วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/17 (3)


พระอาจารย์
4/17 (540531A)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 4/17  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  อยู่แค่นี้ ...ดูเหมือนโง่ ดูเหมือนไม่ได้อะไร มีแต่กายกับรู้ๆๆ ...แล้วมันจะไปแจ้งในขันธ์รึเปล่า 

เออ ดูไปเหอะ ขอให้อยู่อย่างนี้จริงๆ เหอะ ...ส่วนประกอบที่เป็นนามขันธ์ทั้งหมด มันก็ผุดโผล่มาจากกายกับรูปนี่ตรงนี้แหละ  

ความคิด ความปรุง ความแต่ง อารมณ์ ความรู้สึก ความอยาก ความไม่อยาก ...มันก็มาจากตรงนี้แหละ เดี๋ยวมันก็สอดแทรกขึ้นมา 

เนี่ย เขาเรียกว่าสภาวะจิต ...อาการพวกนี้ที่มันจะเข้าไปหมายในรูป เข้าไปหมายในเสียง เข้าไปหมายในอายตนะ เข้าไปยินดีเข้าไปยินร้าย ...พวกนี้คือสภาวะจิต มันก็จะเกิดขึ้น

ด้วยการที่เรารู้กายอยู่กับปัจจุบัน มันก็จะเท่าทันสภาวะจิตที่เกิดขึ้น ...พอเท่าทันในขณะแรกมันก็จะดับ ก็จะเห็นสภาวะจิตเกิดดับ เกิดดับไปพร้อมกับนามขันธ์ 

เพราะนั้นเบื้องต้นมันจะเห็นสภาวะจิตเกิดดับพร้อมกับสภาวะขันธ์ที่เป็นนาม นามขันธ์ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ...แรกๆ ต้องเห็นอย่างนั้นก่อน 

ต้องให้เห็นอย่างนั้น เห็นนามขันธ์ ส่วนที่เป็นนามขันธ์ดับพร้อมกับสภาวะจิตที่มีตัณหาอุปาทานหมายมั่น ...มันจะดับไปพร้อมกัน

พอดับแล้วก็เหลืออะไร ก็เหลือแต่กายกับใจ กายกับรู้ เห็นมั้ย เหลือแค่สองอย่าง ...สุดท้ายก็เหลือแต่สองอย่าง ...เงียบ พอดับไปแล้วมันเงียบ ...แล้วเดี๋ยวก็จ๊อกแจ๊กๆๆ ใหม่...จ๊อกแจ๊กๆ ใหม่

คราวนี้เราไม่ต้องเห็นมันดับก็ได้ ขอให้ตั้งมั่นอยู่แค่กายกับใจนี้ มันจะจ๊อกแจ๊กๆๆ ก็ช่างหัวมัน ...ตรงนี้ไม่เห็นสภาวะจิตเกิดดับ แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของขันธ์

แล้วมันจะไปแยกออก ระหว่างสภาวะจิตที่จะเข้าไปยินดียินร้ายต่อสภาวะที่มันไม่ยอมเกิดดับ เพราะว่าเป็นปัจจัยที่มันต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้น ...มันก็ไปดับสภาวะจิตที่จะไปหมายเอาตรงนั้น

มันมีหลายระดับปัญญา ที่มันละเอียด เนียนขึ้นไปเรื่อยๆ ...แล้วมันก็จะต่างคนต่างอยู่ คราวนี้ปล่อยเลย ไม่ต้องไปดูสภาวะนามขันธ์เกิดดับแล้ว อยากเกิดก็เกิด อยากดับก็ดับ ไม่เกี่ยวแล้ว 

มันสนใจตรงที่จิตรู้...ตรงนี้ที่มันจะแว่บออกไป...ตรงนี้ไว้ แล้วก็ทัน เพราะนั้นเป็นสภาวะจิตล้วนๆ ...สภาวะจิตล้วนๆ ไม่มีขันธ์เข้ามาเกี่ยว ไม่มีสภาวะที่เป็นนามขันธ์เข้ามาเกี่ยว

แต่เบื้องต้นน่ะ เราจะต้องเห็นทันสภาวะจิตดับไปพร้อมกับนามขันธ์ ...ตอนนั้นถึงจะเรียกว่าเห็นรูปนามเกิดดับพร้อมกันกับสภาวะจิต ...แต่พอมันเข้าใจดีแล้ว มันก็จะปล่อย ปล่อยวางสภาวะขันธ์นั้น 

พอปล่อยวางสภาวะขันธ์นั้น มันจะเป็นยังไง ...คือเห็น...อยากเกิดก็เกิด อยากตั้งก็ตั้ง อยากดับก็ดับ ไม่ดับก็ไม่ดับ 

เหมือนนั่งอยู่หน้าบ้านที่เป็นแม่น้ำไหลผ่าน เดี๋ยวเรือ เดี๋ยวขยะ เดี๋ยวคนว่ายน้ำ ผ่านไปผ่านมา เนี่ย ขอให้นั่งอยู่ในบ้านแล้วกัน

แต่ว่าเบื้องต้นน่ะ เราจะไม่อยู่อย่างนั้นได้ เข้าใจมั้ย ... เพราะนั้นมันจะต้อง...เห็นอะไรปุ๊บ เขี่ยทิ้งๆ ดับพร้อมกันก่อน เข้าใจป่าว 

