วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/22 (3)


พระอาจารย์
4/22 (540601D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/22  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นเราต้องเริ่มละความเห็น ความเชื่อในการปฏิบัติ ...นี่พื้นๆ ไปก่อน ...เอาเป็นแค่สติที่รู้ไปตรงๆ กับสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ที่เป็นปัจจุบัน ...เห็นรู้ว่าเห็น ได้ยินรู้ว่าได้ยิน ไม่เกินนี้

ไอ้เกินนี้คืออะไร...ยินดี-ยินร้าย...ไอ้นี่เกิน  พอใจ-ไม่พอใจ...ไอ้นี่เกิน นะ ต้องให้ทัน ...อยาก ไม่พอใจ มันมีแค่นี้ต้องมากกว่านี้...นี่เกิน แน่ะ เห็นมั้ย...ให้ทัน

สตินี่คือรู้...ยอมรับกับรูป เสียง กลิ่น รส กาย อารมณ์ ความรู้สึกที่ปรากฏในปัจจุบันธรรมทั้งหมดเลย ...แล้วก็รู้อยู่อย่างนี้ มันไม่พอใจตรงไหน...ให้ทัน แล้วก็ไม่เอา ไม่เชื่อมัน

ไม่ปรุงต่อ ไม่ไปหา ไม่ไปค้น ไม่ไปสร้างอะไรขึ้นมา ...ละเลย  ละความอยากความเสียดายนั้นซะ แล้วก็กลับมาอยู่อย่างเนี้ย ...อยู่อย่างนี้ เท่าที่เห็นเนี่ย ...เห็นมั้ย ได้ยินเสียงมั้ย เสียงรอบๆ มีแค่นี้

ซึ่งเดี๋ยวมันก็เบื่อ เดี๋ยวมันก็เหงาแล้ว ...พอเหงาแล้วมันก็เริ่มคิดถึงเสียงนั้นเสียงนี้ คิดถึงคำพูดคนนั้นคนนี้...นี่ ให้ทัน นี่มันปรุงไปหาอดีตอนาคตของเสียงแล้ว

พอมาอยู่กับรูป...โห ไม่มีอะไรให้ดูเลย...เซ็ง  ดูไปดูมาก็รูปเก่าๆ ไม่มีอารมณ์ ...เอาแล้ว เห็นมั้ย เริ่มดิ้น มันดิ้นแล้ว ใจมันไม่พอใจกับรูปในปัจจุบัน

นี่เกินแล้ว จะเริ่มเกินแล้ว ...ถ้าเห็นทันปุ๊บ ไม่หา ...อยู่อย่างนี้ ยอมรับมัน  อยู่กับเฉยๆ เซ็งๆ นี่ ...อยากเซ็งก็เซ็งไป ก็รู้ว่าเซ็ง ไม่หา ไม่คิดต่อ ไม่ปรุงไปในอดีต ไม่ไปในอนาคต

นี่เขาเรียกว่าให้สติรู้ไปในปัจจุบัน ยอมรับกับปัจจุบันธรรม ทางรูป ทางกลิ่น ทางรส ทางเสียง ทางโผฏฐัพพะ ทางอารมณ์ ทางกาย ...รู้มันไป รู้เท่าที่มันปรากฏอยู่ตรงนี้ นี่เรียกว่าสติ

ไม่ใช่รู้แล้วแก้ รู้แล้วกัน รู้แล้วสร้างขึ้นมาอีก...ไม่เอา ...อันนั้นน่ะสติที่กอปรด้วยความอยาก สติที่กอปรด้วยโลภะ สติที่กอปรด้วยตัณหา ...ถ้าอย่างนั้นน่ะ แล้วพวกเราจะไขว้เขว 

บางครั้งได้ บางครั้งไม่ได้  บางครั้งเกิด บางครั้งไม่เกิด  แล้วก็จะเกิดความลังเลสงสัย...เอ๊ะ ฝึกยังไงดี ทำไมมันได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำไมมันไม่ถูกมันไม่ตรง ทำไมมันไม่เห็นเหมือนคนอื่นเขา แน่ะ เริ่มลังเลสงสัยแล้ว

เพราะมันไม่ได้รู้จริงๆ ...มันรู้แล้วหา รู้แล้วไม่ยอมรับ แน่ะ ...แต่ถ้ารู้แล้ว เออ ไม่เอาๆ รู้อยู่แค่นี้ เท่าที่นั่งอยู่ตรงนี้ เท่าที่เห็นนี่ เท่าที่เห็นที่ปรากฏ ลมพัด เสียงนก ...นี่จริง ในปัจจุบัน

เสียงคนพูดที่ทำงานน่ะไม่มีแล้ว...อย่าไปคิดถึง เสียงในอดีตไม่เอา ...เดี๋ยวเราจะขึ้นวัด เดี๋ยวเราจะไปอยู่บนวัด เดี๋ยวใครจะพูดอะไร เดี๋ยวเราจะเจออะไร...อย่าไปคิด ไม่ไป นั่นอนาคตยังไม่ถึง

อยู่ตรงนี้ เห็นมั้ย ก็ไม่ไป ก็อยู่มันตรงนี้ ไม่มีอะไร อยู่ตรงนี้แหละ เออ นี่ มันก็ไม่ได้อะไร ...เมื่อมันไม่ได้อะไร ไม่มีอะไร มันก็ไม่เห็นจะต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ใช่ป่าว

ก็มันจะเอาอะไรมาเปรียบ ไม่รู้จะไปเปรียบอะไร ก็มีอยู่แค่นี้ เป็นธรรมดา ...อยู่เป็นธรรมดา..ให้เป็น อยู่ธรรมดาให้เป็น อย่าไปอยู่ให้มันวิจิตรพิสดาร อย่าให้จิตวิจิตรพิสดาร ...ชอบให้จิตมันเป็นอย่างงั้นน่ะ

