พระอาจารย์
4/11 (540517)
17 พฤษภาคม 2554
ช่วง 1
(หมายเหตุ : แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความค่ะ)
พระอาจารย์ – ปฏิบัติ... คาแค่สงสัย
ไม่ไปไหนหรอก กว่าจะคิดเสร็จก็ตายก่อนน่ะ ...ไม่ทัน ไม่ทันได้คำตอบ ตายซะก่อน
จะทำยังไง ไปคิดต่อชาติหน้ารึไง
ศาสนาพุทธน่ะมีเรื่องให้เรียนอยู่สองเรื่อง...คือกายกับใจ ...นอกนั้นท่านไม่ให้สนใจน่ะ นอกนั้นก็ทำไปรู้ไปศึกษาไป ทำไปพอให้มีชีวิตรอด ถือว่าเป็นงานภายนอก ความรู้ภายนอก ...แต่ความรู้ที่ท่านต้องการให้รู้จริงๆ
คือรู้อยู่สองอย่างคือกายกับใจ
สติสมาธิปัญญา
ศีลสมาธิปัญญานี่ถือเป็นอุปกรณ์ที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ ให้ไว้ ...เป็นเครื่องมือขุดค้น เป็นเครื่องมือสำหรับขุดค้นหาแร่ธาตุหาทองคำใต้ดินน่ะ
ศีลสมาธิปัญญาก็เหมือนเครื่องมือ อุปกรณ์สำหรับการเข้าไปหาความเป็นจริงภายในกายกับใจ ...ว่าที่แท้จริงน่ะ ที่เราหาให้มันกิน ยืนเดินนั่งนอน พามันเที่ยว พามันไปพามันมา
พามันพูดจา ไอ้ตัวนี้มันคืออะไร
และส่วนที่เป็นความคิด ความจำ
ความปรุงความแต่งน่ะ มันคืออะไร ... ความเป็นจริงน่ะ พระพุทธเจ้าบอกให้กลับมาดู
ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ...แล้วก็เข้าใจเองด้วยความเป็นปัจจัตตัง
ท่านใช้คำว่า โอปนยิโก
น้อมกลับ ไม่ใช่น้อมออก ...ไม่ให้น้อมออกไปภายนอก ถ้าออกไปภายนอก
หมายความว่าเพื่ออยู่เพื่อกินไป แต่อย่าไปจริงจัง เพราะมีโอกาสที่จะหลง มีโอกาสที่จะติด
มีโอกาสที่จะปิดบังความเป็นจริงได้มากขึ้น
พระพุทธเจ้าบอก เอาแค่พอดี เอาแค่กลางๆ ...ไม่ได้ห้าม แต่ก็อย่าไปสนับสนุนมันเกินไป ไอ้ความรู้อะไรบางทีมันก็ผุดโผล่ขึ้นมาล่ะ
มันก็มี... อะไรมากมายก่ายกองในโลกนี้ ความรู้หลากหลาย
พระพุทธเจ้าถึงเปรียบว่าใบไม้ในป่า เต็มไปหมด พระพุทธเจ้าท่านรู้หมดแหละ
มีรึพระพุทธเจ้าจะไม่รู้ ...แต่ท่านรูดมากำมือหนึ่ง แล้วท่านบอก...นี่ เอาแค่นี้
กำมือเดียวพอแล้ว
คือง่ายๆ แค่กายกับใจ สองอย่าง
รู้ให้จริง เอาให้ชัดเจนลงไป
แต่ละคนมันมีเครื่องมือขุดค้น
มีที่ให้ขุดให้ค้นอยู่ทุกคนน่ะ เสมอกัน ...ไม่อ้างบุญอ้างบาปในอดีตกาล
ไม่อ้างว่าวาสนาบารมี มีหรือไม่มี...ไม่สน มันมีเท่ากันมาตั้งแต่เกิด
ตั้งแต่ปุถุชนยันพระอรหันต์
ท่านก็ได้กายอันนี้มาเหมือนกัน ...แม้แต่พระอรหันต์ที่เกิดมาในสมัยนี้
เวลาเกิดมาท่านไม่รู้หรอกว่าท่านจะได้เป็นพระอรหันต์มั้ย ท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านจะปฏิบัติแล้วได้ผลมั้ย
แต่ท่านมีศรัทธา ท่านมีความพากเพียร
ท่านมีความไม่ย่อท้อ ท่านมีความอดทน ท่านไม่ทอดธุระ ท่านมีความเพียรที่ต่อเนื่อง
ท่านไม่ปล่อยให้มันไหลไปกับรูปเสียงกลิ่นรสภายนอก
เพราะว่าท่านเข้าใจ
ท่านรู้ว่าถ้าออกไปแล้ว...ความรู้ทางภายในนี่มันจะไม่ชัดเจน มันจะเห็นกายไม่ชัดเจน
แรกๆ นี่...ถ้าจดจ่อหรือว่ามีสติต่อเนื่องอยู่ภายในกาย
คือรูปธรรม ส่วนของนามก็คือนามธรรม ส่วนของความคิด ความปรุง ความจำ อารมณ์
ความรู้สึก พวกนี้ก็คือนามธรรม
ท่านรู้ด้วยตัวของท่านเองว่า
เมื่อใดที่ท่านจดจ่อด้วยสติสัมปชัญญะให้ต่อเนื่องอยู่ภายในกายกับใจอยู่ตลอดเวลานี่
ท่านจะเห็นกายเป็นแค่ของอันหนึ่ง
แต่เมื่อใดเวลาไหนที่เผลอเพลินออกไปภายนอก