ต้องเห็นภาวะนั้นก่อน มันถึงจะ...เออ ไม่เห็นมีอะไร ไม่เห็นมีประโยชน์สาระแก่นสาร ...มันถึงจะปล่อยวาง ปล่อยให้ผ่านไป เป็นธรรมชาติของขันธ์ 

มันจะแยกออกแล้ว แยก “เรา” ออกจากขันธ์แล้วในระดับนึง นี่คือเริ่มแยกสักกายออกแล้ว ...มันก็จะปล่อยให้ขันธ์เป็นไปตามปกติวิสัย 

เพราะขันธ์มันดำรงได้ด้วยความปรุงแต่งนะ ขันธ์ ๕  ไม่ใช่ว่ามันดับ ดับหมดปุ๊บเนี่ย เดี๋ยวมันจะกลายเป็นพรหมลูกฟักไปโดยปริยาย คือดับ อยู่กับนาม...นามขันธ์ดับหมด...ไม่ใช่ 

มันก็จะปล่อยให้เป็นธรรมชาติตามความเป็นจริงของขันธ์  ก็ขันธ์ ๕ มีครบ...ตามเหตุปัจจัยต่อเนื่องไป ...แต่ว่าไม่มี “เรา” เข้าไปอยู่ในขันธ์ ๕ 

นี่เบื้องต้นนี่ถอดสักกาย ...แต่ยังไม่หมดนะ ไม่หมดอัตตา  ยังมีอัตตาภายในอีก อัตตาในตัวที่มันเข้าไปหมายเอาผู้รู้เป็นตน ยังเป็น “ผู้” รู้ ...ยังมี “ผู้” ที่รู้อยู่ 

มันไม่มีแค่รู้ มันมี “ผู้” รู้ อีก ...นั่นแหละคืออัตตา นั่นแหละคือตัวตน นั่นแหละคือตัวที่เรียกว่าอัสมิมานะ ตัวที่เรียกว่ากามภพ รูปภพ อรูปภพ อยู่ตรงนี้ ...ยังมีอยู่

เพราะนั้นแม้แต่พระอนาคายังละไม่ได้เลย รูปราคะ อรูปราคะ แล้วก็อัสมิมานะ อุทธัจจะ อวิชชา เห็นมั้ย ยังบานเลย อยู่ตรงนั้นน่ะ ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้รู้ 

ขนาดว่าถอนออก ถอยออกจากขันธ์ ปล่อยให้ขันธ์ดำเนินไปตามอิสระแล้ว ...ยังไม่ขาดนะ ยังไม่ขาดจากตัวตนเลยนะ 

แต่ว่าขาดจาก “เรา” ในขันธ์ ...ขาดจากความเห็นว่านามนี้เป็นของเรา ความคิดเป็นเรา อารมณ์เป็นของเรา พวกนี้

ถอยออกมาแล้วมันยังไม่หมดเลย มันยังมีอยู่ ที่ว่า...ก็ใครเห็นล่ะ มันมีตัวเห็นอยู่ มันยังมีตัวรู้อยู่ มันยังมีความเป็นสัตว์บุคคลอยู่ ใช่มั้ย ในใจๆ ...เห็นกายสักแต่กาย แต่ยังไม่เห็นใจสักแต่ใจโดยสิ้นเชิง 

มันละความเห็นได้แค่ระดับนึงเท่านั้นเอง แค่ถอยห่างออกมา แล้วก็เห็นขันธ์ชัดเจน ว่าเป็นธรรมชาติหนึ่ง แค่นั้น ...แต่มันยังไม่ขาด

ก็ต้องเพียรเพ่งอยู่ภายใน คราวนี้เพียรเพ่งในลักษณะที่ “ใครรู้” ...พอเกิดเป็นภาวะที่ว่ามี “ใครรู้อยู่” มันจะเห็นความเป็นว่า “เรารู้อยู่” มีคนที่รู้อยู่ มันจะเห็นตรงนั้น แล้วไอ้ตรงภาวะที่ว่า “เรารู้” ดับ เห็นมั้ย 

มันจะเป็นตัวทัสสนะที่เห็น ตัวที่สามนะ เหมือนกับมีตัวที่สามที่เห็นทั้งสองอัน ว่าใครรู้ ปั๊บ เห็น มันเท่าทัน พอทันดับก็เป็นแค่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เหลือแค่นี้...อยู่ระหว่างสองสิ่งนี่ รู้กับสิ่งที่ถูกรู้

แต่พอบอกว่า “ใคร” รู้ ...มีความเป็นบุคคลใน “ผู้” นั้น มีผู้...เป็นบุคคลในรู้นั้น...ปั๊บ มันจะเห็น ...นี่เป็นปัญญาในขั้นละเอียด มันก็ละความเห็นเป็นเรา ว่าใจเป็นเรา ว่าใจเป็นสัตว์บุคคล 

ก็จะเห็นรู้เปล่าๆ กับสิ่งที่ถูกรู้เปล่าๆ เนี่ย ว่างทั้งสองสิ่ง ว่างทั้งสองสิ่งคือ ...คำว่าว่างนี่ไม่ใช่ว่างแบบ empty แต่ว่างคือว่างจากความเป็นสัตว์บุคคล เข้าใจมั้ย 

คือไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลทั้งขันธ์ และก็ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลทั้งใจ เนี่ย เรียกว่าว่าง ...แล้วมันจึงจะเห็นเป็นธรรมเดียวกัน เนี่ย เป็นธรรมเอก ธรรมหนึ่ง ทั้งขันธ์และใจเป็นธรรมหนึ่ง เรียกว่าว่าง

แต่เบื้องต้นน่ะ เราจะเห็นขันธ์ว่างก่อน เราจะเน้นเอาตรงนี้ก่อน แยกออกมาก่อน แยกว่าขันธ์ไม่ใช่เรา ขันธ์ไม่มีตัวไม่มีตน ขันธ์ ๕ ไม่มีตัวไม่มีตน 

ไปเรื่อยๆ จนมันถึงว่า ห่างกันในระดับที่ไม่เข้าไปเกลือกกลั้วกัน ...มันก็จะทำความแยบคายในของสองสิ่ง ด้วยการเห็นว่า...แม้แต่ใจก็หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้ 

แยบคาย ด้วยการเท่าทันความเป็นเรา ที่จะมีผู้เห็น ปุ๊บนี่ พอเห็นตรงนั้นปั๊บนี่ ความเป็น “ผู้” นั้นดับ ...ตรงนี้ละเอียด ...ก็จะเหลือรู้แบบ ไม่รู้ว่าใครรู้น่ะ มันไม่มีคนรู้ มันรู้ยังไงก็ยังงั้นน่ะ รู้แบบไม่มีคนรู้

แต่ตอนนี้มี “เรา” รู้อยู่ มีความรู้สึกว่ามี “เรา” อยู่ที่รู้  นั่นคือความเป็นบุคคล ความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ...ก็ให้เห็น ให้ทัน ว่าอ้อ มีผู้รู้อยู่ 

อย่าไปคิดแก้คิดทำลายนะ ทำไม่ได้หรอก ให้ทันอย่างเดียว ...ให้ทันเวลามันเกิดความเป็นบุคคลในใจขึ้นมาก็ให้รู้ ...ด้วยอาการเห็น เห็นรอบ 

แล้วมันก็จะเห็นว่า มันก็แค่รู้นี่  ใจไม่เคยบอกว่าเป็นเราเป็นบุคคลตรงไหน ...ตรงนี้จึงจะเป็นการชำระเพิกถอนอวิชชาอาสวะจริงๆ ...คือเป็นเหตุ เห็นใจเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะความเป็นบุคคลในใจ 

สุดท้ายก็เหลือแค่ของสองสิ่ง ที่อยู่คู่กันธรรมดา มีรู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ แค่นี้จริงๆ นอกนั้นไม่มีอะไร

แต่ว่าเบื้องต้นเอาแค่กายกับใจ ถือกายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ แล้วเอาใจเป็นตัวที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ...แล้วก็ไล่ตามลำดับๆ ขึ้นมา จนถึงว่าทั้งหมดเป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ แล้วก็มีรู้อีกอันหนึ่งที่รู้คู่กันกับสิ่งที่ถูกรู้ 

ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลทั้งสองอัน เป็นแค่สภาวะทั้งสองสภาวะที่มีอยู่...ตามเหตุปัจจัย เมื่อหมดเหตุปัจจัยของสิ่งที่ถูกรู้ปั๊บก็หมด 

คือมันรับรู้ได้ด้วยอายตนะ ด้วยกาย ด้วยผัสสะ ...มันก็หมดวาระแห่งการรู้ ภาวะของใจก็หมดภาวะที่จะไปรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เพราะไม่มีความเป็นผู้เสวย ผู้เป็น ผู้จะได้ ผู้จะมี...ไม่มี

เพราะนั้นในแต่ละปัจจุบันๆ ที่ท่านรับรู้นี่ มันขาดแบบไม่มีเราที่ทำเมื่อกี้เลย ไม่มีความรู้สึกว่า “เราทำอะไรมา” หรือเราจะไปทำอะไรต่อนี่...ไม่มี ...ในใจนะ 

จะไม่มีความรู้สึกว่า เมื่อกี้เราทำอะไร เป็นผลงานของเรามั้ย คือมันจะไม่มีความรู้สึกอย่างนี้เลย ...มันก็ทำตรงไหนพูดตรงไหน มันก็จบตรงนั้น รู้ปัจจุบันเห็นปัจจุบันมันก็ขาดลงตรงปัจจุบันหมด 

จะไม่มีโยงไปถึงอดีตอนาคตเลย ...นี่ด้วยอำนาจของศีลสมาธิปัญญาที่เต็มเปี่ยมแล้วนี่ มันจะขาดไปทุกปัจจุบันๆ เลย ...ไม่ได้ทำเลยนะ มันจะเป็นธรรมชาติที่มันคืนสู่ภาวะปกติธรรมดาแล้วนี่

ไม่งั้นท่านไม่เปรียบหรอกว่าพระอรหันต์นี่เหมือนเดินไปในอากาศ...ไม่มีร่องรอยนะ  แต่ว่าในขณะที่ทำ ขณะที่พูด ขณะที่มีอารมณ์ในปัจจุบัน ท่านมีจริงๆ นะ 

