พระอาจารย์
4/4 (540510B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
10 พฤษภาคม 2554
พระอาจารย์ – กลับมาอยู่ให้ได้ในปัจจุบัน
อยู่ที่ใจกับกาย ... มันว่าไม่ได้ก็ต้องได้
มันเถียงก็อย่าไปฟัง มันมีข้ออ้างก็อย่าไปเชื่อ
พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้า
พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านทำมาอย่างนี้ ท่านไม่ปฏิบัติธรรมด้วยอาการตามกิเลส
ตามใจตัวเอง ...ท่านไม่ตามใจ แต่ท่านอยู่กับใจ
เมื่ออะไรเกิดขึ้นท่านอยู่กับใจ ท่านรู้กับใจ ท่านเอาใจเป็นที่พึ่ง ท่านเอาใจเป็นที่อยู่
ท่านเอาใจเป็นที่อาศัย ท่านเอาใจเป็นสรณะ ท่านเอาใจเป็นหลัก ท่านไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปตามกระแส ลม ฟ้า ฝน ที่มันจะมาพัด มาโยก มาดึง มารั้ง มาหน่วง
มาเหนี่ยว มาพาเรา มาฉุดให้ออกไปจากใจ
เวลาไม่มีอะไร ไม่เห็นอะไร
ไม่มีอะไรปรากฏเด่นชัด เป็นธรรมดา เป็นปกติ ...ก็ต้องรู้ อยู่กับใจ รู้ว่าปกติ รู้กับตัว รู้กับยืนเดินนั่งนอน
รู้กับอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย เพราะจิตเรายังไม่ได้ที่ได้ฐาน
ยังมีโอกาสที่มันจะหาย จะหลง จะเผลอ จะเพลินได้เสมอตลอดเวลา
มันเหมือนฉลาม เหมือนไอ้เข้
คอยงับคอยกินเราอยู่ตลอด ประมาทไม่ได้ ถึงแม้จะไม่มีอารมณ์ใหญ่อารมณ์เล็ก
ความอยากความไม่อยากใดปรากฏขึ้น ก็ต้องอยู่ในฐานของการระมัดระวัง คืออยู่กับกาย
รู้ตัว สังเกต ให้มีอาการรู้
เกาะติดอยู่กับขันธ์ เป็นวิหารธรรม ...อยู่กับสติปัฏฐานเป็นวิหารธรรม
ปล่อยไม่ได้ ถ้าปล่อยแล้วมันจะเคยตัว มันจะหลง ...เวลาอยู่คนเดียวก็อย่าไปคิดนั่นคิดนี่
คิดเล็กคิดน้อย คิดเรื่องอดีต คิดเรื่องอนาคต รู้กับรูปที่เห็น เสียงที่ปรากฏ
กายที่กำลังกระทำในปัจจุบัน อยู่ในแวดวงนี้
เรื่องคนนั้น เรื่องคนนี้
อย่าให้มันตามออกมา มันผุดมันโผล่ก็ให้รู้ทัน
แล้วก็อย่าไปคิดตามมันออกไป ในเรื่องของบุคคลนั้น สัตว์ตัวนี้ ชื่อนั้น เสียงนี้ ... มันเป็นแค่ภาพฝันเท่านั้นเอง มายา
ความปรุงแต่งของจิตหนึ่งเท่านั้นเอง อย่าไปให้ประโยชน์สาระแก่นสารอะไรกับมัน
ละมันซะบ้าง
หยุดอยู่กับความไม่คิดไม่ปรุงซะบ้าง ... รู้ตัวมากๆ
ความปรุงแต่งจะน้อยลง รู้กับเสียง