ไปเยิ่นเย้อไปหาเรื่อง ไปมีเรื่องมีราวกับรูปเสียงภายนอกเมื่อไหร่ ความรู้ว่ากายนี่เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอันนี่ จะไม่ชัดเจนขึ้นเลย
มันจะกลายเป็น "เรา" มีชื่ออีกต่างหาก มีความรู้สึกเป็นดีเป็นร้าย เป็นถูกเป็นผิดเกิดขึ้น แล้วก็ก่อให้เกิดความเศร้าหมองขุ่นมัว กังวล ดีใจ เสียใจ มากมาย
เมื่อท่านรู้ตัวอย่างนั้นน่ะ
ท่านก็ไม่ทำอย่างอื่น ท่านก็ละตรงนั้นเลย...ละไอ้ที่หลงอยู่ตรงนั้น ละออกเลย
งานการภาระต่างๆ ที่ทำหรือว่าจดจ่อหรือว่าไปเอาจริงเอาจัง ท่านทิ้งทันที
กลับ...เหมือนกับกลับบ้าน กลับมาขุดค้นภายในต่อ ทำงานต่อไป เรียกว่าทำงานภายใน ...อย่างนี้ท่านเรียกว่าสัมมาอาชีโว เป็นงานที่ทิ้งไม่ได้ ตั้งแต่เกิด
ตั้งแต่เริ่มตั้งใจจะปฏิบัติแล้วนี่ จะไม่ละทิ้งทอดธุระในงานนี้เลย
งานภายนอกขาดตกบกพร่อง โดนชมบ้าง โดนติบ้าง เขาเข้าใจบ้าง เขาไม่เข้าใจบ้าง
ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ท่านบอกว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก มันเป็นอย่างนี้ ยังไงก็ต้องเจอ
ทำดีที่สุดขนาดไหน เดี๋ยวก็โดนด่าแล้ว ...ไม่ผิด
เพราะโลกคือมนุษย์ มนุษย์อยู่ในโลก มนุษย์ก็คือคนที่มีกิเลส มันถูกใจกิเลสมันก็ชม มันไม่ถูกใจกิเลสมัน มันก็ด่า มันไม่มีหรอกว่า
ดีที่สุด ทำดีที่สุดแล้วจะไม่โดนด่า หรือว่าผลงานดีแล้วจะได้รับคำชมหรือว่าเลื่อนขั้น
ได้เงินเดือนขึ้น
ไม่แน่น่ะ ...เอาแน่ไม่ได้ เหมือนลอตเตอรี่น่ะ ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ... อย่าไปคาดหวังอะไรกับมันนักหนา
ให้กลับมาใส่ใจ กลับมาใส่ในใจ กลับมาน้อม น้อมกลับมาที่กายที่ใจ...เนืองๆ เป็นนิจ ต่อเนื่อง อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ...งานนี้งานหลัก นี่คืองานหลัก งานสำคัญ ถือว่าเป็นงานรื้อชาติถอนภพ
ยิ่งแจ้งเท่าไหร่
ยิ่งเข้าใจกับกายมากขึ้นเท่าไหร่
ยิ่งเข้าใจกับนามธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่าไหร่ หมายความว่า
วิถีแห่งการเกิดน้อยลง สั้นลง...สั้นลงไปเรื่อยๆ
มันจะรู้ได้เลยน่ะ ...ที่เคยคิดได้ทั้งวัน
ต่อไปก็ไม่ค่อยมีน่ะ เคยไปเคยมา อยากไปอยากมา มันก็จะค่อนข้างจะอยู่เฉยๆ
บ่ดายดีกว่า ...ไม่ค่อยอยากจะไปนั่นมานี่ ไม่ค่อยอยากจะหาเรื่องนั้นเรื่องนี้
หาอย่างนั้นหาความรู้สึกนี้ ...มันจะค่อนข้างธรรมดามากขึ้น
นั่นแหละหมายความว่า
วิถีของจิตน่ะมันเริ่มหยุดแล้ว เริ่มไม่พเนจรร่อนเร่ไปในสามภพ ...รู้เองนะ ดูเอา
สังเกตเอา ถ้ามันสั้นลงอย่างนั้นน่ะ ให้รู้ว่า...มรรคกำลังแสดงผลอยู่
ไม่ต้องไปถามใคร
ไม่ต้องให้ใครมาพยากรณ์ ดูเอาเอง ต่างคนต่างมีสติ ต่างคนต่างมีสมาธิ ต่างคนต่างมีปัญญา ทำไมจะต้องมานั่งไล่ถามคนอื่นว่า ฉันเป็นยังไง ผมเป็นยังไง ...ดูเองไม่ได้รึไง
ดูเอา ...ให้รู้
แล้วก็เก็บเกี่ยวผลไปด้วยการตั้งมั่นมากขึ้น อยู่ภายในมากขึ้น ไม่เผลอไม่เพลิน ... ความเผลอความเพลินก็จะน้อยลง
การเห็นเรื่องราวภายนอกเป็นสาระแก่นสารก็จะเริ่มจางคลายลงไป
ไอ้เคยเป็นเรื่องแบบรับไม่ได้
มันก็ต่อไปจะ..."ก็งั้นๆ น่ะ" ... ใครจะว่ายังไง
ใครพูดยังไง กระทบทางหู กระทบทางตา...ซึ่งแต่ก่อนจะเป็นฟืนเป็นไฟไปหมด
