนีก็ตาย  เจอก็ตาย ไม่เจอก็ตาย เอาดิ  ทำก็ตายไม่ทำก็ตาย ...จะไปทำทำไม จะไปคิดทำไม

อยู่อย่างนี้ อยู่แบบหน้าด้านๆ กับมัน  รู้แบบด้านๆ กับมัน รู้เฉยๆ นั่นแหละรู้ด้านๆ  ...ความเป็นจริงก็จะแจ่มชัดขึ้นมาเองว่า...หาอะไรในเราไม่ได้เลย  ไม่มีอะไรในสิ่งที่อยู่ต่อหน้าใจดวงนี้เลย  

มันเห็นน่ะ เห็นลักษณะอาการที่ไม่เหมือนกัน  รูปบ้างนามบ้าง หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ประณีตบ้าง มีบ้าง ไม่มีบ้าง  แต่ในนั้นน่ะไม่มีอะไร ไม่มีอะไรในความหมายนั้น  เมื่อนั้นแหละจึงจะ 'อ๋อ'  อ๋อสุดท้ายแล้ว เข้าใจแล้ว เห็นจริงแล้ว  เห็นจนทะลุ จนไม่รู้จะเห็นอะไรแล้ว แจ้งหมดเลย  

มันไม่ได้แค่เห็นแจ้งในลักษณะอาการ อ๋อ นี่รูป อ๋อ นี่นาม อ๋อ นี่นาม ไม่ใช่รูป อ๋อ นี่รูปที่มีลักษณะแตกต่าง อ๋อ นี่นามที่เป็นเวทนา ... มันเห็นเข้าไปกว่านั้นอีก ว่าในรูปในนามนั้น 'อ๋อ เห็นแล้ว ไม่มีอะไร  หาแทบตาย ไอ้บ้าเอ้ย กูมานั่งหาอะไรอยู่วะนี่'  

ตอนแรกมันก็มาจำแนกออก ว่านี่รูปนะ นี่นามนะ  กายนั่ง รู้ว่านั่ง  แล้วก็ 'เอ๊ะ กายไม่ได้นั่งเว้ยเฮ้ย  อ้าว แล้วอะไรนั่ง ... นั่งเป็นแค่คิด เป็นแค่จำ'  เห็นมั้ย มันแยกรูปแล้ว ...นี่ เห็นความแตกต่าง  

ตอนแรกเราก็ว่าเรานั่ง เห็นว่ากายนี้นั่ง  อ้าว ดูไปดูมา มันเป็นก้อนบ่ดาย ก้อนอะไรซื่อๆ  เป็นน้ำหนักที่ทิ้งตัวลงมา เย็นร้อนอ่อนแข็งอยู่ตรงนี้  ไม่เห็นมันบอกเลยว่ามันนั่ง  แล้วทำไมบอกว่ากายนั่ง นี่ เบื้องต้น

แต่คนทั่วไปเขาก็บอกว่านี่เรากำลังนั่ง กำลังเดิน ... ดูไปดูมา 'ใครเดินวะนี่'  เดี๋ยวก็เข้าใจ...เอ๊ะ ไม่มีเดิน มีแต่รูปปรากฏ เป็นก้อน ขยับ ไหว เท่านั้นเอง ... นี่ มันก็แยกรูป แยกนาม แยกเวทนา แยกสัญญา ออกเป็นส่วนๆ  เบื้องต้น มันแยกอย่างนั้น

พอแยกออกๆ จนเห็นว่าไม่มีมันในเรา ไม่มีเราในมัน ... จะเริ่มเห็นเป็นคนละเรื่องกันแล้ว ไม่สามารถมาร้อยรวมเป็นสิ่งเดียวกันได้ 

มันก็เริ่มแตกออกเป็นส่วนๆ กระจัดกระจาย ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ...รวมกันไม่ได้ ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นอัตตาหรือตัวตน ในความคิดความเห็น ในความเชื่อที่เป็นมิจฉา ที่จะมาหล่อหลอมให้มาเป็นตัวตนอันเดียวกัน

จากนั้นก็จะแทงลึกลงไป แทงตลอดในความละเอียดของนามนั้น ว่ามันคืออะไรเป็นอะไร มีความหมายอะไรในรูปนั้นนามนั้น  

ใครไปใครมาก็ทะลุลอดตลอดหมด มันไม่มีอะไร หาความเป็นอัตตาในนั้นไม่มี หาความเป็นอัตลักษณ์ในสิ่งนั้นไม่มี  มันแค่เป็นรูปเหมือนรูปในกระดาษ นามก็เป็นแค่ชื่อที่ปรากฏ  แต่ในนั้นน่ะกลวง ไม่มีอะไรในนั้น