รู้กับรูปในปัจจุบันนี่แหละ ...ไม่มีอะไรหรอก สบายก็ไม่สบาย สุขก็ไม่สุข
แต่ว่าทุกข์ก็ไม่ทุกข์ มันมีเท่าที่มันมีน่ะ
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวเบาเดี๋ยวค่อย เห็นมั้ย มันก็แปรปรวนของมันไป
เขาไม่ได้มาสร้างทุกข์ให้เราตรงไหน
โลกเขาก็อยู่ส่วนโลก ใจก็อยู่ส่วนใจ ไม่เห็นมันจะเกี่ยวข้องเกาะเกี่ยวกันตรงไหน
ไม่เห็นมีอะไรตรงไหนที่มันติดกันเลย เกิดตรงไหนมันก็ดับ ใจมันก็ไปรับรู้เรื่องใหม่ แล้วก็ดับ ไม่เห็นมันจะมีอาการว่ารูปนั้นนามนี้มาเกาะติดอยู่ที่ใจได้เลย คนละลักษณะอาการของธรรมเลย
คนละธรรมชาติกันเลย
อยู่ให้ได้ ...ถ้าอยู่ได้แล้วอยู่ไหนก็อยู่ได้
บนฟ้า บนอากาศ บนดิน อยู่คนเดียว ในที่ล้านคนก็อยู่ได้ เพราะไม่ได้อยู่กับล้านคนนี่ อยู่ที่ใจ ...ใจมีที่เดียว
และมีอยู่ทุกที่ ไม่ต้องไปอ้อนวอนร้องขอเซ่นไหว้บูชา เรียกร้องให้มันปรากฏให้มันเกิด
แค่สตินั่นแหละ ระลึกขึ้นก็เห็นแล้ว รู้อยู่ตรงนั้นแหละ อยู่ที่ภายใน
เมื่อรู้ขึ้นมาแล้วก็ให้ตั้งมั่นอยู่ภายในรู้นั้นด้วยสมาธิ
แล้วก็ให้ต่อเนื่องด้วยสัมปชัญญะ อย่าให้มันเพลินหายไป
รู้ว่ากำลังตั้งอยู่กับอะไร
นั่งก็รู้ว่านั่ง รู้ว่านั่งแล้วก็รู้ว่ากำลังนั่งๆ อยู่ อย่างนี้ ...เห็นการตั้งอยู่
รู้กับการตั้งอยู่ เขาเรียกว่าเจริญสัมปชัญญะ ให้เห็นอาการเกิดใหม่ต่อเนื่องของรูปที่เปลี่ยนไปในอิริยาบถใหญ่
งานมีอยู่แค่นี้ งานของการภาวนา ...ไม่ต้องไปค้นคว้าหาดาวที่ไหนหรอก
ไม่มีดาว ไม่มีเบอร์ ไม่มีขั้นบันได มีแต่กายอันเดียวใจอันเดียว
ขันธ์อันหนึ่งใจอันหนึ่ง เสียงอันหนึ่งรู้อันหนึ่ง รูปอันหนึ่งรู้อันหนึ่ง
กลิ่นอันหนึ่งรู้อันหนึ่ง แค่นั้นแหละ ไม่เห็นจะมีขั้นมีตอนตรงไหน
ไม่เห็นจะมีภูมิอะไรเลย
รู้มันเข้าไป รู้เปล่าๆ รู้โง่ๆ
นี่แหละ ไม่เอาอะไร ...ให้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ จนมันคุ้นเคย จนมันเคยชิน จนมันเข้าใจ
จนมันเห็นว่านี่เป็นสัจจะที่แท้จริง ... มันเห็นว่าเป็นของจริงแท้จริงแล้ว
มันจะเห็นเลยว่า...นอกจากนี้แล้วไม่จริง
ออกนอกปัจจุบันแล้วไม่จริง ปั๊บนี่
สัมมาสติมันจะทำหน้าที่ทันที ไม่ไปเลย
ไม่มาเลย พอเริ่มจะคิด คิดจะไป คิดจะมา ...มันหยุดก่อนเลย
ไม่ไปตามความอยาก ไม่ไปด้วยความอยาก ไม่พูดด้วยความอยาก