ท่านมีนะ ...แต่ พั้บๆๆๆ ขาดเป็นระยะๆ ไปเลย ทุกคำพูด ทุกขณะจิต ทุกขณะอารมณ์ที่ปรากฏ เกิดตรงนั้นดับตรงนั้นๆๆ ...นี่ดับขาดเป็นสมุจเฉทปหานตลอดเลย

ของพวกเรามันแค่ยืนในองค์มรรคนี่ ยังดับในลักษณะของปหานตัพพธรรม  คือคอยปหานเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เกิดข้างหน้าข้างหลัง ...เพราะมันพร้อมที่จะเกิดข้างหน้าข้างหลัง 

แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ จิตพระอรหันต์นี่ ท่านขาดโดยสมุจเฉทแล้วนี่ หมายความว่าขาดเป็นระยะๆ ตลอด ...ไม่มีเป็นสัญญาอารมณ์ 

ตัวสัญญานี่จะเป็นตัวสืบเนื่อง ว่ามีตัวตนอยู่ ว่าเมื่อกี้...มันยังมีความรู้สึกว่าเราทำอะไรอยู่ ใช่มั้ย เมื้อกี้เราอยู่ที่นั้น ยังมีตัวเราตกค้างอยู่เลย 

เห็นมั้ย ยังมีสัญญาในวิญญาณ มีสัญญาและก็วิญญาณที่ดับไปแล้ว ว่ายังมีตัวเราที่ค้างอยู่ ...เห็นมั้ย มันไม่ขาด

แต่ถ้าเป็นจิตพระอรหันต์นี่ อยู่ที่ไหนก็อยู่ตรงนั้นจริงๆ นะ ไม่มีความรู้สึกในอดีตอนาคตเลย ไม่มีตัวในอดีต-ตัวในอนาคตรองรับเลย ...เรียกว่าเมื่อจิตเป็นสมุจเฉทปหาน ใจจะเป็นอิสระ...หลุดพ้น 

พ้นจาก...ถึงบอกว่าพญามารน่ะหาไม่เจอ ...จับผีไม่เจอ เพราะไม่มีผี ...ท่านลอยอดีตอนาคตแล้ว วิญญาณขาดแล้ว เหลือแต่วิญญาณที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน พั้บๆๆๆ

แต่ท่านเป็นธรรมชาติที่สมดุลมาก กลมกลืนเป็นปกติเลย ไม่ได้ว่ากดข่ม บังคับ หรือว่าน้อม หรือว่านึกอะไร 

มันเป็นการที่ว่า สำรอกออกหมดแล้ว สำรอกมลทินอวิชชา ความไม่รู้ทั้งหลายทั้งปวง ...มันขาดสิ้นหมด ไม่เหลืออยู่ภายในเลย เนี่ย จิตมันเข้าไปสู่สุญญตา คือไม่มีอะไรเจือปนในใจนั้น 

นั่นแหละถึงจะเป็นธรรมชาติของใจรู้ รู้ชัดๆ รู้เปล่าจริงๆ ...ไม่ใช่อย่างที่เราบอกให้รู้เปล่าๆ อย่างที่ให้ทำนี้หรอก ...อย่างนั้นนั่นมันรู้เปล่าจริงๆ

แต่ของพวกเรายังต้องทำให้รู้เปล่านะ ไม่งั้นมันจะรู้ไม่ยอมเปล่า รู้แล้วมันชอบกระดิก ชอบส่ายแส่ ชอบหาเรื่อง ...ใจมันรู้แล้วยังแส่ออก 

มันมีอาการแส่ เห็นมั้ย ...มีการทะเยอทะยาน มีการเผยอ มีการกระเหี้ยนกระหือเสมอ ...นั่นแหละ เราก็ต้องเอาคำพูดว่าให้ดูเฉยๆ อย่าไปยุ่งกับมัน อย่าไปตามมัน 

นี่คือขัดเกลาอยู่แล้ว...ในการที่กลับมารู้อีกๆ แล้วก็ละออก ด้วยการที่ไม่เผยอตามมัน ไม่ผุดโผล่ไปกับมัน นี่คือการปหาน ปหานเป็นระยะๆ ...เรียกว่าปหานตัพพธรรม 

ฆ่าได้ ตัดได้ ทิ้งได้ ไม่ผิดศีล ...ฆ่าแบบนี้ไม่ผิดศีล ฆ่าเข้าไป ฆ่าความคิด ฆ่าความปรุง ฆ่าความเยิ่นเย้อ ฆ่าอดีต ฆ่าอนาคต ฆ่ามันจนไม่เหลืออะไรเลย ...จนเงียบกริ๊บเลย 

เอาจนเงียบ เรียกว่ากายวิเวก กับจิตวิเวก เข้าใจมั้ย ถ้าเป็นกายวิเวกจริง แล้วก็จิตวิเวกจริง ...เพราะกายนี่มันวิเวก โดยธรรมชาติมันวิเวก คือมันไม่พูด มันสงบ มันเงียบ โดยธรรมชาตอยู่แล้ว กายมันวิเวก 