แตะตรงไหนไม่ได้ อย่าล่วงล้ำในอาณาเขตของตาเห็น หูได้ยินนะ
มันจะไหม้สามโลกธาตุได้เลย
ต่อไปกระทบแล้วก็เย็น กระทบแล้วก็สงบระงับ
เย็น ...เนี่ย มันดับ มันดับความไม่รู้ มันเข้าใจว่าเสียงคืออะไร
มันเข้าใจว่ารูปคืออะไร มันเข้าใจว่ากลิ่นรสสัมผัสภายนอกคืออะไร
เมื่อมันเข้าใจตามความเป็นจริงแล้วมันก็เห็นว่า...ก็งั้นๆ น่ะ มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นธรรมดา ห้ามไม่ได้ ควบคุมไม่ได้
ไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของโลก เป็นเรื่องของคน เป็นเรื่องของมนุษย์
เป็นเรื่องของคนที่ยังมีความปรุงแต่ง
เป็นเรื่องของมนุษย์ของคนที่ยังมีความปรุงแต่งภายในด้วยกิเลสเป็นตัวผลักดัน
มันต้องแสดงอาการเช่นนี้เป็นธรรมดา
แล้วทำไมเราจะต้องไปเก็บเกี่ยวมารุ่มร้อน
มัวเมา ลุ่มหลง กับความปรุงแต่งที่เกิดๆ ดับๆ แค่นี้เอง …ความจริงจังในอารมณ์ ความจริงจังในรูป
ความจริงจังในเสียง ก็จะเห็นเป็นเรื่องธรรมดาปกติมากขึ้น
เขาจะด่า เขาจะชม ก็ไม่ได้ดีใจ ไม่ได้เสียใจ อย่างเนี้ย ... นี่คือผลของการที่ว่าจิตอยู่ในองค์มรรค อยู่ภายใน รู้เห็นเสมอ ให้ต่อเนื่อง
นั่นแหละ
ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรขึ้นมาหรอก
แต่มันกลับคืนสู่ความเป็นปกติธรรมดา เป็นธรรมดามากขึ้น ...ไม่ใช่ว่ามันจะต้องแปลกแยกแตกต่างไปอยู่คนเดียวผู้เดียว หรือไม่สุงสิงเกี่ยวข้องกับใคร
มันก็เกี่ยวข้องตามปกติ ทำงานก็ทำงานไป มีลูกมีผัวมีเมีย ก็ดูแลกันไป ...แต่ว่าใจมันก็อยู่ภายในนั้น
ไม่ได้ออกมาสัมผัสสัมพันธ์โดยตรงด้วยอารมณ์ยินดียินร้ายอย่างที่เคยมีเคยเป็น
อุปสรรคแรกของการเจริญสติสมาธิปัญญา คือขี้เกียจ
แล้วก็ไม่ต่อเนื่อง ... มีข้ออ้าง มีเงื่อนไขเยอะ
อ้างนั่นอ้างนี่ เวลางาน...ทำไม่ได้ ดูไม่ได้ เวลาคุย...รู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้
ก็จะละโอกาสให้กิเลสมันกำเริบเสิบสานบานปลายโดยนิสัยไม่ดี สันดานไม่ดี ...สันดานภายใน
อนุสัย คือนิสัยที่คุ้นเคย
มันว่ายังไงเชื่อมันตลอด มันอ้างอะไรก็ยอมมันตลอด
ใจมันเลยไม่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญเข้มแข็งในการที่จะละความเพลิดเพลินนั้นๆ
ละความเพลิดเพลินในการคุย ...พอเริ่มรู้ตัวแล้วมันไม่มันส์หรอก พอเริ่มรู้ว่ากำลังพูด
รู้ว่าได้ยินเสียงตัวเองนี่
เราเคยบอกแล้วว่า เวลาพูดเวลาคุยนี่
ให้ฟังเสียงตัวเอง ให้ได้ยิน พูดด้วยได้ยินด้วย ให้ได้ยินเสียงเจ้าของนั่นแหละ
แล้วมันจะมีการสำรวมอยู่ภายใน สำรวมจิตด้วยพร้อมกัน
สังเกตดูเวลาพวกเราพูดหรือคุยน่ะ ตัวอยู่ไหน ใจอยู่ไหน ไม่รู้เลย ...มันหายไปไหน
มันไปลงนรกรึเปล่า หรือไปอยู่บนสวรรค์ ไม่รู้เลย เห็นมั้ย นั่นน่ะหลง
อย่าไปคุยมาก ...ถามคำตอบคำ มันจะตายรึไง ...ต้องอดทน ให้มันมีสติระลึกอยู่แนบกายแนบจิตก่อน คราวนี้คุยไปจนคนหนีก็คุยไปเหอะ
ไม่มีปัญหา คุยเอาจนคนไม่ฟังน่ะ
เหมือนเราสอนแล้วเราพูด บางทีพูดจนคนลากลับ
(หัวเราะกัน) มันฟังไม่ไหว ...ก็ไม่มีปัญหา คนฟังล่ะมีปัญหาไปเอง ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง
ฟังแล้วสงสัย มันก็หนีไปเอง
แต่ถ้ายังไม่มีสติสัมปชัญญะให้ได้ที่ได้ทางซะก่อนนี่ มันคุยแล้วขึ้นเขาลงนรกอยู่ทั้งวี่ทั้งวันเลย
อย่าไปคุยมาก ...ครูบาอาจารย์ตั้งแต่เก่าตั้งแต่ก่อน