ไม่พูดด้วยความไม่อยาก ไม่กินด้วยความอยาก ไม่กินด้วยความไม่อยาก ... ไม่รู้
ก็กินไปงั้นๆ ไปก็ไปงั้นๆ ไม่ไปก็ไม่ไปซะงั้นๆ ไม่มีอะไรในนั้น
ไม่ยาก...แต่ก็ไม่ง่ายถ้าขี้เกียจ ถ้าขี้เกียจน่ะยากหมด ยิ่งค้นยิ่งหายิ่งยาก ... หยุด ไม่เอาอะไรเลย
แล้วก็รู้กับปัจจุบัน แค่นั้นแหละ รู้กับเสียง สังเกต ยินดีมั้ย ยินร้ายมั้ย
แค่นี้แหละ ให้ทันอยู่แค่นี้ คิดใช่มั้ย...ทัน
ไม่คิดต่อ เสียงไม่ดับยังหงุดหงิดก็รู้ว่าหงุดหงิด
หรือพอใจก็รู้ว่าพอใจ รู้ต่อ
เนี่ย รู้อยู่ตรงนี้ แก้มันอยู่ตรงนี้
เท่าทันมันอยู่ตรงนี้ มันมีธรรมปรากฏให้เห็นให้เรียนรู้อยู่ตลอด
ไม่ต้องไปหาอะไรหรอก ... ถ้ารู้แค่นี้ยังรู้ไม่ได้
อย่าไปคิดเลยว่าจะรู้เรื่องอะไร จะเข้าใจในธรรมทั้งหลายทั้งปวง...ไม่เข้าใจ ก็เนี่ยธรรม อยากเข้าใจธรรม อยากเห็นธรรมน่ะ
มัวแต่ไปหาในอดีตหาในอนาคต ก็งง
ฝนตก เย็นนี่ รู้ไปสิ พอใจมั้ย หรือหงุดหงิด หรือดีใจ หรือเฉยๆ
ดูมันลงไป นี่ธรรมเขาแสดง
แล้วเราไปยุ่งอะไรนักหนากับธรรม ฮึ จะเป็นผู้กว้างขวางในโลกหรือไง
เป็นผู้มีอิทธิพลในโลกรึไง ที่จะไปกำหนดกฎเกณฑ์เขาได้
เนี่ย จะได้เห็นความไม่รู้
มันชอบแส่ส่ายออกมา ด้วยความว่าเคยเรียนมา
เคยจำมา เคยเข้าใจกับมัน เข้าใจไม่จริงหรอก
มั่ว เป็นความรู้เปลือกๆ ในวิชาการมั่ง
ในหลักการมั่ง ในตำราบ้าง ก็ว่ากันไป รู้ไม่จริง
ถ้ารู้จริงแล้วหยุดเลย เข้าใจเลย...มันเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องของมัน เป็นธรรมชาติหนึ่งที่ปรากฏ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครควบคุม
กินนอนอยู่กับธรรมทั้งวี่ทั้งวัน
แต่ทำไมมันถึงเดือดร้อนนักหนา ... ดูไอ้ตรงที่มันเดือดร้อนนั่น มันเดือดกับอะไร
มันร้อนกับอะไร อะไรมันร้อน รูปนั้นร้อนหรือใจน่ะร้อน มันร้อนเพราะรูปหรือร้อนเพราะอยาก
มันร้อนเพราะเสียงหรือมันร้อนเพราะอยาก ... ดูมันให้เห็นว่าอะไรเป็นเหตุที่แท้จริงของทุกข์
อย่าไปมองตื้นๆ มองตามความคิด
มองตามความเชื่อ จากนั้นไปทุกอย่างก็เย็น
ดับสนิทน่ะเย็น นิพพานแปลว่าเย็น สงบเย็น รูปกลายเป็นของเย็นเลย เสียงก็เย็น เสียงดีก็เย็น เสียงร้ายก็เย็น เสียงดังก็เย็น
เสียงเบาก็เย็น ไม่มีเสียงก็เย็น ...แต่ทำไมตอนนี้มันร้อนๆๆ ...มันร้อนตรงไหน