แต่ทำยังไงล่ะ ใจมันไม่วิเวกน่ะ ใจวิเวกคืออะไร สงบระงับ ...ไม่ใช่ทำให้ใจวิเวกนะ แต่ใจวิเวกหรือจิตวิเวก ด้วยอาการที่ว่าสงบระงับ ระงับจากความปรุงแต่ง เห็นมั้ย ไม่ใช่ทำให้วิเวกด้วยการบังคับกดข่ม 

แต่จิตวิเวกด้วยอาการที่เรียกว่า สติเท่าทันอาการปรุงแต่ง จึงเกิดอาการสงบระงับความปรุงแต่ง เนี่ย เริ่มเงียบแล้ว เงียบเองน่ะ มันเงียบ พอเงียบปุ๊บนี่ วิเวกแล้ว ก็เข้าเป็นจิตวิเวก 

และต้องอาศัยจิตวิเวกกับกายวิเวกนี่ ...ที่เราบอกรู้กายรู้ใจๆๆ ก็คือกายวิเวก จิตวิเวก สองอย่างนี่แหละ ...จึงจะเกิดปริสุทธิ หรือปรมัตถ์ สูงสุด ถึงจะเข้าถึงผล หรือว่าเห็นตามความเป็นจริงสูงสุด

แต่เมื่อใดที่จิตยังไม่วิเวกนะ เอะอะมะเทิ่ง หานั่นหานี่ เทียบนั่นเทียบนี่ จดจำอันนั้นมาใส่อันนี้ มายำมาผสมมารวมกัน มั่ว ...เอาจนมันจิตดวงนี้ตาย ตายจากสังขาร ตาย หยุด เป็นระยะๆ ไป 

อย่างน้อยน่ะ ยังไม่ตายก็ให้มันเป็นหมัน ให้มันเป็นหมัน ทำหมันมันซะ มันจะได้ไม่แพร่พันธุ์ซะก่อน นะ นี่ปหาน ...มันก็จะค่อยๆ เงียบ ภายในก็เงียบ 

เห็นอะไร...เงียบ ได้ยินอะไร...เงียบ เค้าด่า...เงียบ เค้าชม...เงียบ ไม่ปรุงต่อ อย่างเนี้ย มันทันๆ  เนี่ย เขาเรียกว่าอยู่ด้วยกายวิเวกกับจิตวิเวก มันถึงจะเข้าสู่ที่สุดของความเป็นอนัตตา เห็นความเป็นจริงสูงสุด

เพราะนั้นในระหว่างที่เราใช้ชีวิตในการทำงาน มันก็ยากในการเข้าสู่ภาวะที่ว่าอยู่ด้วยภาวะจิตวิเวกจริงๆ ... แต่ว่าระหว่างเรียนรู้...ต้องเรียนรู้อยู่กับมัน

(ต่อแทร็ก 4/18)



วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/17 (2)


พระอาจารย์
4/17 (540531A)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 4/17  ช่วง 1


โยม –  คำของท่านที่ว่า “รู้เฉยๆ” ... ไอ้รู้เฉยๆ นี่มันเป็นยังไงคะ

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะ มันคิดอีกแล้ว ไปคิดไปสงสัย มันก็คือการปรุงอีกแง่นึงแล้ว ...เอาจนมันเงียบน่ะ ทัน...จนมันเห็นว่าขณะแรกของการเกิดแล้วมันก็ดับหมด ไม่เหลืออะไรหรอก


โยม –  ก็ดูกายปัจจุบัน มันก็ขึ้นมาสงสัยว่า...เอ๊ มันถูกหรือมันผิด

พระอาจารย์ –  ไอ้สงสัยนั่นแหละผิด (หัวเราะกัน) ...ตราบใดที่มีรู้อยู่กับกายปัจจุบัน ยังไงก็ไม่หลง ...เมื่อใดที่สงสัย เมื่อนั้นน่ะผิดแล้ว จิตมันเริ่มเข้าไปหมายมั่นในอดีตอนาคต


โยม –  ถูกมันหลอกอีกแล้วใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  คำว่าสงสัย แปลว่าอะไรรู้ป่าว ... แปลว่า...อยากรู้


โยม –  ใช่ๆๆๆ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องเรียกว่าสงสัยหรอก  ถ้าพูดภาษาเราเรียกว่าคือความอยากรู้ ...แล้วพวกโยมก็มาเรียกว่าสงสัยๆ 

จริงๆ คือ “อยากรู้” ว่ามันจะเป็นยังไง ใช่มั้ย ว่ามันถูกหรือมันผิด มันก็เลยบอกว่าสงสัย ...จริงๆ คือความอยากรู้ ...มันก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง ตัณหาตัวหนึ่งเข้าใจมั้ย 

แล้วก็เป็นกิเลสเบื้องต้น เบื้องต่ำเลย ที่มาพาให้สัตว์โลกนี่ติดข้องกับความสงสัย ...หันซ้ายก็สงสัย หันขวาก็สงสัย อยู่เฉยๆ ยังสงสัยเลย ไม่รู้มันจะสงสัยไปทำบ้าอะไร (โยมหัวเราะ)

ก็รู้แล้วละ ...บอกแล้วต้องละความสงสัยให้หมดสิ้นไปด้วยการไม่สงสัย รู้แล้วก็ไม่สงสัย รู้มันตรงนั้นแหละ รู้เฉยๆ รู้กับกายนั่นแหละ รู้ซื่อๆ รู้โง่ๆ น่ะ รู้ตรงๆ 