นี่มันทำความแจ้งในรูปและนามอีกทีหนึ่ง หลังจากนี้ ชำแรก แยกรูปและนามออกเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นส่วน ด้วยการแยก ...มันก็ทะลุไปจนถึงสามโลกธาตุ ว่างหมด ตลอด ไม่มีอะไรขวางได้เลย  ด้วยญาณปัญญาที่อาโลโก จักขุง อุทปาทิ ญาณัง  อาโลโก อุทปาทิ ญาณัง

ญาณ ความรู้ความเห็นนี่แจ้งทะลุตลอดสามโลกธาตุ หาตัวตนใดตัวตนหนึ่งในสามโลกธาตุนี้ไม่มีเลย  มันแจ้งแทงตลอด นี่ เรียกว่ารู้แจ้งแทงตลอด ทุกรูปนาม ขันธ์ และภพทุกภพ  

จึงไม่มีที่หยุดที่อยู่  ไม่มีที่ให้หยุดและให้อยู่ ทุกภพ หมด ...คือความสิ้นภพจบพรหมจรรย์ ขีดเส้นใต้แล้วก็ลงฟุลสต๊อป จบ.  The end of the World.  สิ้นโลกสิ้นธรรม จบโลกจบธรรม  ถึงที่สุดแห่งบัญญัติและสมมุติ

มันแจ้งตลอด ไม่มีอะไรค้างคาอยู่เลย เพราะความเป็นอนัตตา ... มันเห็น ไม่ใช่คิดเอานะ ไม่ใช่พิจารณานะ ไม่มีลักษณะของพิจารณาให้เห็นเป็นความว่าง...ไม่เอา ไม่คิด  ไม่ใช่ความคิด...แต่เห็น เห็นไปจนแจ้ง แทงตลอด  ไม่มีอะไรในนั้น  มันตั้งอยู่บนไม่มีอะไร

เงียบ ในทุกสิ่งที่มันตั้งอยู่ปรากฏอยู่นี่เงียบ ว่างและเงียบ เย็นสงบ ดับ อยู่ภายใน  ดับจากความเป็นตัวตน ดับจากความมีตัวตน ดับจากความเป็นอัตลักษณ์ ว่ามันเป็นอะไรคืออะไร  

ก็รับรู้ด้วยอาการที่วิเวก จิตวิเวก กายวิเวก  ไม่เข้าไปมี ไม่เข้าไปเป็น  ก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรในนั้น  ก็รับรู้ด้วยความเป็นวิสุทธิ ก็รับรู้ด้วยกายวิเวก จิตวิเวก ... ทั้งหมดก็เป็นวิมุติวิสุทธิ หมดจด ไม่ก่อให้เกิดความปรุงแต่งใดๆ ทั้งหมด

แต่ตราบใดที่ยังเห็นว่ามันคืออะไร ชื่ออะไร สีอะไร...มันจึงมีความแตกต่าง ... ปัญญามันจะเข้าไปชำแรกออกมา จำแนกออกเป็นส่วน จนไม่เป็นการเกาะกลุ่มรวมกัน  ความเป็นอนิจจัง ความเป็นทุกขัง เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้มันไป  เพื่อเข้าไปถึงที่สุดของธรรม...ธัมมา อนัตตาติ  บทสรุปก็จะปรากฏ

โอ้ย นี่ยิ่งกว่าทุกข์อีก บอกให้ ...แค่ทุกข์แค่นี้ ถ้ายังจมยังหมักยังดองอยู่แค่นี้ แค่เรื่องเล็กกับตากับหูกับจมูก ....จะไม่เข้าใจ จะไม่หยั่งลงไปถึงสภาวะที่เรียกว่าเป็นอนัตตา

อย่ามาคา อย่ามาข้อง อย่ามาติด อย่ามาเอาถูกเอาผิด เอาเป็นเอาตาย กับรูปเสียงกลิ่นรสแค่นี้  แค่ตายเกิดกับรูปรสกลิ่นเสียงนี่ กี่ชาติแล้ว  ท่านว่านับภพนับชาติไม่ถ้วน  อย่าเอามาเป็นภาระเลย อย่าเอามาเป็นธุระเลย อย่ามาเอาเป็นงานอะไรที่ต้องทำต้องแก้เลย  