ดับเย็นจึงจะเป็นนิพพาน ... รูปไม่ดับ เสียงไม่ดับ ใจน่ะดับ ดับจากกิเลส
ดับจากตัณหา ดับจากความหมายมั่น ดับจากความเชื่อความเห็น ดับจากความไม่รู้ นั่นน่ะเย็นหมด
อย่าไปฟังมัน อย่าไปเชื่อมัน ... ตอนนี้
ทุกกระบวนการที่มันออกมาตอนนี้...เชื่อไม่ได้ ความเห็นใดก็ตาม มันว่าอย่างนั้น มันบอกอย่างนี้
ให้รู้ไว้เลย อวิชชา ปัจจยา สังขารา จากความไม่รู้ทั้งนั้นที่มันปรุงผลักดันออกมา
ไม่เลี้ยงมันไว้ ไม่ไปโอบอุ้มมันไว้
ไม่ไปให้ความสำคัญกับมันไว้ ระวัง
มันจะเหมือนชาวนากับงูเห่า งูเห่าอาจจะแปลงตัวเป็นเหมือนพระธรรมก็ได้
เป็นเหมือนพระพุทธเจ้ามาโปรดก็ได้ ได้หมด อย่าไปถูกมันหลอก
สุดท้ายก็แว้งกัดเอา เหมือนชาวนากับงูเห่า
ตราบใดที่ยังรู้ว่าตัวเองยังไม่ใช่พระอรหันต์
เชื่ออะไรมันไม่ได้ อย่าไปฟังมัน
คิดอย่างไร ไอ้นั่นถูกไอ้นี่ผิด อู้ย ให้ค่าให้ความสำคัญจริงๆ อาการอย่างนี้ถูก อาการอย่างนี้ผิด คนทำอย่างนี้ไม่ถูก ทำอย่างนี้ดี ทำอย่างนี้ชั่ว ...อย่าไปเชื่อมัน อย่าเพิ่งเชื่อมัน
จนถึงที่สุดจะไม่เชื่อมันเลย เมื่อนั้นน่ะจึงจะดับเย็นเป็นสุข นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานัง ปรมัง สันติ
ทำอยู่แค่นี้มันยากตรงไหน ฮึ ไม่เห็นต้องไปขึ้นเขาลงห้วยเลย มันไม่ได้ยากเหมือนกับไปทำนาบนดวงจันทร์นี่ ทำนาอยู่บนเนื้อนา นี่ๆ เนื้อนา ที่นา แต่ละคนก็มีที่นาคนละผืนนี่ กว้างศอก ยาววา หนาคืบ
เกิดมาเป็นมนุษย์น่ะมันก็ได้ที่นามาแล้ว
คนละผืนนี่
พรวน หว่าน ไถมันลงไป ด้วยสติ ด้วยศีล
ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ไม่ต้องไปทำนาที่อื่นบนดวงจันทร์หรือไปทำนากับคนอื่น
อันอื่น...ไม่ใช่ ที่นาใครที่นามัน
เรามีกรรมสิทธิ์ในตรงนี้ มรรคผลจะเกิดตรงนี้ เป็นปัจจุบันด้วย
(ถามโยม) นี่ให้รู้กายนี่ รู้ป่าว
ต่อเนื่องได้มั้ย (เสียงโยมตอบเบาไม่ได้ยิน) ... ดีแล้ว ไม่ต้องรู้อะไร
รู้แค่นี้แหละ ให้ต่อเนื่อง อะไรขึ้นมาทิ้งให้หมด ...เหมือนเรานั่งอยู่หน้าบ้าน
แล้วหน้าบ้านเรามีแม่น้ำอยู่สายนึงแล้วก็มีอะไรลอยมา นั่งดูอะไรลอยผ่านน้ำไป
อยู่กับกาย อยู่บนเรือน หน้าเรือนนี่มีแม่น้ำอยู่หนึ่งสาย
เดี๋ยวไอ้นั่นก็ลอยมา เดี๋ยวไอ้นี่ก็ลอยมา ... อย่าไปเกาะเกี่ยวมัน อย่าไปดึงมัน อย่าไปสงสัย ‘เอ๊ะ