มาอยู่วัดนี่ตั้งท่าไว้เลยว่าจิตจะต้องดีขึ้น แน่ะ เอาแล้วโว้ย กูหลอกตัวเองไว้ก่อน...ได้-ไม่ได้ ...พอไม่ได้เริ่มหงุดหงิดแล้ว เริ่มว่าปฏิบัติไม่ได้ผล เริ่มว่าสถานที่ไม่ดี เริ่มว่าถ้ำไม่เป็นสัปปายะ (โยมหัวเราะ)


โยม –  อาจารย์คะ อย่างวันนี้มาวันแรกน่ะค่ะ ก็มันจะมีความกังวลตามมาด้วยอย่างนี้ จะละได้ยังไงคะ   

พระอาจารย์ –  รู้ว่ากังวล ไม่ต้องละ รู้เฉยๆ ...แล้วมันก็จะสร้างเหตุปัจจัยด้วยความไม่รู้ มันก็อาจจะมีความกังวลตกค้างอยู่ มันนอนเนื่อง เขาเรียกว่ามันนอนเนื่องอยู่

ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับมัน ...ให้มารู้ชี้กับกายกำลังนั่งอยู่ตรงนี้ เข้าใจมั้ย ให้สนใจตรงนี้  อย่าไปสนใจไอ้ความกังวล หรือว่าเข้าไปจมปลักอยู่กับมัน หรือจะไปคิดแก้คิดทำลายมัน ...อย่างนี้ไม่เอา

อยากอยู่...อยู่ไป ...มันเกิดเองใช่มั้ย มันไม่ได้ตั้งใจจะกังวลน่ะ มันเกิดกังวลของมันเอง  


โยม –  มันก็เหมือนเรากังวลอะไรอยู่ เช่นเราทำงานยังไม่เรียบร้อยแล้วเราก็มา อะไรอย่างนี้  

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ มันยังละไม่ออก แล้วมันตกค้างอยู่ ...ช่างหัวมัน ให้มารู้ตรงนี้ รู้กายว่ากำลังนั่งเฉยๆ  แล้วก็อย่าไปจมอยู่กับมัน

แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะทำยังไงให้มันหายไป ...ช่างหัวมัน อยากอยู่อยู่ไป  มันไม่ใช่พ่อแม่ญาติโกโหติกาของเรา มันไม่มีชีวิตจิตใจหรอก

อย่าไปกลัวมันเสื่อมเสีย เสียหาย หรือว่าเดือดร้อนอะไรกับมัน ...เดี๋ยวมันก็จะเห็นเองว่า เออะ เดี๋ยวมันก็หายเอง เดี๋ยวมันก็จางไปเอง ...มันจะเริ่มเห็นเองว่า เออะ มันก็จางไปของมันเอง

เห็นมั้ย ขณะที่อยู่นี่ บางทีมันก็ไม่มี..ความกังวล ...ดูดิ ให้รู้ตัวอยู่ อยู่กับกายกำลังนั่ง ให้เห็นชัด เห็นรูป ได้ยินเสียง รู้อยู่ตรงนี้พอแล้ว อยู่กับปัจจุบันของผัสสะ ...อย่าไปจมอยู่กับอดีต-อนาคต

เพราะนั้นความกังวลน่ะ...เพราะมันหมายมั่นในอดีตและอนาคต ที่มันยังให้ค่ากับอดีตและอนาคต ...มันยังไม่ขาด มันยังเอาเป็นธุระอยู่ มันยังไม่ทอดธุระกับอดีต ยังไม่ทอดธุระกับอนาคต

มันยังเป็นผู้ที่เอาใจใส่ในงาน แต่เป็นงานภายนอก ...ไม่ยอมวาง ใจดวงนี้นะ ไม่ใช่ความคิด ...มันเป็นความเคยชิน เกิดด้วยความเคยชิน

เพราะนั้นพอไปทางนี้ก็กังวลทางโน้น ไปตรงโน้นก็มากังวลตรงนี้  มันไม่วาง มันไม่อยู่กับปัจจุบัน ...เพราะนั้นต้องดัดนิสัยใหม่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา คือฝึกให้มันอยู่กับปัจจุบันให้เป็น

นั่งตรงนี้ มีกายเดียว มีตัวเดียว ตัวอื่นไม่มี  ตัวเราในอดีตไม่มี ตัวเราในอนาคตไม่มี กายอื่นไม่มี กายสัตว์บุคคลอื่นไม่มี  คนที่ทำงานไม่มี บุคคลที่ร่วมงานไม่มี ...ใช่ป่าว ตอนนี้มีมั้ย


โยม –  ไม่มีค่ะ

พระอาจารย์ –  เออ เป็นแค่ความคิดเท่านั้น  แล้วไอ้ความคิดนี่มันจะสร้างสัตว์บุคคลในอดีตอนาคตขึ้นมา ...แล้วเราเป็นตุเป็นตะกับความคิด ไม่ยอมละไม่ยอมเลิก

ก็ต้องเลิกต้องละ ...มันไม่ยอมเลิกยอมละ กูไม่สน  กูจะอยู่ตรงนี้ ...นี่ต้องฝึก ต้องทวน ต้องอยู่กับปัจจุบันของกายเป็นที่ตั้ง ...มันจะหาย มันจะไม่หาย มันจะกังวล-ไม่กังวล...ก็ช่างหัวมัน ไม่เกี่ยว


โยม –  เดี๋ยวกลับไปจะโดนน่ะสิคะ 

พระอาจารย์ –  เอ๊ย อย่าคิดนะ (โยมหัวเราะ) ...ถ้าคิดล่วงหน้า แม้แต่คิดว่าจะโดนก็ไม่คิด เข้าใจรึเปล่า แม้แต่จะคิด..ต้องโดนแน่เลย ...เนี่ย มันเป็นแค่ความคิด 