เอาจนมันหมดความสงสัย สงสัยไม่ผุดไม่โผล่ขึ้นมา มันก็จะเกิดความแจ่มชัดขึ้นในขณะนั้นแล้ว ... พอสงสัยก็ลังเล ลังเลก็หวั่นไหวส่ายแส่แล้ว จิตมันเริ่มส่าย ไม่ตั้งมั่นกับกาย กับปัจจุบันกับรู้เฉยๆ แล้ว 

มันก็จะเริ่มหา ...เริ่มหาอะไรก็ไม่รู้ มันหาอะไรยังไม่รู้เลย  แต่นิสัยมันชอบหาน่ะ หาเรื่อง เราบอกให้เลย...หาเรื่อง หาเรื่องทุกข์ ...โดยเข้าใจว่ามันจะได้อะไรสักอย่างนึง 

ก็ไม่เห็นได้อะไร...ก็ได้แต่ทุกข์  แล้วก็มานั่งเศร้า ขุ่น มัว หมอง ซึม อะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะกัน)

เพราะนั้นน่ะ ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนี่ มันเกิดจากความเพ้อเจ้อของจิตที่ปรุงไปโดยไม่มีประมาณ ...เพ้อเจ้อก็คือฟุ้งซ่านน่ะ ไปแบบไม่มีหัวไม่มีหางน่ะ 

แต่ว่าจริงจังกับมันมากมาย เหมือนเคารพกิเลสเป็นสรณะ เหมือนเคารพความคิดเป็นที่พึ่ง ไม่ได้เอาพุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นที่พึ่งเลย ...แต่เอาความคิดเป็นที่พึ่ง

เพราะนั้นว่าอยู่ศาสนาพุทธ นับถือพระพุทธเจ้า กราบไหว้พระทุกวัน ทำบุญกับพระ ...แต่ไม่ได้อยู่ในวิถีพุทธ ไม่ได้อยู่ในวิถีของพุทธะเลย 

คือออกไปในวิถีแห่งเดียรถีย์ คือนอกรีต คือไปเชื่อความคิด เชื่อความเห็น ไปหามรรคผลนิพพาน...หาผลที่จะเกิดจากความคิดความเห็นตลอดเวลา ...ละทิ้งพุทธะ

เพราะนั้นความหมายของวิถีแห่งพุทธะ พุทธะแปลว่า รู้ ตื่น ...กลับมารู้ตื่นอยู่กับปัจจุบัน นั่นน่ะ กลับเข้าสู่วิถีของพุทธ ...บ่อยๆ 

นี่พอกลับมาสู่วิถีของพุทธได้นิดๆ หน่อยๆ เอาแล้ว หาอะไรไม่เจออีกแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้ว ต้องหาใหม่แล้ว อย่างเนี้ย มันก็จะเฉออกนอกลู่นอกทาง ...เนี่ย เขาเรียกว่าออกนอกองค์มรรค

ตัวศีลสมาธิปัญญาก็คือเป็นตัวขัดเกลา ดัดสันดานมัน ที่มันจะออกนอกรีต ออกนอกมรรค ให้กลับมาอยู่ในวิถีแห่งพุทธะ คือวิถีแห่งการรู้ตื่นในปัจจุบัน อย่างเงี้ย ทำกันอยู่แค่นี้ 

นี่คืออยู่ในองค์มรรค กับการเจริญมรรค ...ไม่รู้ล่ะว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ เราไม่รู้ล่ะ แต่ถ้าอยู่ในธรรมอย่างนี้ เราเรียกว่าอยู่ในวิถีแห่งมรรค คือวิถีแห่งการรู้ 

รู้กาย...เราเน้นเอาที่รู้กาย แล้วไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะไม่เห็นจิต ไม่ต้องกลัวจะไม่เข้าใจความคิด ไม่ต้องกลัวจะไม่ทันความคิด ...อยู่ตรงนี้แหละ แล้วก็จะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดตรงนี้แหละ 

มันก็ผุดโผล่มาจากตรงที่ไม่มีอะไรตรงนี้แหละ ดูเอาเหอะ มันไม่ได้โผล่มาจากข้างนอก นอกโลก นอกฟ้า นอกตัวเอง นอกกายอันนี้หรอก ...มันก็ผุดโผล่มาจากเหตุภายในนี่แหละ คือใจ มันก็ออกมาจากใจ

เพราะนั้นสติมันก็คอยระวังเฝ้ารู้เท่าทันอยู่ตรงนั้น มันก็เห็นอาการแรกของการเกิดขึ้นมา...ก็ดับไป  แค่เห็นเท่าทันอาการแรกที่เกิดขึ้นมันก็ดับไป 

มันดับ แล้วมันก็เห็นอะไร ...ก็เห็นความไม่มี เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา  มันก็เรียนรู้ว่า...เออ ความคิดเป็นอนัตตา ความคิดเป็นทุกข์ ความคิดเป็นของที่แปรปรวน ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ 

มันก็เรียนรู้ไตรลักษณ์กับส่วนที่เป็นนามขันธ์นั้นๆ ไป ...ไม่ว่าอะไรผุดโผล่ขึ้นมา พอรู้ทันอาการทั้งหลายนั้น มันก็ดับไปเป็นธรรมดา เห็นความดับไป ไม่มีตัวตน เป็นธรรมดา 