นี่เป็นธรรมรึเปล่า หรือไอ้นี่ไม่เป็นธรรม’ ทิ้งเลย นั่งอยู่เฉยๆ ดูสิ่งของที่ผ่านไปผ่านมา
เหมือนกับเราอยู่กับกาย ของภายนอกผ่านไปผ่านมา
ของภายในความคิดความจำผ่านไปผ่านมา ไม่ต้องสนใจ มองดูเหมือนกับสวะที่ลอยอยู่ในน้ำหน้าบ้าน ...ไม่มีอะไร ไม่ต้องไปตรึก ไม่ต้องไปหยุด
ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ ...นั่งสบายๆ ดู
อย่างนี้เรียกว่ารู้เบาๆ รู้กายเบาๆ เห็นกายเบาๆ แล้วก็เห็นอาการทุกอย่างเป็นธรรมดา
มันก็จะผ่านไปๆ ถึงบอกว่าถ้านั่งอยู่ในอาการนั้นน่ะ
สุดท้ายแล้ว ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้เลยว่าอะไรที่ผ่านไปบ้างผ่านมาบ้าง
ไอ้สิ่งที่ผ่านคืออะไร เพราะไม่สนใจที่จะไปรู้มัน จึงจะเข้าใจธรรมตามความเป็นจริงว่า...ไม่มีอะไร
ไม่เป็นอะไร
โยม – แต่บางทีมันสลัดไม่หลุดน่ะค่ะพระอาจารย์
พระอาจารย์ – ไม่ต้องสลัด แค่รู้ตัว
โยม – ก็อย่างเมื่อเช้าที่ฟังหลวงปู่
ง่วงก็ง่วง ก็รู้ไปกับมัน ก็ดูมันหลายง่วง
สู้มัน
พระอาจารย์ – มันก็เข้าๆ ออกๆ ...ต้องมีความพากเพียรรู้อยู่ ถือว่าเป็นการฝึกฝน บางอาการ บางอารมณ์ บางปรากฏการณ์ของขันธ์
มันไม่ได้ผ่านไปง่ายๆ หรอก ต้องอาศัยเวลาค่อยๆ ไป ...ความง่วงเหงาหาวนอนก็เป็นธรรมอันหนึ่ง ตราบใดที่จิตยังไม่เต็มที่ของสติสมาธิปัญญา
ก้าวข้ามผ่านมันยาก ถีนมิทธะ
ผ่านไปแล้วก็ผ่านไป ไม่เกิดก็ไม่เกิด ไม่ต้องสนใจสิ่งที่ผ่านไป สิ่งที่ยังติดอยู่ เกิดใหม่ว่าใหม่ ว่าเป็นปัจจุบันๆ ไป ตอนนี้ไม่มีก็ไม่มี
ไม่ต้องไปยึดในสิ่งที่มันติดในอดีตหรือคาดว่าจะติดข้างหน้า ...ไม่ต้องล่วงหน้า ตอนนี้ไม่มีก็ไม่มี
เกิดใหม่รู้ใหม่ ไม่เกิดก็ช่างหัวมัน ติดก็รู้ว่าติด ไม่ต้องไปกังวลว่าจะติดมากติดน้อยรึเปล่า จะวางมันยังไง
จะละมันยังไง ไม่ต้องสนใจ อย่าไปหวนคิดขึ้นมา
อย่าไปเอาความจำได้ขึ้นมาเป็นอารมณ์
รู้ตรงนี้ รู้ตัวอยู่กับปัจจุบันไป ไม่งั้นจะเป็นคนอมทุกข์ อมทุกข์อมธรรม
เอาธรรมที่ล่วงมาแล้วมากังวล ว่าใหม่เกิดใหม่
รู้ใหม่ ... ตรงนั้นน่ะเป็นสนามรบ ตรงนั้นเป็นที่รบ
ตรงนั้นน่ะเป็นที่เจอกันกับข้าศึก
แต่ว่าตอนนี้มันเป็นแค่กระดาษ