โดนก็ยังไม่โดนเลย เห็นมั้ย ...ตอนนี้ยังไม่โดนใช่มั้ย


โยม –  ยังไม่โดนฮ่ะ

พระอาจารย์ –  เออ ก็ไม่ต้องคิดว่าข้างหน้าจะโดน (โยมหัวเราะ) ...เพราะมันเป็นแค่ความคิด...อาจจะโดนก็ได้ อาจจะไม่โดนก็ได้

อาจจะหนักกว่าที่เราคิดก็ได้ (หัวเราะกัน) ใครจะไปรู้ ...ไม่แน่อ่ะ จะไปคิดทำไมให้มันกังวลล่ะ เห็นมั้ย เพราะอะไร ...เพราะมันคิดไม่ตกไง มันกังวล

เพราะนั้นไม่คิดเลย ...แต่มันอดไม่ได้ก็ช่างหัวมัน ให้มันลอยอยู่ของมัน ...อยู่ตรงนี้ นี่ อยู่ตรงเสียงเรา ได้ยินมั้ย  อยู่ที่นั่ง..แข็งๆ ตึงๆ อยู่ตรงนี้...มีความเป็นจริงอยู่แค่นี้ นอกนั้นไม่จริง

อย่าไปถูกมันหลอก...ว่ามีเรื่องนั้นรออยู่แล้ว ดักรออยู่ข้างหน้า เตรียมไว้ ...อย่าไปฟัง มันเป็นแค่ความปรุงหนึ่งเท่านั้นเองนะ เป็นภพที่สร้างขึ้นในใจ จากความไม่รู้ ...แต่มันคิดว่าจริง คิดว่าเจอแน่เลย

มันเกิดความเชื่อ ด้วยทิฏฐิ ด้วยความเห็น ...เพราะนั้นไอ้ความเชื่อและความเห็นว่าจริง แล้วจะต้องเจอ ในอดีตอนาคตอย่างนั้นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ

และตัวมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ จะก่อให้เกิดอุปาทานทุกข์ ...เพราะไปเป็นตัวตนกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนที่แท้จริง

เพราะนั้นว่าตัวตนตรงนี้ มีอยู่ตรงนี้ใช่มั้ย ...เจ็บ ร้อน อ่อน แข็ง ลมพัดก็เย็น ตาก็เห็นอยู่ตรงนี้  อายตนะทั้งหกก็รวมลงในปัจจุบันนี้

มีจริงเท่านี้...ไม่ยอมอยู่ ริอ่านจะไปอยู่กับอะไรก็ไม่รู้...ด้วยความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง ...นี่พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องละมิจฉาทิฏฐินั้นๆ ด้วยสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิคือ...ตรงอยู่ในปัจจุบัน ด้วยสติระลึกรู้อยู่ตรงนี้ ...ตายเป็นตาย อย่างมากก็ตาย ไม่มีอะไรเกินนั้นหรอก

ถ้าเคยฟังเทศน์หลวงปู่ หลวงปู่จะพูดเรื่องมรณกรรมฐานบ่อยมาก ท่านให้เอาตายมาตัดเลย ...คนด่าก็ตาย คนถูกด่าก็ตาย คนชมก็ตาย คนถูกชมก็ตาย ไม่เห็นมันเหนือกว่านั้น

มีใครเหนือตาย สุดท้ายก็ตาย...เท่ากันเลย ...กลัวทำไม เดี๋ยวก็ตายแล้ว  ด่าไป.. อยากด่าด่าไป ยี่สิบปีสามสิบปี เดี๋ยวก็ตายแล้ว มันจะเก่งกว่าตายมั้ย

ไม่มีใครเก่งเกินตายหรอก ด่าได้อย่างมากก็แค่ตายอ่ะ เห็นมั้ย ไอ้คนฟังก็ฟังได้จนตาย... ก็ไม่เห็นมันไม่เหมือนกันตรงไหน

เพราะนั้นน่ะ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวล ...เอาธรรมเป็นที่อยู่ที่ตั้งในปัจจุบัน จึงจะเรียกว่าผู้ประพฤติธรรม  ผู้ปฏิบัติธรรม...ธรรมย่อมคุ้มครองอยู่แล้ว นะ

ไม่ใช่ธรรมคุ้มครองด้วยความศักดิ์สิทธิ์ หรืออานิสงส์ หรือพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ ...แต่ธรรมคุ้มครองคือ มันอยู่กับความเป็นจริง...สามารถอยู่กับความเป็นจริงได้

แม้ความเป็นจริงนั้นจะเลวร้ายถึงที่สุดก็ตาม ถึงขั้นโลกแตกโลกดับไป มันก็อยู่ได้โดยธรรม ...เพราะเข้าใจและยอมรับ

เมื่อยอมรับแล้วอะไรก็สู้ได้หมดน่ะ ...แต่ถ้าตั้งเงื่อนไขเมื่อไหร่ ไม่ยอมรับ ...หนักเลย กังวล วิตก แก้ไม่ออก เอาไม่ออก


(ต่อแทร็ก 4/23)



วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/22 (2)


พระอาจารย์
4/22 (540601D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/22  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  เพราะนั้น...รู้บ่อยๆ  ถึงบอกให้รู้บ่อยๆ ...ทันตรงไหน ช่างมัน ...แต่ให้รู้ไว้ เห็นไว้ ดูไว้ ...จนถึงว่า ตลอดเวลานี่ก็เห็นกายอันนึงแล้วก็รู้ห่างๆ อีกอันนึง 

แล้วก็มีอะไรวนไปวนมาเป็นความคิดมั่ง ...ช่างมัน ดูมันไป รู้มันไป  แล้วก็เห็น...จะเห็นอาการ เท่าทันอาการที่จะเข้าไปจับ เข้าไปแตะ เข้าไปอย่างนี้บ่อยๆ ในขันธ์ ในความคิด ในอดีต ในอนาคต