ให้เหลืองานเดียว งานภายในจริงๆ คือสัมมาอาชีโว ... รู้ ตั้งมั่น เป็นกลางให้ได้ เป็นงานหลัก ...ไม่ใช่งานแก้ งานหนี งานปรับปรุงตกแต่งแก้ไขเป็นงานหลัก...ไม่เอาแล้ว ตายเกิดมาเท่าไหร่แล้ว ในการแก้รูป แก้เสียง แก้กลิ่น แก้รส แก้สัมผัสภายนอก ...เสียเวลา  

มีปัญญาแล้ว หรือไม่มีก็ได้ฟังผู้มีปัญญาพูดแล้ว อย่าเอาหูไปนา อย่าเอาตาไปไร่  เสียดายกำลัง “เหนื่อยว่ะ”  ...ถ้าครูบาอาจารย์พูดได้ก็จะพูดอย่างนี้  “เหนื่อยว่ะ เสียแรง”  กว่าจะเกิดมา กว่าจะบำเพ็ญมา กว่าจะได้มาพูด ได้มาบอก  โอย ไม่ใช่ซื้อลอตเตอรี่นะ  

ก็ทำมาอย่างนี้ ทนมาอย่างนี้ ทนแบบทนมือทนตีนเลยแหละ อยู่แบบทนมือทนตีนเหมือนลูกฟุตบอลน่ะ  เขาเตะซ้ายก็ไปซ้าย เขาเตะขวาก็ไปขวา เตะลูกโด่งก็ไปโด่ง

เห็นมั้ย ทำไมว่าพระอรหันต์ หันซ้ายหันขวา หันขวาหันซ้าย แล้วแต่จะหัน หันไหนก็ได้  เนี่ย หันไหนก็ได้หมด เอาจนไม่มีแกนว่าจะต้องอยู่ในท่าไหนน่ะ ถึงจะเรียกว่าอรหันต์  หันไปทุกทิศ แล้วแต่โลกเขาจะหัน ท่านไม่มีการต่อต้านเดือดเนื้อร้อนใจกับอะไร แล้วแต่จะหัน

เนี่ย ลูกฟุตบอล ... นึกอะไรไม่ออก ทุกข์จนแก้ไม่ออก  อดทนแล้วอดทนอีก ก็นึกถึงตัวเองเป็นลูกฟุตบอลซะ  เป็นที่เตะเล่นของคนอื่น ถือว่าเป็นการทำบุญ (หัวเราะ) ให้ความสุขแก่โลก แก่สัตว์โลก เออ ดี  

เหมือนผ้าขี้ริ้วน่ะ ตัวเองยอมเลอะ ยอมเปรอะเปื้อนซะ แต่คนอื่นสะอาด ... นี่ ชำระ เป็นการชำระนะ อยู่ด้วยการชำระ เป็นที่ทิ้งขว้างของปฏิกูล ...เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นผ้าทอง ผ้ายก ผ้าทอ ผ้าเนื้อดี  มันก็แค่ก้อนดินก้อนทรายก่อขึ้นมา แค่นั้นเอง  

อย่าไปมีศักดิ์มีศรี  มันก็แค่ก้อนดินกองทราย หล่อหลอมรวมกันขึ้นมา ห้าสิบ-หกสิบปี  ...ไม่เห็นจะมีศักดิ์มีศรีตรงไหน ที่จะถูกว่าถูกตำหนิไม่ได้ คนอื่นล่วงเกินไม่ได้ ...มันก้อนดินน่ะ เดินมาเรายังเหยียบดินกันมาเท่าไหร่แล้ว ดินไม่เห็นบ่นเลยสักคำ

หรือเราไม่ใช่ดิน หือ หรือก้อนนี้กองนี้ไม่ใช่ดินน้ำไฟลม  ทำไมถึงแตะต้องไม่ได้ ฮึ  ทำไมคนอื่นมาแตะไม่ได้ ฮึ  ไม่ได้แตะด้วยอากัปกริยาอาการ แตะด้วยคำพูดก็ยังไม่ได้เลย เห็นมั้ย  มันถึงศักดิ์ถือศรีมาตั้งแต่เกิดรึไง 

ไอ้ดินก้อนนี้ ไอ้น้ำไฟลมความว่างภายในนี่  มันมีศักดิ์มีศรียังไง  หาดูดิ๊  มีแต่ก้อนดินกองอยู่เขละขละ ชื่อมันยังไม่มีติดเลย  เห็นมั้ย ไม่มีความหมายในดินก้อนนี้ ...มันก็ไม่ได้แตกต่างจากดินก้อนอื่น  

มันต่างกันที่ความคิดความเห็น...ตัวนี้ ที่มันจึงกระทบกระเทือนกัน เบียดเบียนกัน ... แต่โดยธรรมแล้วดินก้อนนี้กับดินก้อนอื่นไม่ต่างกัน ไม่มีเจตนาในการเบียดเบียนเลย