เสือกระดาษ ไม่จริง คิดยังไงก็ไม่ชนะมันหรอก หาทางแก้มันไม่ได้หรอก จะต้องไปปากกัดตีนถีบเอาตอนที่มันเกิดตอนนั้น
ว่ากันเป็นปัจจุบันล้วนๆ แก้กันแบบปัญญาสดๆ
(ถามโยมคนเดิม) หายง่วงรึยังเนี่ย ถ้าหายง่วงแล้วเขาเรียกว่าเข้าสู่วิถีของพุทธะแล้ว
รู้จักมั้ยว่าพระพุทธเจ้านี่คือพุทธะ
การสอนของท่านคือวิถีพุทธะ เพราะนั้นวิถีพุทธะพูดง่ายๆ
คือวิถีแห่งการรู้ นั่นแหละคือวิถีพุทธะ
รู้อะไร...ไม่ใช่ความรู้นะ นั่ง...รู้ ง่วง...รู้ กังวล...รู้ เสียใจ...รู้
ดีใจ...รู้ นี่คือวิถีของพุทธะ ... ไม่ต้องไปศึกษาพุทธะในตำรามากหรอก ให้อยู่ในการใช้ชีวิตทั้งชีวิตด้วยวิถีแห่งพุทธะ
ด้วยวิถีแห่งการตื่น รู้ กับปัจจุบันที่ปรากฏ ถือว่าเป็นลูกศิษย์ตถาคต
ถือว่าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลา แม้พระพุทธเจ้าจะดับขันธ์นิพพานไปแล้วด้วยรูปขันธ์นามขันธ์
แต่ความเป็นพุทธะนั่นแหละคือพุทธะที่แท้จริง
ทุกคนมีความเป็นพุทธะในตัวอยู่แล้ว
แต่เรียกไม่มา หาไม่เป็น ...ต้องใช้สติเป็นตัวระลึกขึ้นมา นั่ง..รู้ ยืน..รู้ กังวล..รู้ คิด..รู้ ดีใจ..รู้
เสียใจ..รู้ โกรธ..รู้ หงุดหงิด..รู้ สบายใจ..รู้ ไม่สบายใจ..รู้ เห็น..รู้ ได้ยิน..รู้
นี่ เข้ามาอยู่ในหลักของพุทธะ หลักของวิถีแห่งพุทธ
ไม่ใช่ต้องมาเข้าวัด
ไม่ใช่ต้องมากราบพระใส่บาตรทำบุญ ถึงจะเรียกว่าเป็นวิถีพุทธะ มันเป็นวิถีพุทธะจริง แต่เป็นเปลือก
ยังเป็นเปลือก ยังไม่เข้าถึงแก่นที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เข้าถึงพุทธะจริงๆ
สงสัยอะไร กังวลอะไร อยากได้ อยากรู้ อยากเข้าใจอะไร ... ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น รู้มันตรงนั้นแหละ
สร้างวิถีของรู้ขึ้นมาตรงนั้นแหละ ด้วยสติ ด้วยความพากเพียร ด้วยความอดทน ต่อความที่มันอยากไม่รู้จักจบสิ้น
จนดูเหมือนว่าจะเอาชนะมันไม่ได้เลย ... แต่ไม่มีอะไรหรอก ที่มันจะเกินความเพียร เพียรรู้อยู่ตรงนั้นแหละ รู้กับมัน ตรงๆ
อาศัยพุทธะเป็นสรณะ
ถือว่าขณะนั้นพระพุทธเจ้ากำลังมาแสดงธรรม ให้เห็นว่าใจอันหนึ่งนะ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี่คืออาการหนึ่งเท่านั้นเองนะ
ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่มีความเป็นสัตว์ไม่มีความเป็นบุคคล เนี่ย