ให้เห็นตรงที่...จับตรงศูนย์กลางนี่ ที่วิ่งเข้าไปจับตรงนี้...ให้มันทัน ...แต่โดยรวมให้อยู่ท่ามกลางกายกับใจ อยู่อย่างนี้ด้วยความเป็นของสองสิ่งระหว่างกายกับใจ

ทำอะไร เดินไปไหนมาไหน ก็ให้เห็นกายเห็นใจอยู่อย่างนี้ ...แล้วจะมีความคิดอยู่ในนั้นก็ช่างมัน ไม่ต้องไปยุ่งหัวอะไรกับมันหรอก มันจะมีความคิดกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ ...ช่างหัวมัน

ก็ให้มันลอยเคว้งคว้างของมันไปอยู่อย่างนั้น ...เราก็รู้เห็นกายกับใจของเราอยู่อย่างนี้ สังเกตดูไปอย่างนี้ อยู่ในท่ามกลางอาการอย่างนี้ เป็นกลางอยู่ในลักษณะของกายกับใจ ขันธ์กับใจ อยู่อย่างนี้

แล้วมันจะสังเกตเห็นอาการที่เกิดอุปาทานหรือมีอุปาทานในขันธ์นี้ได้อย่างไร แล้วมันก็จะเห็นเท่าทันตั้งแต่ขณะแรกของการมีอุปาทานขันธ์ ...ตรงนั้นน่ะ ถ้าเห็นทันตรงนั้นมันจะดับ...มันจะดับ

คำว่าดับน่ะ ...แรกๆ พวกเราอาจจะเห็นดับที่ความคิด แล้วความคิดก็ดับ อุปาทานก็ดับไปพร้อมกัน ...ต่อไปมันจะเห็นว่าแม้แต่มีนามปรากฏ มันดับแค่อุปาทานเท่านั้นเอง 

ตรงนั้นน่ะ มันจะอยู่เป็นธรรมชาติได้มากขึ้นแล้ว ...ก็ปล่อยให้ขันธ์เป็นธรรมชาติไป

แต่เบื้องต้นนี่พยายามเน้นให้อยู่ท่ามกลางระหว่างกายกับใจก่อน และให้ละ...ให้ทันความคิดความปรุง ...ถ้ามันไม่ทันจริงๆ หรือว่ามันคาราคาซังด้วยความปรุงอยู่...ช่างหัวมัน ปล่อยเลย

ไม่ต้องสนใจ...ไม่ต้องสนใจมัน ...สนใจที่กายกับใจ รู้อยู่ๆ ...มันจะมาก มันจะวนเวียนๆๆ ...อย่าไปหาทางแก้ หาทางหนี หาทางทำอะไรกับมัน อย่าไปยุ่งขิงอะไรกับมัน

ให้รู้อยู่ในที่กายกับใจ...กายกับใจ ...ให้รู้ตัวในอิริยาบถ กำลังนั่ง กำลังเดิน กำลังขยับไปขยับมา ...ให้รู้อยู่แค่นี้ อย่าไปสนใจมัน 

แล้วจนกว่ามันจะคลี่คลาย หรือว่ามันดับไปเองของมันปุ๊บ ...คราวนี้เริ่มมาสังเกต...ให้ทันความคิด ให้ทันๆ แล้วก็จะดับ แล้วความคิดก็จะดับ 

พอทันอดีต...อดีตก็จะดับ พอทันอนาคต...อนาคตก็ดับ ...จะเห็นส่วนของนามขันธ์เกิดดับพร้อมกันกับอุปาทานขันธ์อย่างนี้

ฝึก...ฝึกอยู่อย่างนี้ แล้วก็กลับมาอยู่ในฐานกายกับใจ...ฐานกายกับใจ รู้กายรู้ใจ ...เป็นกลาง เป็นปกติอยู่ระหว่างกายกับใจ ...ไม่เลือกกาล ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่...ไม่ต้องเลือกว่าไปอยู่วัดนะ 

อย่ารีบนะ อย่ารีบว่าทำไอ้นี่เสร็จแล้วจะรีบไปทำอันนั้นให้ได้ ...เดี๋ยวถึงเวลาแล้วจะต้องรีบๆๆ ล้างจาน เดี๋ยวต้องรีบๆๆ กิน...เพื่อจะไปดูจิต เพื่อไปตั้งสติ ...อย่าให้เกิดข้ออ้างเงื่อนไข ...ให้ทัน 

ไม่ต้องรีบๆ ...ตรงไหนก็ตรงนั้น รู้อยู่ตรงนั้นล่ะ ...มือก็อยู่ตรงนี้ ล้างจานก็ล้างไป ก็รู้ไป ...ให้มันพอดีอยู่ตรงนี้ ให้เห็นกายอยู่ตรงนี้ กำลังทำอะไร ไม่ต้องรีบไปที่บ้าน หรือที่กุฏิ หรือที่ส่วนตัว รู้มันตรงนั้นแหละ

พอมันบอกว่าเดี๋ยว...เดี๋ยวต้องรีบกินนะ จะได้ไปอยู่คนเดียว  เดี๋ยวจะรีบล้างจาน เดี๋ยวจะรีบทำภารกิจซะให้เสร็จ แล้วเราจะได้ไปทำนั่นทำนี่ ได้ไปภาวนาต่อ

ไอ้นั่นมันหลอกแล้ว บอกให้เลย มันเอาเวลามาอ้าง เอาเงื่อนไขมาตั้งนะ ...พอรู้อย่างนั้น ละ...ละเลย ให้ทันแล้วก็ละความคิดความเห็นนั้นซะ

ก็รู้มันตรงนี้มันจะผิดตำรวจจับมั้ย ถามมันซิ ...ถ้าไม่รีบกินแล้วจะไปภาวนาไม่ได้ ไม่มีเวลาส่วนตัวนี่ ตำรวจจับมั้ย ...เนี่ย ตำรวจไม่จับ ไม่ต้องรีบ...รู้มันเลย