ตั้งแต่หลวงปู่มั่นลงมายันสมัยนี้ ท่านก็ยืนยันว่ากินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
ทำความเพียรมาก ...เนี่ย คือหัวใจของนักปฏิบัติ
กินน้อย ไม่ได้หมายความว่าไม่กิน
นอนน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าไปบังคับให้มันไม่หลับไม่นอน
พูดน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าห้ามพูด แต่พูดให้มีสติ ...คือทุกอย่างนี่ให้น้อยไว้ก่อน
เพราะมันมักจะหลงในอาการ กิน นอน คุย แล้วก็ทำงานภายนอก ...นี่คือสี่เรื่องหลักที่มันจะชักใบให้เรือเสีย
เป็นตัวที่ทำให้สติสมาธิปัญญานี่สูญสิ้นง่ายๆ ง่ายมากเลย
กำลังดูกายดูใจอยู่ดีๆ
น่ะ พอมีใครมาชวนคุยปั๊บ ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่กูดู เพื่อจะคุย ลืมหมด ...ไม่เอาแล้วมรรคผลนิพพาน ไม่เอาไม่สน คุย มันส์ สนุกกว่า
เนี่ย มันเป็นโรคอะไรฮึ ...ไม่ใช่โรคอะไร
โรคกิเลส โรคความเคยชิน โรคของความโง่ ความหลง ความเขลา สนุก ...ชอบสนุก รักสนุก รักสนุกในโลก
ถูกโลกมันหลอก ถูกโลกมันปลิ้นปล้อนหลอกลวง โลกมันก็ชักขึ้นชักลงอยู่อย่างนี้แหละ ...เวลาตายไม่เห็นสนุกเลย หือ
เวลาเกือบตายใกล้ตาย เจ็บน่ะ ร้องกันระงมอย่างกับวัวอย่างกับควาย ไม่นึก
มันคุยกัน เล่นกัน เที่ยวกัน เหมือนกับมันจะไม่ตายอย่างนั้นน่ะ ... มันลืมไปมั้งว่านี่ต้องตายนะเนี่ย หือ มันลืมไปรึเปล่าว่าเกิดมาแล้วต้องตายนะเนี่ย
แล้วตอนตายเราจะตายท่าไหนดี
เอาท่าไหนล่ะ ไม่รู้ เอาตายแบบ...ทุกคนน่ะปรารถนาวาดหวังว่าขอให้นอนหลับตายสบายเหอะ
(หัวเราะกัน) ...ไม่มีทาง ตายเจ็บแน่ๆ ทุกคนน่ะ ...ไม่ได้แช่ง แต่คิดในแง่ที่เป็นกุศลไว้
เพราะมันต้องเจอกันแน่
เพราะนั้นต้องอยู่ในลักษณะที่เตรียมพร้อม ...เกิดชักดิ้นชักงอตอนนี้ เอ้า ใจอยู่ตรงไหน เอาอยู่มั้ย พร้อมมั้ยที่จะตาย
พร้อมมั้ยที่จะรับสู้กับพระยามัจจุมาร ที่มาเยี่ยมเยือน ที่มาเคาะประตูเรียก
หรือตั้งท่าหนีลูกเดียว หือ จะตั้งท่าหนีไหม ...หนีแน่นอน เชื่อมั้ย ...หนียังไง ปฏิเสธ
ไม่ยอมๆ ดิ้นรน กระวนกระวาย ขวนขวาย เรียกหาหมอ
ร้อยหมอก็ช่วยไม่ได้ถ้าถึงคราวตายแล้วน่ะ ...พระอรหันต์ยังตาย พระพุทธเจ้ายังตาย ต่อให้หมอชีวกะนี่เอาใบไม้ในโลกที่ท่านบอกเป็นยาทั้งหมดมา
ยังเอาไม่อยู่น่ะ
ไม่มีทางสู้ ...นอกจากยอมรับ ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความเป็นปกติ ...เหมือนอย่างที่สอนให้รู้อะไรเป็นกลางๆ นี่แหละ อะไรเกิดขึ้นก็พยายามรู้ไว้เฉยๆ
เขาจะด่า...รู้...อือ เขาจะชม...รู้...อือ รู้อย่างนี้ รู้เฉยๆ ... ยินดีบ้างยินร้ายบ้าง ก็อย่าไปตีปีกตีหางตามมัน ...นี่ ด้วยสติที่เป็นกลาง
ฝึก ...มันต้องฝึกระหว่างวัน ตลอดเวลา มันจะได้เกิดความมั่นคง เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ
ทนฟ้าทนฝน ทนแดดทนลม โดยไม่หวั่นไหว
ถ้ามันไม่หวั่นไหวแล้วไม่กลัว
ตายก็ไม่กลัว ... ก็เหมือนกับสิ่งนึงที่ปรากฏน่ะ ถึงเวลาเขามาเอาคืน ...ก็ธรรมดา
ของยืมเขาน่ะ ก็ทำพันธสัญญากันมาแค่นี้ ...ตามอายุขัยน่ะ
ในสมัยพระพุทธเจ้านี่ก็แปดสิบ
มากน้อยลดหลั่นกันไปตามกรรม แต่โดยเฉลี่ย ค่าเฉลี่ย แปดสิบ
เกือบแล้วทุกคนน่ะ
เดินเข้าหลักประหารทุกวินาที ...ที่มันหายไปนี่ ชีวิตมันถูกกลืนกินไปทุกวินาทีนี่