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เห็นในปัจจุบันนั้นเลย คือพุทธะ
เมื่อมีพุทธะก็มีพุทธธรรม ในขณะที่เรารู้กับพุทธธรรมนั้น
ด้วยจิตที่เป็นกลางปกติ พุทธสาวกก็ปรากฏเป็นลูกศิษย์ท่าน คือรับรู้ด้วยอาการที่เป็นกลาง แน่ะ กลายเป็นพระแล้ว ไม่ต้องมาบวช ขณะนั้นน่ะเป็นพระแล้ว
เมื่อใดที่ไม่มีวิถีพุทธะนี้ อ๊ะ กลายเป็นโจรแล้ว ตอนนั้นเปลี่ยนเป็นโจร แปรสภาพเป็นโจรเลย
พอรู้ปุ๊บ ตั้งมั่นปั๊บ
ยอมรับสิ่งที่ปรากฏเป็นกลางด้วยอาการปกติปั๊บ ไม่มีอาการยินดียินร้ายปั๊บ อ้าว บวชอีกแล้ว
เป็นพระแล้ว เป็นเนกขัมมจิตแล้ว
เห็นมั้ย พุทธะ พุทธธรรม ธรรมะ สงฆ์
สังฆะ ก็อยู่ในที่เดียวนั่นแหละ...ในปัจจุบัน พวกนี้เปลือกๆๆ หญิง ชาย อ่อน แก่ หนุ่ม สาว
ที่เกิด ที่ตั้ง ที่อยู่ ต่างกัน เป็นเปลือก จึงแตกต่าง
แต่ภายในนี่
ถ้าอยู่ในวิถีพุทธนี่เป็นหนึ่งเดียวกันหมด ถือว่าเป็นลูกศิษย์ตถาคตแล้ว เบื้องต้น
นี่เรียกว่าไตรสรณคมน์ ... พยายามให้เข้าถึงไตรสรณคมน์บ่อยๆ คือเอาพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง นี่เรียกว่าเข้าถึงไตรสรณคมน์
เพราะนั้นเข้าถึงไตรสรณคมน์ในปัจจุบันให้ต่อเนื่อง
จนได้หลัก พอได้หลักนี่คือหมายความว่า
นอกจากพุทธะ ธรรมะ สังฆะองค์นี้...ไม่เชื่ออะไรอีกแล้ว ไม่เอามาเป็นที่พึ่งอีกแล้ว จึงจะเรียกว่าเป็นสงฆ์สาวกที่แท้จริง คือในใจดวงนั้นน่ะ จะมีแต่พุทธะ ธรรมะ สังฆะ
อยู่ในใจตลอด
แล้วความเป็นพุทธะ ธรรมะ สังฆะ นั้นก็จะเต็มขึ้นมา
เรื่อยขึ้นมา เติมเต็ม
จนไม่มีที่ว่างที่อาศัยของความไม่รู้หลงเหลืออยู่เลย เมื่อนั้นแหละ ถึงความเต็มเปี่ยม เต็มพร้อม
เต็มธรรม โดยธรรม แล้วก็เพื่อธรรมโดยตรง
ไม่ต้องไปคาดค้นด้นเดากับอะไร
หรือมัวแต่ไปทำอะไร มัวแต่ไปหาอะไร มัวแต่ไปสร้างอะไรขึ้นมา อยู่ตรงนี้ให้ได้ ด้วยจิตที่เป็นกลางตั้งมั่น ไม่กลางก็รู้ เท่าทันอาการที่ออกไปหมายด้วยยินดีบ้างยินร้ายบ้าง
ไม่ทันความยินดียินร้าย ก็ให้ทันอาการปรุงแต่งไปด้วยความอยากและไม่อยาก
ทันตรงไหนหยุดตรงนั้น ทันที่อารมณ์หยุดที่อารมณ์
ทันที่ทุกข์หยุดกับทุกข์ ทันที่สุขหยุดกับสุข ไม่รู้แหละ ทันตรงไหนหยุดตรงนั้น ไม่เข้าไปประกอบกับเหตุนั้นๆ ด้วยตัณหา
ด้วยวิภวตัณหา ด้วยความอยากด้วยความไม่อยาก