ใจเย็นๆ ...รู้ไปตามขณะๆๆ  ปัจจุบันๆ ขณะอย่างนี้ ...มันจะเข้าไปลบเงื่อนไขของเวลา และก็จะไม่มีปฏิฆะกับงาน และก็ไม่มีข้อขัดแย้งกับบุคคลคนรอบข้าง

ไม่งั้นมันก็จะมีข้ออ้างว่า เพราะติดงานอันนั้นอันนี้  เดี๋ยวให้ออกมานี่ก่อนค่อยดู ...เออ แล้วเมื่อไหร่มันจะหมดงานซะที ...ไม่หมดอีก เนี่ย อ้างอีกแล้วนะ...กรรม ไม่มีบารมี บารมีไม่พอ ...มันเป็นซะอย่างนี้ 

อย่าไปฟังมัน ความเห็นพวกนี้ ...พอรู้ตัวปุ๊บ คือตรงนั้นเลย ...คือเวลาสถานที่...วัน ณ เวลา ณ ของการปฏิบัติอยู่ตรงนั้นแล้ว ศีลสมาธิปัญญาก็เกิดตรงนั้นแล้ว

ทำไมจะทำตรงนั้นไม่ได้ ...ตำรวจจับมั้ย ผิดกฎหมายมั้ย...ถ้าจะไปรู้ว่ากายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะที่ล้างจานนี่...มันผิดกฎหมายมั้ย

แล้วทำไมจะต้องไปรู้ในท่าที่อยู่คนเดียว หรือว่าต้องที่สัปปายะ หรือว่าต้องเป็นตอนที่สิ้นภารกิจภายนอกเสียก่อน หรือว่าหมดปลิโพธเครื่องห่วงเครื่องกังวลก่อน

ไม่งั้นมันจะติด...ติดไปจนตายน่ะ ติดข้ออ้าง ...ต้องอย่างนั้นก่อน ต้องส่งลูกไปโรงเรียนก่อน ต้องกลับบ้านก่อนนะที่ทำงานไม่ได้ ต้องแต่งชุดขาวก่อน อะไรอย่างนี้ ...มันก็จะมีข้ออ้าง มีเงื่อนไขอยู่เรื่อยน่ะ  

“วันคืนล่วงไป...เธอทำอะไรอยู่” ...เห็นมั้ย พระพุทธเจ้าบอก...วันคืนเวลาล่วงไปนี่...ทำอะไรอยู่ 

อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ ...โดยอ้างว่าวันนี้ยังไม่ใช่ วันนี้ยังไม่ใช่เวลา ตอนนั้นก็ยังไม่ใช่เวลา ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลา

พอใกล้ตายแล้วถึงจะรู้ว่า...กูไม่น่าเลย เสียดายเวลาที่ปล่อยไป น่าจะเจริญสติเสียแต่ตอนนั้นนะ น่าจะระหว่างทำงาน เอ๊ะ ก็ทำได้นี่ ...มาเสียดายเมื่อมันผ่านไปแล้วเหรอ

ตั้งใจให้อยู่ในปัจจุบัน ให้ตั้งขึ้นมา...ใจน่ะ ให้มันตั้งอยู่ในปัจจุบัน ตั้งขึ้นมา นั่งก็ตั้งใจนั่ง เดินก็ตั้งใจเดิน กินก็ตั้งใจกิน ...ต้องตั้งอยู่ในปัจจุบัน

ศีลสมาธิปัญญามันก็อยู่ตรงนั้นแหละ ...ไม่ใช่ว่าอยู่ที่บ้าน อยู่ที่กุฏิ หรือว่าตอนที่เราอยู่คนเดียว ...มันอยู่ได้ทุกที่ 

ไม่มีหรอก ...ไม่มีเวลาสถานที่ไหนจะมาปกปิดศีลสมาธิปัญญาได้  ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีโลกส่วนไหนส่วนหนึ่งที่มาปกปิด ปิดบังศีลสมาธิปัญญาได้เลย 

เห็นมั้ย สว่างแจ้งได้ตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีเวล่ำเวลา ...เนี่ย เป็นผู้รู้ผู้ตื่น เป็นผู้ที่มีราตรีเดียว ...ดูพระอรหันต์น่ะท่านเป็นผู้มีราตรีเดียว...คือไม่หลับ ไม่เคยหลับเลย ...เพราะตื่น

ถึงแม้จะหลับท่านก็หลับไปตามอาการ...แต่ใจท่านตื่นแล้วน่ะ ...ไม่มีหลง ไม่มีไหล ไม่มีอ้างว่าตอนนั้นได้ตอนนี้ไม่ได้  ต้องตอนนั้นต้องตอนนี้นะ ...จิตท่านเป็นผู้มีราตรีเดียว

นี่คนมันก็ไปตีความหมายว่าพระอรหันต์ไม่หลับไม่นอนอีก ...บ้ารึเปล่า (โยมหัวเราะ) ...ไอ้บางคนน่ะความเห็นมันพาไปเข้ารกเข้าพง...แล้วก็เชื่อต่อกันมา เล่าสืบเล่าขานกันมา

พอเห็นพระอรหันต์หลับ พระอรหันต์กรนเข้าล่ะ ก็ว่า...ไม่ใช่อรหันต์แล้วมั้ง  ...หลวงปู่น่ะ ดูเหอะ เราไปนอนอยู่กับท่าน...เคยหลับหรือ...ท่านกรนออกคร่อกๆๆ 

บางทีเราก็เคยสงสัยน่ะว่า...เอ๊ะ พระอรหันต์จะฝันมั้ย ...เดี๋ยวมาแล้ว ...คือเราไปอุปัฏฐากท่าน ตีสองไปปลุกท่าน ท่านก็ลุกขึ้นมา 