ยังคิดว่าสนุกอีกเหรอ ยังมีอะไรให้น่าสนุก
แล้วเราไปค้นหาภายนอกกันอีกหรือ
กับการที่เรามาตั้งอกตั้งใจ ใส่ใจ ด้วยความเพียร อิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ...มันไม่ได้ยากเย็นเข็ญใจอย่างคนเขาเล่าคนเขาบอก หรือที่เคยอ่านมาฟังมาหรอก ...ก็แค่รู้นี่ มันจะตายหรือไง
มันไม่ได้ไปแบกจอบแบกเสียมไปขุดไปหาไปทำอะไรนะ รู้แค่นี้...รู้ นั่งก็รู้ ยืนรู้ เดินรู้ นอนรู้ ขยับรู้ นิ่งรู้ คิดรู้ ได้ยินรู้
เห็นรู้ กังวลรู้ มีอารมณ์รู้ สุขรู้ ทุกข์รู้ ดีใจเสียใจรู้ ...รู้มันเข้าไป
ก็ให้รู้อย่างเดียวน่ะ
ไม่ได้ให้ทำอะไรเลย ...ไม่ได้ไปอดข้าว ไม่ได้นั่งสมาธิห้าชั่วโมง
ไม่ได้เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืนน่ะ ...ก็แค่รู้นี่มันจะตายหรือไง
ทำให้มันเนื่อง...ต่อเนื่องกันไป จนรู้นี่โดดเด่นตั้งมั่นเป็นเอกขึ้นมา ด้วยสติสมาธิปัญญา
มันก็ตั้งมั่นชัดเจนอยู่ภายใน กลายเป็นอมตธาตุ อมตธรรมอยู่ภายในนั้นน่ะ
ไม่ใช่เป็นผู้รู้แบบวับๆ แวมๆ พล้อบๆ
แพล้บๆ แล้วก็เข้ากลีบเมฆไป กิเลสนอนตีพุงสบายแฮ ...ถ้ามันมีปากมันก็หัวเราะเยาะ 'เฮ่อ
สุดท้ายก็เสร็จกู สุดท้ายกูก็ครอบงำมึงต่อ' ...ด้วยความหลง ความมัว ความมืด ความบอด
ความหมอง รูปเสียงกลิ่นรสชักลาก ไปๆ มาๆ อยู่กับมัน
ต้องตั้งให้มั่น ...กลับมา
น้อมกลับมาอยู่ ไม่ขาดระยะ ส่วนอาการมันจะเป็นยังไง
จะมีอะไรเป็นเครื่องรู้ปรากฏขึ้นทั้งภายนอกภายในอย่างไร ไม่ต้องเกี่ยวมัน
ไม่ต้องไปห้ามมัน ไม่ต้องไปดีใจกับมัน ไม่ต้องไปควบคุมมัน
ไม่ต้องไปทำให้มันเกิดขึ้นหรือไม่ต้องไปทำให้มันดับ ...ก็แค่ให้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้หรืออาการที่ปรากฏ
ไม่ว่าจะเป็นทางขันธ์หรือทางภายนอก คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฐฐัพพะ สัมผัสยังไงก็รู้ไป
ยินดียินร้ายก็รู้ไป
มันจะได้เห็น
มันจะได้เข้าใจในสภาวะของสองสิ่งมากขึ้น ว่าสิ่งหนึ่งคืออะไร อีกสิ่งหนึ่งคืออะไร ...สิ่งที่ถูกรู้คืออะไร สิ่งที่รู้คืออะไร ...แล้วก็จะเห็นว่าในสิ่งที่ถูกรู้และสิ่งที่รู้น่ะมีอะไร
เป็นอะไร หรือไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร
มันต้องซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ...เหมือนตอกหัวตะปูน่ะ
ก็ทำอยู่ที่เดียวอย่างนี้ ในของสองสิ่งนี่แหละ เรียนรู้กัน เรียนรู้กับมัน ...เอาสติสัมปชัญญะเป็นเครื่องผูกเครื่องมัดให้อยู่กับความเป็นจริงที่ปรากฏในปัจจุบัน
ซ้ำลงไปตรงนี้แหละ ย้ำลงไปตรงหัวตะปูอันนี้แหละ เอาจนมันตอกแน่นลงไป ...ศีลสมาธิปัญญามันก็จะแนบแน่นอยู่ที่ใจ เป็นเอกเทศขึ้นมา เป็นอิสระขึ้นมา
โดดเด่นขึ้นมา เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญน่ะ
ไม่ใช่พระจันทร์เดือนมืด ...พระจันทร์จริงๆ น่ะไม่เคยมืด เห็นมั้ย มันมืดเพราะโลกไปบังเงา
โดยธรรมชาติของพระจันทร์ก็ลอยอยู่ตลอดเวลานั่น
ใจก็เหมือนกัน
มันมีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว...ผู้รู้น่ะ ขนาดไม่รู้มันยังรู้เลย ขนาดหลงมันยังรู้เลย
เห็นมั้ย ...จะบอกว่ามันหายไปไหนล่ะ
อะไรอยู่ตรงไหน ไม่ว่าอะไรปรากฏขึ้น ... ถ้ามีสติปั๊บนี่ รู้เลย รู้ได้ทันทีเลย เห็นมั้ย