(ถามโยม) เอ้า มีอะไรมั้ยหมอ


โยม – คำว่ารู้กับเห็น

พระอาจารย์ – จริงๆ อาการเห็นน่ะ เป็นผลต่อเนื่องสืบเนื่องจากการรู้  จริงๆ น่ะรู้และเห็น ในขณะที่เห็นน่ะ มันไม่ใช่มีแต่รู้อย่างเดียวนะ มันมีอาการรู้ด้วยในขณะนั้น


โยม – มันแยกไม่ได้ครับ

พระอาจารย์ – ไม่ต้องแยกๆ  ต่อไปมันจะชัดขึ้น มันจะชัดของมันเอง  เมื่อเห็นปั๊บ มันจะเห็นเป็นสองอาการ ขณะที่รู้และเห็นน่ะอาการนึง แล้วก็มีสิ่งที่ถูกเห็น  มันมีอาการรู้และเห็น จริงๆ ไม่ใช่เห็นอย่างเดียว ไปๆ มาๆ ต่อไปมันจะแยกออกเป็นสามส่วน 

แต่ยังไม่ต้องทำต้องหา  รู้ไปเรื่อยๆ เห็นไป  ตั้งมั่นทำหน้าที่ของเราไป เขาก็จะไปจัดสรรคัดแยกของเขา  เรียกว่าธัมมวิจยะ  มันจะเกิดภาวะธัมมวิจยะขึ้นมา มันจะแยกออกเป็นส่วนๆๆ เป็นคนละองค์ประกอบ

(ถามโยมอีกคน) ...เป็นไง รู้กาย รู้ได้มั้ย ต่อเนื่องรึเปล่า


โยม – ความต่อเนื่องทางกายไม่ค่อยมีค่ะ แต่เห็นการไหลของจิตไป แล้วก็กลับมาอยู่ที่ฐานของกาย

พระอาจารย์ – ไม่ต้องไปเอาถูกเอาผิดกับจิตหรืออาการของจิต  ให้เห็นมันแสดงอาการอย่างไรเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ต้องไปอะไรกับอาการของมัน ...ไม่ต้องไปว่าถูกว่าผิด ไม่ต้องไปว่าใช่ ว่าไม่ใช่  แค่นั้นแหละ จิตมันจะเบาขึ้นเอง  เบาจากความหมายมั่น เบาจากความเข้าไปให้ค่า

มันเดือดร้อนเพราะอะไร  มันเดือดร้อนเพราะตรงที่จิตนี่แหละหรือโลกธรรม ยินดี-ยินร้าย ถูก-ผิด สรรเสริญ-ตำหนิ มี-เสีย ได้ยศ-เสื่อมยศ  พวกนี้มันเป็นโลกธรรม มันมาขัดมาข้องอยู่  

แต่ถ้าเรามองด้วยความเป็นกลาง ผ่านไปๆ  มันก็จะละความเห็นที่เป็นโลกธรรม ของอารมณ์ที่ไม่เลือก ...จิตมันจะเกิดความไม่เลือกขึ้นมา  ก็เป็นแค่รู้

มันก็จะคืนสู่ธรรมชาติของรู้มากขึ้น จริงขึ้น  รู้จะจริงขึ้น ... แต่ก่อนรู้ไม่จริง เพราะรู้แล้วอยาก เพราะรู้แล้วไม่อยาก เพราะรู้แล้วไม่ยอม เพราะรู้แล้วต่อต้าน เพราะรู้แล้วผูก เพราะรู้แล้วติด  นี่ยังรู้ไม่จริง

แล้วมันจะรู้จริงขึ้นมาเรื่อยๆ คือรู้เฉยๆ  รู้แล้วก็.. เออ ก็แค่รู้ๆ กลับมารู้  เออ รู้แล้วก็กลับมาแค่รู้ เห็นแค่ก็กลับมาแค่รู้  ไม่ได้ไปทำอะไรต่อ ก็กลับมาอยู่ที่รู้เปล่าๆ  เนี่ย เขาเรียกว่าทำอยู่ในองค์มรรค

เจริญมรรคมากๆ ให้ต่อเนื่อง  ผลก็คือความดับเย็น ธรรมดา ปกติ  อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้  จนเห็นร่างกายแตกดับก็ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้’ ...นั่นแหละ ธรรมดา