พอเอากระโถนไปเทเสร็จแล้วก็ไปจัดจีวรใส่ให้ท่าน  ท่านก็พูดเลยว่า...วันนี้ฝันดี ฝันว่าได้เดินขึ้นเขา ฝันชัดเจนเลย ...หายสงสัยเลย พระอรหันต์คงฝันอยู่หรอก(โยมหัวเราะกัน)

เอ้า สงสัยอีก...เอ พระอรหันต์ท่านเหนือเวทนา ท่านก็ต้องไม่มีเวทนา ท่านอยู่กับเวทนายังไง ...คือแต่ก่อนนะสมัยแรกๆ ที่เรามาอยู่กับท่านใหม่ๆ หลวงปู่ท่านเป็นเกาต์ 

ท่านมีโรคประจำตัวคือเกาต์ ...เกาต์ท่านนี่เป็นแบบ ถ้าเป็นแล้วมันบวมเป่งอย่างนี้ สองขาเลยนะ แล้วก็แดงแป๊ดเลย ขยับไม่ได้ นอนอยู่บนที่นั่งที่นอน...เหยียดขา

เราก็...ตอนนั้นก็สงสัยเรื่องเวทนาขันธ์ กับการรับรู้เวทนาขันธ์ หรือว่าเอาชนะเวทนา ...ก็ท่านผ่านเวทนาแล้วนี่ แปลว่าท่านต้องไม่เจ็บ ท่านอยู่กับความเจ็บ-ไม่เจ็บยังไง

เราก็ไปนั่งใกล้ๆ ท่าน ความคิดความรู้สึกไอ้ที่สงสัยนี่มันก็ปรากฏขึ้น เราก็ไม่ต้องขอโอกาสขอโอแกดท่านหรอก เราก็บีบท่านแรงๆ เลยอย่างนี้ ...ท่านก็ร้อง "โอ้ย"  

ท่านร้องเสียงดังเลยนะ..."โอ้ย เจ็บ ใครว่าไม่เจ็บ" (โยมหัวเราะ) ...รู้แล้วว่าเจ็บ...รู้แล้ว พระอรหันต์ก็เจ็บเป็น ก็เจ็บอยู่ ...ท่านก็บอก...โอ้ย เจ็บ ใครว่าไม่เจ็บ...ท่านว่าอย่างนี้ ...เนี่ย มันเป็นอย่างเนี้ย

เพราะนั้นความเชื่อความเห็นเนี่ย มันทำให้คลาดเคลื่อน ...แล้วการปฏิบัติมันก็เลยคลาดเคลื่อนนะ 

มันเลยปฏิบัติไปด้วยความคลาดเคลื่อน ด้วยความไม่รู้ไม่เห็น ...แต่มันตามความเชื่อความเห็น โดยอ่านมา ฟังมา คิดเอาเอง ...ไม่รู้ตรง ไม่รู้จริง ไม่รู้ตามความเป็นจริง


(ต่อแทร็ก 4/22  ช่วง 3)



วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/22 (1)


พระอาจารย์
4/22 (540601D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ด้วยศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น  ไม่มีวิธีอื่น ไม่มีวิธีการลัด ไม่มีวิธีว่าด้วยกุศโลบายอะไรเลยทั้งสิ้น ...มีแต่รู้ไปอย่างนี้  เท่าที่ปรากฏอยู่ตรงนี้ เท่าที่ปัจจุบันจะปรากฏนี่ ...อยู่ให้ได้

ไม่มีอะไรทำน่ะ...ไปนั่งอยู่เฉย ๆ เลย ไม่ต้องนั่งสมาธิ ไม่ต้องพุทโธเลย ...นั่งอยู่เฉยๆ แล้วก็ดูมัน แล้วก็ยอมรับเท่าที่มันปรากฏนั่นแหละ


โยม –  มันง่วงน่ะค่ะ  

พระอาจารย์ – (หัวเราะ) ง่วงก็เดิ๊น ...ถ้ารู้กับมันไม่ได้ก็เดิน ... คือถ้าง่วงนะ ถ้าจะนอนนะ ให้ลุกไปนอน


โยม –  ลุกไปนอน

พระอาจารย์ –  เออ นอนเป็นนอนไปเลย นอนในท่านอนให้มันหลับไปเลย  อย่ามานั่งสัปหงก อย่ามานั่งสะลึมสะลือ ...ให้มันถูกอิริยาบถไปเลย 

อยากนอน...นอน ...เซ็นเขาบอกไง เคยอ่านเซ็นรึเปล่า...หิวก็กิน ง่วงก็นอน  


โยม –  (หัวเราะและพูดหยอกกัน)

พระอาจารย์ –  คือให้มันตรงไปตรงมาไปเลย ...บอกให้นะ ง่วงๆ นี่ใช่มั้ย พอให้ไปตั้งท่านอนจริงๆ นะ มันไม่หลับหรอก


โยม –  ใช่ มันไม่หลับนะคะ     

พระอาจารย์ –  เออ ... เพราะนั้นน่ะลักษณะที่มันง่วงเหงาหาวนอนในลักษณะที่พวกเรานั่งนี่ถึงเรียกว่าเป็นถีนมิทธะ ...เป็นอารมณ์หนึ่ง เป็นมลทินอันหนึ่ง เป็นนิวรณธรรม

เพราะนั้นก็เคลื่อนไหวซะ แล้วให้รู้ว่าเคลื่อนไหว ...นี่ ให้มันชัดขึ้น ให้สติมันชัดขึ้น เพื่อไปลบนิวรณธรรม

จริงๆ ไม่ได้ไปแก้อะไรหรอก แต่ให้จิตมันตื่นขึ้น ...เมื่อมันตื่นขึ้นแล้วภาวะพวกนี้มันก็จะสลาย ก็ดับไปของมันเอง 