จนกว่ามันจะหมดเหตุปัจจัยในการตั้งอยู่ในสิ่งนั้นๆ
อาการนั้นๆ ธรรมชาตินั้นๆ ปรากฏการณ์นั้นๆ จนกลับมาเป็นศูนย์
จนกลับมาปัจจุบันที่เป็นปกติก่อน
เพราะนั้นรู้ตรงไหน เห็นมั้ย
ต้องหยุดตรงนั้นเลย ไม่ไปต่อเติมแขนขา
พามันไป พามันวนมา พามันเดินไปข้างหน้าข้างหลังต่อ
ฝึกตัวเองอยู่อย่างนี้ จนจิตดวงนี้มันเกลี้ยง มันเบา มันเป็นอิสระ
มันเป็นลักษณะที่ไม่จรไปจรมา เหมือนกับกิเลสที่ว่าเป็นอาคันตุกะที่จรไปจรมา
มันก็ไม่สามารถจะชักพาใจให้จรไปจรมากับมันได้
มันก็สงบตั้งมั่นอยู่ภายใน
เป็นหนึ่งอยู่ภายใน เป็นเอกอยู่ภายใน เป็นธรรมชาติที่รู้อยู่ภายใน ไม่ส่าย ไม่แส่ ไม่ควาน ไม่ค้น ไม่หา ไม่คาด
ไม่คิด ไม่เดา ...มันเป็นความพร้อมพอดีอยู่แค่รู้ ตรงนั้น ภายในนั้นน่ะ
แล้วมันจะเข้าใจในตัวของมันเองว่า
รู้อื่นน่ะไม่เอาเลย มันรู้ข้างใน ...รู้ทางรูป
รู้ทางเสียง รู้ทางตา รู้ทางเย็นร้อนอ่อนแข็ง รู้ทางความคิด รู้อื่นเหล่านี้ไม่เอาเลย ...เอารู้อันเดียวที่ตั้งมั่นอยู่ภายใน คือผู้รู้ผู้เห็น
ใจมันก็ยิ่งสบายขึ้น เบาขึ้น
อิสระขึ้น จากขันธ์ จากสรรพสิ่งที่ล้อมรอบขันธ์ ความเป็นกลางก็จะมากขึ้นๆ ...เหมือนแผ่นดินที่สามารถรับอะไรก็ได้
โดยไม่หือไม่อือ
พระสารีบุตรท่านเปรียบจิตพระอรหันต์ว่า
เหมือนผ้าขี้ริ้ว นั่นแหละ
ใจดวงนี้เหมือนผ้าขี้ริ้ว รู้ได้หมด
โดยไม่มีปฏิกิริยา เป็นที่รองรับของทุกสรรพสิ่ง นั่นคือความตั้งมั่น นั่นคือความไม่หวั่นไหว
นั่นเป็นผลจากการที่รู้เห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นๆ จิตก็จะไม่หวั่นไหวมากขึ้นเป็นเงาตามตัว นั่นแหละคือผล
ผลคือความหยุดอยู่ เป็นสุข
เป็นปกติกับปัจจุบัน นั่นแหละคือผล ท่านเอาผลนั้นแหละเป็นที่ตั้ง ... ผลที่เป็นความรู้ความเห็นอะไรนอกเหนือจากนี้...อย่าไปเชื่อ อย่าไปสร้างความเชื่อ อย่าไปสร้างศรัทธาในความเชื่อ ความคิด
ความรู้อันนั้น
เหมือนกับใบไม้ในป่าน่ะ เวลาพระพุทธเจ้าท่านออกมาจากป่าแล้วท่านก็หยิบใบไม้มากำมือ
ท่านบอกว่าแค่นี้พอแล้ว ความรู้ทั่วไปนี่เหมือนใบไม้ในป่า ไม่มีประโยชน์
ท่านบอกแค่ใบไม้ในกำมือ จึงมีแค่นี้แหละ รู้กับปัจจุบันที่ปรากฏ แค่นี้แหละ คือใบไม้ในกำมือ
(มีต่อแทร็ก 4/5)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น