รู้ก็อยู่ตรงนั้น ใจก็อยู่ตรงรู้นั่นแหละ ...ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปทำ ไม่ต้องไปขุดค้น
ก็แค่ระลึกขึ้นมาแล้วก็รู้ว่านั่ง รู้ว่ากังวล รู้ว่าสงสัย รู้ว่าลังเล รู้ว่าขุ่น
รู้ว่าดีใจ รู้ว่าเสียใจ ...ก็รู้อยู่ตรงนั้น ใจก็อยู่คู่กันอยู่ตลอดนั่นแหละ
แต่เดี๋ยวก็เข้ากลับเมฆไปด้วยความหลง
มืดบอด มืดมัว คือหายไป ...เวลามันหายไปนี่ มันหายไปทั้งใจทั้งกายน่ะ ทั้งวันน่ะ...หาย ลงมาจากวัดนี่...หาย ไปอยู่ที่คุย เดินคุยไปเดินคุยมา
ไม่รู้ใครคุย มีแต่ผีคุยกัน (หัวเราะกัน) ...รู้จักผีรึเปล่า ผีคืออะไร ผีคือวิญญาณ วิญญาณคืออะไร
วิญญาณคือมโนวิญญาณ
โยม – มโนวิญญาณ มีรูปมั้ย
เป็นรูปร่างหน้าตาไหม
พระอาจารย์ – ไม่มีอ่ะ
ก็ไอ้ที่อยู่ทั้งวันน่ะ อยู่กับมโนวิญญาณ นั่นน่ะผี วิญญาณเร่ร่อน เห็นมั้ย
มันเร่ร่อนน่ะ เร่ร่อนไปกับความคิด ร่อนไปกับอารมณ์ ร่อนไปกับอดีต ร่อนไปกับอนาคต
มันร่อนไปด้วยมโนวิญญาณ เขาถึงเรียกว่าผีไง ...ร่อนไปทางตา นี่เรียกว่าจักขุวิญญาณ
ร่อนไปทางหูเรียกว่าโสตวิญญาณ มันมารับรู้ทางหูนี่เขาเรียกว่าโสตวิญญาณเกิด
แต่มันเกิดด้วยความไม่มีสติระลึกรู้เท่าทัน มันไม่มีใจคู่รู้อยู่ มันก็ร่อนไปเลย วิญญาณก็พาไป เป็นผีพเนจร ไม่มีศาล ...ผีทั้งนั้น ทั้งวันอยู่กับผี
คนก็มาเรียกกันว่าผี ว่าวิญญาณ ...คือมันไม่เข้าใจ จริงๆ น่ะคนเป็นๆ นี่แหละ ก็คือวิญญาณ มันพูดมันคุยกันนี่
รับรู้กันผ่านวิญญาณ นะ ...คนโบราณแต่ก่อนเขาถึงบอกว่าผีคือวิญญาณ
แต่ใจคือผู้รู้ ...รู้ว่าเห็น เห็นมั้ย มันมีรู้อีกรู้นึงที่กำกับรู้นั้นอยู่
เพราะนั้นน่ะ มันก็จะไปเห็นอะไร...เมื่อรู้ว่าทางตาเกิด รู้ว่าเห็น รู้ว่าได้ยิน ก็รู้ว่าวิญญาณเกิดทางหู เห็นมั้ย เมื่อวิญญาณทางหูเกิดหมายความว่าขณะนั้นวิญญาณทางตาตาย ดับ เห็นมั้ย
วิญญาณก็เกิดดับ
แต่ถ้าไม่มีรู้กำกับอยู่
มันจะไม่เห็นวิญญาณเกิดดับ ...มันมีแต่ผีหลอก เป็นจริงเป็นจัง เป็นตุเป็นตะ
หลับตาดู ...ถ้าหลับตาดูแล้วจะเห็นว่า มันไม่เห็นเลย ไม่เห็นโลกเลย
มันไม่สามารถรับรู้ภายนอกด้วยภาพของโลกเลย เห็นมั้ย เพราะวิญญาณทางตาไม่เกิด
คนหูหนวกก็จะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
ทั้งๆ ที่ว่าเสียงมีอยู่ นะ ...เพราะนั้นการรับรู้นี่มันรับรู้ด้วยวิญญาณ มี-ไม่มีไม่สนน่ะ เพราะมันมีวิญญาณเป็นผู้สื่อผ่านถ่ายทอดกลับเข้ามาสู่ใจ
แต่ถ้าไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ
ไม่มีปัญญาที่มีผู้รู้ผู้เห็นอยู่ภายใน มันจะเหมาเอาวิญญาณนี่เป็นตัวเรา เหมาไอ้ความรู้นี่เป็นเรา
เหมาไอ้ที่เห็นนี่ว่า “เรา” เห็น นี่ มันเหมาเอาอย่างนั้น
ไอ้ที่ได้ยินน่ะ...เขาด่า
“เรา” เลยน่ะ ...นี่ วิญญาณมันหลอก จริงๆ
วิญญาณไม่ได้หลอก เราน่ะโง่ไปงับวิญญาณเอง...ว่าวิญญาณเป็น “เรา” นะ
ความเข้าไปหมายมั่นขันธ์เป็นเรา ขันธ์เป็นของเรานี่...ละเอียด ถี่ถ้วนมาก ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะที่จดจ่อเฝ้าระวังต่อเนื่อง จะแยกไม่ออกในขันธ์ทั้งห้าเลย
เพราะนั้นดูไปเรื่อยๆ
อะไรเกิดขึ้นรู้ไป แล้วมันจะจับรายละเอียดได้เองว่า...อ้อ นี่คือนี่ อ้อนี่ไม่ใช่เหมือนนี่ นี่ไม่เหมือนกันกับนี่ มันจะแยกขันธ์ออกเป็นส่วนๆๆๆ ไป