ง่วงจริงๆ นอนจริงๆ น่ะไม่ถึงสามชั่วโมงสี่ชั่วโมงก็พอแล้ว...วันนึงสี่ชั่วโมง ไม่เกิน บอกให้เลย นอนจริงๆ ...ไอ้นอกนั้นน่ะเป็นเรื่องของกิเลสพานอน ความเคยชิน กฎเกณฑ์

'ถ้าไม่ได้หกชั่วโมงจะต้องเพลียแน่เลย เรียนสุขศึกษามาตั้งแต่เด็ก(โยมหัวเราะ) ต้องนอนไม่น้อยกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมง' ... นี่ มันก็จำไว้เลยนะ

พอตื่นขึ้นมาแล้วก็นั่งดูนาฬิกา...'เฮ้ย วันนี้นอนกี่ทุ่ม ตื่นกี่ทุ่ม นอนไม่พอ'...หลับต่อ อย่างนี้ มันเชื่อ ...ด้วยความเชื่อความเห็นมันพาไปอย่างนั้น มันเลยติด...นอนจนติดเป็นนิสัย

แต่จริงๆ ในการปฏิบัตินี่  พยายามทำความรู้ตัวในความง่วงให้ได้ ให้มันรู้ตัวขึ้นมา ให้เต็มที่ของการเจริญสติขึ้นมา ...เปลี่ยนที่ เปลี่ยนอิริยาบถซะ ให้จิตมันตื่น ...อุบาย...หาเอา 

ง่วงนี่...เดินจงกรม เดินชนต้นไม้ก็ได้ เดี๋ยวก็ตื่นเองน่ะ ...ยังไม่ตื่นเดี๋ยวก็ตกลงทางจงกรมเอง


โยม –  (หัวเราะ) ไปตื่นโรงพยาบาลรึเปล่าอาจารย์ ตกเหวไม่รู้ตัว

พระอาจารย์ –  เมื่อก่อนเวลาเรานั่งภาวนา บางทีเราลุกขึ้นมานี่...ปึ่ก โลกดับทั้งโลกธาตุเลย...คือหน้ามืด (โยมหัวเราะ)...ตื่นขึ้นมาอีกที นึกว่าเข้าถึงอรูปฌาน ที่ไหนได้...หน้ามีแต่ขี้ดินเต็มไปหมด (หัวเราะกัน) ...นั่นนั่งเป็นวันเลย 

เพราะนั้นพวกนี้นี่มันเป็นแค่อุปกิเลส เป็นแค่นิวรณธรรม เป็นเครื่องกางกั้นศีลสมาธิปัญญา

เป็นพื้นฐานของผู้เริ่มต้นจะฝึก หรือว่าผู้ที่กำลังฝึกในเรื่องของการเจริญเหตุปัจจัยแห่งมรรค หรือเหตุปัจจัยแห่งศีลสมาธิปัญญา ...ภาวะที่เป็นนิวรณธรรมนี่มันจะขึ้นมากางกั้นอยู่ตลอด

เพราะว่าพวกเราเคยชิน คุ้นเคยกับอารมณ์เช่นนี้ประจำก็ดูสิ อย่างนั่งฟังเขาคุยกันนี่...ไม่ง่วง  พอมานั่งฟังเทศน์หลวงปู่ปุ๊บ...ง่วงล่ะ ...มันจะเป็นอย่างนี้

พอได้ฟังธรรมเมื่อไหร่ล่ะ เอาแล้ว...หาวววววว ...หาวมาแล้ว ไม่ใช่เจ้าจะมาทรงนะ  มันจะหลับ ชักหาว น้ำตาน้ำหูไหล ...นี่ มันเป็นโดยอัตโนมัติเลย  ดูเถอะ...กิเลสน่ะ

นั่งคุยกันแทบตาย บางทีจนดึกแล้วนะ ก็ยังไม่รู้สึกอะไร ...พออยากนั่งสู้กับเวทนา ตั้งอกตั้งใจจะสู้สักหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมง...อู้ย นั่งกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน

แต่เวลามันนั่งนินทากันนะ มันนั่งทั้งคืนไม่ลุก มันไม่เมื่อยน่ะ ...หรืออย่างนั่งเล่นไพ่ คนเล่นไพ่นี่ เคยเห็นวงไพ่มั้ย มันเล่นกันหน้าดำคร่ำเครียดข้ามวันข้ามคืน มันไม่ไปไหนเลยนะ

นั่น มันไม่ลุกเลยนะ ทำไมมันไม่มีเวทนาเลยล่ะ มันไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเมื่อยหิว มันไม่รู้สึกว่ามันนั่งเมื่อยเลย ...เพราะมันกำลังจดจ่อกับไพ่น่ะ เห็นมั้ย 

แต่พอมานั่งสมาธิสัก 15 นาทีนี่...เหมือนกับไฟนรกมันแผดเผาแล้ว (โยมหัวเราะ) อะไรอย่างนี้ ...ดูเอาแล้วกันว่ากิเลสมันหลอกขนาดไหน แล้วเราถูกมันชักลากไปด้วยความคิดความเห็นมากมาย

แต่พอเราฉลาดรู้เท่าทันมันแล้วนี่ กิเลสไม่ได้กินหรอก กิเลสไม่ได้กิน...คือว่ากิเลสไม่ได้เกิด 

กิเลสไม่ได้เกิดคือหมายความว่าไม่มีความคิดความเห็นใดๆ ขึ้นมา ...มึงผุดมึงโผล่หัวขึ้นมา...กุดหัวอย่างเดียว ...สติ สมาธิ ปัญญา นี่ทัน ผั่บๆๆๆ ไม่ได้ผุดได้เกิดหรอกกิเลสน่ะ

เพราะนั้นกิเลสนี่มันจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากโมหะ ...โมหะก็คือความหลง ความไม่รู้...ปุ๊บ มันจะไปก่อให้เกิดปัจจัยของการเกิดขึ้นมา การตั้งอยู่ของกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ

เพราะนั้นถ้าเท่าทันตั้งแต่แรก ตั้งแต่ไม่หลง ...รู้อยู่ อะไรจะออกก็รู้ อะไรจะเกิดก็รู้ อะไรจะคิดก็รู้ อะไรจะไปก็รู้ อะไรจะมาก็รู้ จะหาจะอยากอะไรก็รู้...รู้ๆๆ ...นี่ กิเลสเกิดไม่ได้ ไม่มีกิเลส

เห็นมั้ย การละกิเลส ไม่ได้ละด้วยว่าไม่ให้มันเกิดหรือว่าไม่ให้กิเลสเกิด ...คือไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ มันจะโกรธขึ้นมาได้นะ บอกให้เลย

ไอ้ที่เราเห็นว่าอยู่ดีๆ มันโกรธขึ้นมาเนี่ย เรายังไม่ทันต้นตอขณะแรกของการปรากฏขึ้น ...คือจริงๆ มันผ่านกระบวนการมาตั้งเยอะแยะแล้ว

ตั้งแต่จิตมันเริ่มขยับแล้ว เกิดอาการไหว มีอาการไหวขึ้นมาแล้ว  แต่เรามาเห็นอีกทีน่ะตอนโกรธแล้ว ...จริงๆ ยังต้องทวนกระบวนการมาจนถึงต้นตอขณะแรกของการเกิด

อย่างเช่นว่า ทุกคนน่ะเกิดมาแล้ว...นี่รูป โดยรูปนะ โดยรูปธรรมนะ เนี่ยเป็นชายเป็นหญิง เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ...แล้วลองทวนดู ทวนถึงจุดกำเนิดแรกของจิตปฏิสนธิมาเป็นรูปซิ 

ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก่อนจะเป็นตัวอ่อน ตั้งแต่จิตปฏิสนธิแรกน่ะ เห็นมั้ย การเกิดแรก มองไม่ออกเลยนะว่าเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง

นั่นแหละ เมื่อสติสมาธิปัญญาเข้าไปทันจุดแรกของการเกิดในจิต  เพราะนั้นตัวจิตที่มันจะเกิดเป็นขันธ์ เป็นอุปาทานขันธ์ เป็นนามขันธ์ เป็นอุปาทานในนามขันธ์ได้นี่ ก็คือจิตมันจุตินะ

มันจุติด้วยการเกิดออกมาเป็นอารมณ์ จุติเกิดออกมาเป็นเวทนา เป็นตัวเรา เป็นตัวตน ...เพราะนั้นถ้าทันขณะแรกของการเกิด ก็เหมือนกับรูปของเราขณะแรกของการเกิด...ยังไม่ทันเป็นอะไรเลย...ดับแล้ว

เกิดไม่ได้เลย ตายหมด ตายยกคลอกเลย ...ถ้าตายตั้งแต่ต้นนี่นะ ตายยกคลอกนะ ใช่มั้ย ...ถ้าทันตั้งแต่ขณะของการเกิดของรูปตัวนี้ ลูกเต้าหลานเหลนเราไม่มีใช่มั้ย

รูปนี้มันก็ไม่สามารถแพร่พันธุ์แพร่ออกมาได้ ...มันก็ดับไปตั้งแต่ไม่รู้ว่าเป็นชายเป็นหญิงแล้ว ไม่ทันจะรู้ว่าเป็นคนหรือเป็นสัตว์แล้ว ไม่รู้ว่าจะเป็นรูปสวยไม่สวยอะไร ...มันดับตั้งแต่ขณะแรก 

นั่นแหละ ถึงจะเรียกว่าทันการเกิดขณะแรก...ของการเกิดขึ้นหรือการจุติขึ้นของจิต หรือว่าสังขารจิต สังขารจิตน่ะ 

มันต้องเท่าทันถึงขนาดนั้นน่ะ มันถึงจะเห็นภาวะใจที่ศูนย์ ไม่มีอะไร เป็นใจรู้เปล่าๆ จริงๆ ขณะนั้นเลย

เพราะนั้นว่า เมื่อเรารู้ทันตรงนี้บ่อยๆ ...ทันขณะแรกบ้าง ขณะสอง สาม สี่ ห้าบ้าง...แล้วก็ดับเลย หรือรู้ แล้วก็ยังไม่ยอมดับเลยในอารมณ์นั้น ในความหมายในอารมณ์นั้นก็ตาม ...รู้ไปเรื่อยๆ นี่คือการเจริญในองค์มรรค 

พอถึงจุดที่มันสรุปว่ามันรู้ได้ที่เดียว...รู้ได้ที่เดียวแล้วก็ดับ...รู้ได้ที่เดียวแล้วก็ดับ เอาเหอะ มรรคสมังคีจะเกิด จะเป็นมรรคสมังคีในตัวของมันเอง

มันจะตบผางเลย ...ทุกข์เกิดที่ไหน...ทุกข์ดับที่นั่น ...พั่บเลย มันเกิดตรงไหน...ดับตรงนั้น พั่บเลย ...ไม่มีที่อื่นให้ดับเลยนะ ไม่ไปดับที่อื่นเลย พั่บๆ เลย

มันเชื่อเลย มันเชื่อของมันเองเลย ...มันเคยฟังอาจารย์มาตั้งเป็นปียังไม่เชื่อ มันเห็นเองมันเชื่อโดยตัวของมัน ...นั่นแหละมรรคสมังคี ขณะนั้นน่ะ ที่เกิดความเชื่อเต็มที่ในตัวของมันเองนั้นแหละ

ถ้าพูดโดยภาษาเขาเรียกว่าโคตรภูญาณ ข้ามโคตรไปเลย เปลี่ยนนามสกุลใหม่...จากปุถุยาโน เป็นอริยากะ อย่างนี้ ...ก็ข้ามโคตร เขาเรียกว่าโคตรภูญาณ


(ต่อแทร็ก 4/22  ช่วง 2)