ความเห็น ลักษณะของอาการเห็นนี่ มันจึงจะต่อเนื่องได้ในมรรค  ...ทำความเห็นให้ต่อเนื่อง ความรู้และเห็น ...ถ้ารู้อย่างเดียวนี่ มันจะเข้าไปเป็นจุด เป็นขณะๆ  แต่จะเชื่อมความรู้เป็นขณะได้ด้วยความเห็นต่อเนื่อง ...เห็นน่ะจึงจะต่อเนื่อง สัมปชัญญะจะเป็นตัวร้อยเรียงใจให้ต่อเนื่อง อยู่ในเส้นทางของมรรค

รู้เห็นมากๆ เห็นบ่อยๆ  อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ พยายามอย่าไปหาเหตุหาผล  มันจะทำการแจ้งในตัวของมันเอง เป็นญาณที่กลับมาแจ้งในตัวของมันเอง แล้วมันจะเห็นอาการในตัวของมันเอง 

เพราะนั้นตัวที่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ เข้าไปค้นเข้าไปทำความเข้าใจกับตัวของมันด้วยความอยากนี่  มันเลยฟุ้งซ่านหรือเรียกว่าอุทธัจจะ เป็นอุทธัจจะ ฟุ้งธรรม...ว่านั่นคืออะไร ถูกต้องตามสมมุติบัญญัติมั้ย ถูกต้องตามที่เคยได้ยินได้ฟังมั้ย  อันนั้นเป็นอุทธัจจะ...ละซะ  

รู้เห็นโง่ๆ  แล้วมันจะแจ่มชัดขึ้นมาโดยตัวของมันเอง  พอถึงวาระ พอถึงคราวที่มันสว่างแจ้งด้วยญาณทัสสนะ ปุ๊บ อ๋อ โง่แทบตาย’ ... มันจะอ๋อขึ้นมาเป็นระยะๆ ด้วยปัจจัตตัง ... เรียนรู้อยู่อย่างนี้ เรียนรู้กับปัจจุบันที่ปรากฏ มันจะพอกพูนความเข้าใจของมันเอง ด้วยอาการเห็นของมันเอง ชัดเจนมากขึ้น แจ้งมากขึ้น  

ตาที่มันเคยริบหรี่ๆ ก็เบิกโพลงขึ้น สว่างขึ้น ...จากแต่ก่อนที่เห็นแบบซึมๆ เห็นแบบไม่ค่อยชัดเจน  เพราะมันหรี่บ้างหลับบ้าง  จนเราลืมตาชัดเจน ลืมตาเต็มตา มันก็เกิดความชัดเจน ...แต่ตราบใดที่ยังลืมๆ หรี่ๆ หรือบางทีก็ลืมตานิดเดียว ...ก็ยังลังเลอยู่  

ไม่เป็นไร ...ก็เจริญ ทำงานของเราต่อ  ขยันลืมตาขึ้นมา ขยันตื่นขึ้น ขยันรู้ตัวขึ้น ขยันเห็นให้ต่อเนื่องขึ้น  ความชัดแจ้งก็ตามมา ความตั้งมั่นภายในก็จะแจ้งชัดในทุกสิ่งที่อยู่หน้ามัน...ก็จะชัดเจนขึ้น เป็นคนละส่วนได้ชัดเจนขึ้น ส่วนหนึ่งก็แยบคายในตัวของมันเองมากขึ้น

ในหลักของการเจริญสติปัฏฐานนี่ มันรวมหมด  รวมทั้งหมดทั้งโพธิปักขิยธรรม รวมเป็นธรรมอันเดียวกันหมด ... รู้เห็น ตั้งมั่น เป็นกลางกับปัจจุบัน ... สั้น ง่าย ... เอาให้จริง (หัวเราะ) แค่นั้นแหละ


โยม – มันยังไหลทางโลกเยอะ

พระอาจารย์ – เออ ก็นั้นล่ะ ... พยายามตรวจสอบ สอบทานให้อยู่ในหลักนี้  กลับมาอยู่ในหลักนี้ หลักเดียว  ยืนถือหลักนี้หลักเดียว แค่นั้นเอง...จบ จบได้ด้วยหลักนี้  แล้วทุกอย่างก็ไม่มีความเป็นสาระสำคัญเลย ...จนเหลือความเป็นธรรมอยู่แค่นี้เอง

จนเหลือแต่ของสองสิ่ง จากของสองสิ่ง แล้วมันจะสลาย กลายเป็นสิ่งเดียว  เมื่อสลายกลายเป็นสิ่งเดียว เมื่อนั้นแหละจึงจะไม่มีอะไรเลย  เห็นสิ่งนั้นไม่มี  เป็นอนัตตาหมด ทั้งกายและใจ.


.............................



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น