ว่ารูปไม่ใช่นามนะ กายไม่ใช่ความคิดนะ ความคิดไม่ใช่กายนะ นั่งไม่ใช่กายนะ
กายไม่ใช่นั่งนะ อย่างนี้ ...ถ้าบอกว่านั่งนี่ แยกไม่ออกแล้ว เห็นมั้ย ด้วยปัญญาพื้นๆ
นี่ ก็บอกว่ากายมันนั่งอยู่น่ะ เถียงอีกแน่ะ
พระพุทธเจ้าถึงต้องมาจำแนกออกเป็นส่วนๆ
ให้เห็นว่าขันธ์น่ะมันมีห้า ...กายไม่เคยนั่ง กายไม่เคยยืน รูปไม่เคยนั่งรูปไม่เคยยืน ...เนี่ย งงอีก 'ไม่ยืนยังไง ก็ยืนอยู่อย่างนี้' ... เนี่ย มันเถียง ด้วยความไม่รู้นี่
มันไม่เชื่อนะ
ก็ดูสิกายมันมีโทรโข่งรึเปล่า
มันมีปากรึเปล่า มันบอกมั้ยว่ามันกำลังอยู่ในท่าไหน เนี่ย เห็นมั้ย
กายไม่มีคำพูดหรอก เป็นก้อนดิน ...ไปถามดินสิ ดูสิ เห็นดินมั้ย มันนั่งหรือมันนอน ...จะเรียกอะไรดี มันบอกมั้ย เนี่ย
เพราะนั้นนั่งคืออะไรล่ะ เห็นมั้ย
ก็แยกออกมาแล้ว “นั่ง” เป็นอีกส่วนนึง ส่วนความคิดความเห็นความจำ
เป็นสมมุติเป็นบัญญัติ เป็นนามขันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของความจำ
เนี่ย
ถ้ามีสติจำแนกไปด้วยความละเอียดถี่ถ้วน แยบคายด้วยโยนิโส ... เนี่ย พอเริ่มเงียบไปปุ๊บ
ก็เห็นก้อนนึง กับรู้อีกอันนึง เห็นมั้ย เงียบๆ
ถ้าไม่เงียบมันไม่เห็นหรอก บอกให้
แยกไม่ออก มัวแต่คุยอยู่เนี่ย แยกไม่ออกหรอก มันไปพูดปั๊บๆๆ อยู่ ...ถ้าจิตมันเงียบแล้วก็รู้ เห็นว่า เนี่ย ไอ้ก้อนนี้ มันไม่มีคำพูดอยู่ เงียบ
สงบสงัดอยู่ภายใน
นี่เขาเรียกว่าสมาธิตั้งมั่น มันก็เงียบ ...เงียบมันก็เห็นความเป็นจริงชัดขึ้นว่า ไม่มีคำพูด มันไม่มีคำพูดอะไร เออ
เห็นกายไม่เป็นกายแล้ว เห็นกายเป็นแค่อาการลักษณะหนึ่ง
แล้วก็จะจับอาการได้ทัน ที่เริ่มมีนามเข้ามาจับกับรูป ..."นั่ง กำลังนั่ง" ปุ๊บนี่ เห็นเลยว่า คำว่า “กำลังนั่ง” ผุดขึ้นมา
มาหมายเอารูปนี้ว่ากำลังนั่ง ...ก็จะเห็นเลยว่า อ๋อ นี่เป็นนาม กายไม่เคยว่ามันกำลังทำอะไรเลย
เหมือนไปถามดินนี่ ดินกำลังทำอะไรอยู่ ...ไม่มีน่ะ มันตั้ง หรือมันนอน หรือมันยืน หรือมันหมุน ...ไม่รู้ ถ้ามันบอกมันก็บอกไม่รู้
มันไม่ได้เป็นอะไร
เนี่ย ด้วยสติที่รู้ลงไปในปัจจุบัน
สังเกตด้วยความแยบคายโยนิโสอย่างนี้ มันจะจำแนกขันธ์ได้ออกเป็นส่วนๆๆ ไป ...แล้วก็จะเห็นว่าไอ้ขันธ์ที่มันแสดงหรือปรากฏการณ์ขึ้นมานี่ มันก็แค่นั้นแหละ
ไม่ได้เป็นเรื่องของใคร ไม่มีใครบังคับให้มันหรอก แล้วมันก็ดับไป เห็นมั้ย ...เหมือนสเปรย์ฉีดผมน่ะ เคยเห็นมั้ย
สเปรย์น่ะ ... นั่นแหละ
ความคิดความปรุงอะไรนี่ ดูดีๆ โดยลักษณะอาการมันคือสเปรย์
เหมือนสเปรย์ที่ฟู่ออกมา
เท่านั้นแหละ ...มันคืออะไรล่ะ มันเป็นของใครล่ะ ...กลับบ้านไปเอาสเปรย์มานั่งฉีดนะ ดูไป
ว่าสเปรย์มันเป็นของเรายังไง อาการนี้มันเป็นตัวเป็นตนอย่างไร
นั่นแหละคือลักษณะอาการของขันธ์ในส่วนของนามที่ปรากฏ
มันเป็นกลุ่มๆ เป็นก้อนๆ ขึ้นมาแค่นั้นแหละ ...นี่เขาเรียกว่าลักษณะตามความเป็นจริง
แต่ถ้ายังไปคิดค้นพิจารณานะ มันจะเข้าไปหาเหตุหาผลด้วยจินตา ...มั่ว มันจะมั่ว ว่าความคิดคืออะไรวะ มันมาจากไหนล่ะ แล้วมันคืออะไร แล้วไหนว่ามันเกิดมันดับ
มันเกิดมันดับตรงไหนวะ อะไรอย่างนี้
อย่างนี้ไม่ใช่หนทางให้เกิดปัญญา
เป็นหนทางให้เกิดความฟุ้งซ่าน ...แต่ให้รู้ตามลักษณะอาการ
ให้สังเกตด้วยการที่ว่าตั้งมั่นอยู่กับกายนี่แหละ แล้วก็เห็นว่าอะไรมันผุด