เห็นภาวะที่มัน...บทจะมาก็มา โดยที่ว่าควบคุมบังคับไม่ได้ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา อย่างเนี้ย มันเห็นไตรลักษณ์ในขณะนั้น ...อยู่ในตรงนี้แหละ จะไปเห็นที่ไหน


โยม –  พระอาจารย์ ...อย่างวันนั้นนะคะ มันเหมือนกับมันมีรู้ แล้วมันคิดว่ามันรู้อยู่ มันเหมือนกับมันแยกกันยังไงไม่รู้ค่ะ

พระอาจารย์ –  ก็แยกกันอยู่


โยม –  ใช่มั้ยคะ

พระอาจารย์ –  มันไม่เป็นอันเดียวกันหรอก มันเป็นคนละธรรมชาติกัน สภาวะจิต...กับสภาวะใจ 

ความคิด ส่วนที่เป็นนามขันธ์ทั้งหมด ก็คือสภาวะจิต  แล้วตัวที่เห็นสภาวะจิตนั้นเรียกว่าสภาวะใจ ...มันคนละสภาวะกัน 

เมื่อสติสมาธิปัญญาพอดีกัน สมดุลกัน เสมอกัน มันก็จะเห็นเป็นของสองสิ่งทันที ...มันจะแยก มันจะเห็นความแยกออกว่าเป็นคนละธรรมชาติกัน 

และการที่เห็นเป็นคนละธรรมชาติกัน และเห็นมันแยกออกจากกัน  นั่นแหละ มันจะเห็นความไม่มี “เรา” ในของสองสิ่ง...ทั้งสภาวะใจและก็สภาวะจิต


โยม –  ที่รู้สึกธรรมนี้ เราต้องมาตีความให้ตรงกับที่เขาใช้กันไหม

พระอาจารย์ –  ไม่หรอก จริงๆ มันไม่มีคำพูดอะไรหรอก เวลาเข้าไปภาวะที่เป็นปรมัตถ์น่ะ ภาวะที่รู้เห็นอยู่ ไม่มีภาษาเลยนะ 

ก็รู้เห็นไปอย่างนี้ๆ สุดท้ายมันจะประมวลออกมาเป็นบัญญัติขึ้นมาทีหลัง ...อาจจะมีบ้างเป็นประโยคๆ นิดนึง  แค่นั้นเอง แต่ไม่ได้เอาเป็นประโยชน์สาระจริงกับสมมุตินั้น 

แต่ในขณะที่ดูนี่ มันดูด้วยความเงียบ รู้เห็นด้วยความเงียบ ไม่มีภาษา ไม่มีความหมาย ...มีแต่วูบๆ วาบๆ อยู่อย่างนี้


โยม –  มันยังไม่วูบวาบ มันตีเป็นภาษาไม่ได้

พระอาจารย์ –  ก็ไม่ต้องตีเลย บอกให้เลย 

แต่ว่าบางครั้งบางคราวมันอาจจะเอาจินตามาประกอบประมวลให้ในขณะนั้นก็ได้ ...แล้วมันก็จะทิ้งสัญญานั้น ในขณะนั้น ไม่ได้เอาสัญญาหรือว่าจินตานั้นมาเป็นสาระแห่งปัญญา 

มันจะเอาสาระแห่งปัญญาโดยอาศัยญาณทัสสนะ คือรู้และเห็นตรงๆ แค่นั้นเอง ...ตัวนั้นน่ะคือสาระที่เรียกว่า "อาโลโก" หรือว่าปัญญาสมาธิอาภา คือความสว่าง 

สว่างรู้นะ สว่างรู้เห็นนะ ...เพราะนั้นมันไม่ใช่สว่างด้วยการจินตา หรือว่าบัญญัติสมมุติ หรือว่าเข้าไปแจ้งโดยบัญญัติสมมุติ เพราะนั้นไอ้ตัวบัญญัติและสมมุตินี่ เป็นตัวคำประกอบเท่านั้นเอง 

แต่คราวนี้เวลาเรามาสอนเรามาพูดนี่ เราต้องประมวลเอาคำพวกนี้มา เพราะว่าพวกโยมจะคุ้นเคยกับคำพวกนี้ ...เพราะนั้นเวลาฟังมันก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปเห็น รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ 

บางทีไม่มีความรู้สึกอะไรว่าตรงตามภาษารึเปล่า แต่มันจะเข้าใจ ...มันเป็นเรื่องปัจจัตตังล้วนๆ เลย มันเรื่องของความเข้าใจ 

แล้วมันอาจจะมาประมวลภายหลังเวลาได้ยินได้ฟัง...อ๋อ เหมือนกับที่อาจารย์พูดเลย  มันมีความรู้สึกอย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ...แต่ตอนนั้นน่ะ ไม่รู้จะพูดยังไงดี อย่างเงี้ย

หรือว่าได้ยินคนโน้นคนนี้พูดหรือว่าได้ยินครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ปุ๊บนี่ มันมีวลีหรือประโยคที่พูดขึ้นมาแล้ว ภาวะนั้นมันมาแจ้งที่ใจน่ะ มันเกิดภาวะที่แจ้งที่ใจ 