อะไรมันโผล่ขึ้นมา
ความคิดบ้าง ความจำบ้าง เรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง
อารมณ์นั้นบ้างอารมณ์นี้บ้าง พั้บ แล้วไม่ต้องสนใจมัน ...มันก็จะเห็นว่า พุ้บ มันเป็นแค่กลุ่มนึง
แล้วก็สลายไป พุ้บ อีกกลุ่มนึงแล้วก็สลายไป
อย่างนี้ ...นี่เรียกว่าเรียนรู้ขันธ์ในส่วนที่เป็นไตรลักษณ์อย่างไร
แต่ถ้าไปจดจ่อจริงจัง เอาเป็นเอาตายหาถูกหาผิดกับมัน มันจะยิ่งก่อเป็นรูปลักษณ์รูปทรงรูปร่างของตัวตนตัวเราเข้าไปในนั้นทันที
เข้าไปหาเหตุหาผลในตัวของเราที่อยู่ในเหตุผลในความคิดนั้นๆ
น่ะ... ยิ่งเพ้อเจ้อหนักขึ้นไปอีก
เราถึงบอกให้กลับมารู้ตัว
คิดอยู่ก็ตาม คุยอยู่ก็ตาม กำลังเห็น กำลังเพลินกับรูปกับเสียงภายนอกอยู่ อะไรก็ตาม พอได้สติระลึกดู กลับมารู้ตัวแล้วสังเกต ทั้งหมดนี่ไม่มีอะไรเลย ดับเลย สังเกตดู
ให้สังเกต ...เอากายปัจจุบันนี่เป็นฐานที่ตั้งของสติสมาธิปัญญา เสมอ เป็นนิจ เนืองๆ แล้วจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์อย่างไร จับต้องไม่ได้อย่างไร
มีความเป็นตัวเป็นตนหรือไม่มีตัวไม่มีตนอย่างไร ...มันก็จะเรียนรู้ไปทีละเล็กทีละน้อยอย่างนี้
แต่ถ้านั่งขยันคิด ขยันเผลอ ขยันหลง
ขยันเพลินไปกับอดีต-อนาคตนี่ มันก็กำลังไปเล่น หัวเราะเล่นหัวอยู่กับเงา
อยู่กับภาพในกระจกน่ะ
ดูกระจกสิ ...เห็นตัวมั้ย เห็นตัวในกระจกมั้ย เห็นมั้ย
มันเหมือนจริงเลยใช่มั้ย พอเราขยับมันก็ขยับ เห็นมั้ย ...แล้วตัวจริงอยู่ไหน
แต่เรามัวแต่มองดูภาพในกระจก ...ไม่รู้ว่านี่ภาพ อ๋อ นี่คือภาพนะ ตัวจริงคือนี่นะที่ยืนอยู่หน้ากระจก
อย่างนี้ ...ตราบใดที่เรายังส่งออก ดูออกไป หาออกไปนี่ มันก็เห็นแต่ภาพที่เสมือนจริง
แล้วมันก็เดินไปทั้งวันนี่
แต่ละคนก็ถือกระจก แล้วก็เล่นอยู่ในกระจกน่ะ ...นั่นน่ะคือไปหลงในมายา ของสัญญา
ของความที่ผ่านมา-ที่จะเกิด ...มันก็เป็นแค่เงาน่ะ นี่เงา
เล่นกับเงาแต่สำคัญว่าเงาน่ะเป็นเรา ตัวเรา
พอเอากระจกทิ้งน่ะ เราอยู่ไหนล่ะ มันจะไม่มีภาพอะไรปรากฏเลย มันมีแต่รู้ ...ไอ้ที่เราจำได้น่ะ
ว่าหน้าตาฉันเป็นอย่างนี้ ตัวเรานี่เป็นอย่างนี้...เพราะมันจำ
มันเคยดูรูปภาพ
มันเคยดูกระจกมา ใช่มั้ย มันเลยจำได้ว่าหน้าตาเราเป็นอย่างนี้ ...ถ้าเกิดมาสมมุติว่ามันไม่มีตานี่ มันจะไม่รู้เลยว่ารูปตัวเองเป็นอะไร ใช่มั้ย
แต่ตอนนี้มันก็เลยไปยึดว่า เนี่ย
ไอ้ในความคิดนี่คือ "ตัวเรา" ...ทั้งๆ ที่ว่า "ตัวเรา" จริงๆ น่ะ จิตมันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร ...แต่มันจำ นี่เขาเรียกว่าสัญญาอุปาทาน
มันเลยเกิดความต่อเนื่องเป็นจริงเป็นจังกับเงานี้ ...หลงเงาเจ้าของ
ก็ลองเกิดมามันไม่เคยดูกระจกเลยดิ
มันจะไม่รู้เลยว่าหน้าตามันเป็นยังไง มันจำไม่ได้ ...นี่ ให้ดูตรงนี้ ตอนนี้ไม่มีกระจก
ให้มันดูสิ ดูตัวเองนี่ ภาพเป็นอะไร ...ไม่มีนะ
ไม่รู้เลยว่ามันเป็นเงา ...แล้วเรากำลังหลงเงา
เราก็อยู่ในเงานั้น เห็นมั้ย เล่นกันสนุกสนานเฮฮากันทั้งโลกเลย
ผี...ถึงบอกว่าผี
มีแต่ผีเต็มโลกเลยน่ะ ผีคนตายกับผีคนเป็น ...ไอ้ผีคนตายไม่ค่อยมีปัญหา
ไอ้ผีคนเป็นนี่แหละเรื่องมาก เรื่องมากที่สุด ...เดือดร้อนวุ่นวายก็ไอ้ผีคนเป็นนี่แหละ
(ต่อแทร็ก 4/11 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น