คือหมายความว่าเราเคยผ่านสภาวะอย่างนั้น ด้วยปัจจัตตังกับสภาวะสมมุติบัญญัติที่ท่านพูดตรงนี้ มันก็จะแจ้งขึ้นมาในขณะนั้น ...อ๋อ เหมือนเลย เข้าใจเลย  มันจะเข้าใจว่าที่เราเป็นน่ะคืออะไร อย่างเงี้ย

แต่ว่าจริงๆ ในขณะที่มีที่เป็นตรงนั้น ที่เข้าไปรู้ไปเห็นตรงนั้นด้วยญาณทัสสนะ มันไม่มีคำพูดใดๆ ...แต่มันมีการละวางจางคลายในตัวของมันเองอยู่แล้ว 

เพราะมันจะมีความรับผลอยู่อย่างเดียว...คือเบา คลายออก เบาแล้วก็คลายออก แค่นั้นเอง

ถ้าเกิดไปสงสัยนะว่า...เอ๊ะ มันเบาเพราะอะไร คลายเพราะอะไร ...อย่างที่ว่านี่ เริ่มเป็นอุทธัจจะแล้ว  ฟุ้งซ่านอีกแล้ว ...ก็ต้องทัน ทันปุ๊บ...ไม่เอา  เข้าสู่ภาวะรู้เห็นโดยปรมัตถ์...ด้วยญาณทัสสนะอย่างเดียว

แต่แรกๆ มันอาจจะต้องอาศัยเตือนตัวเองบ้าง...รู้มั้ยๆ ตอนนี้รู้มั้ย...ยังรู้อยู่มั้ย อย่างเนี้ย เข้าใจมั้ย ...บางทีก็ต้องบอก เตือนมัน เพราะนิสัยสันดานน่ะ มันชอบไหล ชอบเผลอ 

บางทีก็ต้องมีว่า..."ตอนนี้ทำอะไรอยู่" เนี่ย บางทีก็ต้องใช้ภาษาเข้ามาสะกิดให้มันกลับมารู้ กลับมารู้อีก ...กำลังรู้อยู่มั้ย รู้อะไรอยู่ มีอะไรอยู่ มีอะไรเกิดขึ้นในเนี้ย 

มันก็กลับมาค้นดู สอดส่องดู ...ให้กลับมาดูอย่างนี้ เรียกว่ากลับมาสอดส่องด้วยการเตือน สะกิดตัวเอง จนมันสามารถจะเป็นสัมปชัญญะได้ต่อเนื่องปุ๊บ มันก็ไม่ต้องพูดต้องบอกแล้ว 

คราวนี้ไม่ต้องบอกต้องสอนมันแล้ว มันก็รู้เห็นไป...โดยสันดาน ...ก็คือว่าสันดานก็เปลี่ยนใหม่ ...ก็เปลี่ยนสันดานใหม่ เป็นนิจสินของศีลสมาธิปัญญา 

มันไม่ใช่สันดานที่ไหลหลงเผลอเพลิน มันก็กลับตาลปัตรมาเป็นสันดานที่เรียกว่าเป็น...เหมือนเราเจริญศีลสมาธิปัญญานี่ก็คือการประกอบกรรมนึงนะ 

เพราะนั้นอนุสัยที่เราประกอบกระทำเสมอ คุ้นเคย เป็นนิจ จนเป็นสันดาน มันเป็นวิบากกรรมที่เรียกว่าอาจิณณกรรม เป็นกรรมที่คุ้นเคย เคยชิน 

เพราะนั้นเราต้องสร้างกรรมที่มาเทียบเคียงให้เท่ากับมัน...ให้เป็นคุรุกรรม มันจึงเกิดเป็นสันดานใหม่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ จึงจะเกิดเป็นมหาสติมหาปัญญาขึ้นมา

อยู่ดีๆ เลื่อนๆ ลอยๆ เผลอๆ ไหลๆ หลงๆ สติมาเองเกิดเองโดยไม่เจริญขึ้นมา...ไม่มีทางเลย ... อย่าไปกลัวเพ่ง อย่าไปกลัวว่าให้สติเกิดเองไม่จงใจไม่เจตนา...ไม่มีทางนะ 

มันต้องเจริญขึ้นด้วยฉันทะ ก็บอกแล้วอิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นี่คือความเพียร...ความเพียร ...อิทธิบาท ๔ 

ฉันทะ...ความพอใจ วิริยะ...ด้วยความพากเพียร จิตตะ...ใส่อกใส่ใจ ตั้งอกตั้งใจ  วิมังสา...ใคร่ครวญอยู่ภายในงานนั้นๆ เนี่ย ความเพียรอยู่แค่นี้ 

ถ้าไม่มีความเพียร ไม่มีอิทธิบาท ๔ ศีลก็ไม่เจริญ สมาธิก็ไม่ต่อเนื่อง ปัญญาก็ไม่เห็นแจ่มชัด

แต่ว่าไม่ได้เจริญอิทธิบาทด้วยความอยาก ...มันจะไปแยกกัน มันจะไปเข้าใจเองว่า...อ๋อ ไอ้อย่างนี้เขาเรียกว่าอยากได้ แล้วก็เอาใหญ่เลยด้วยความอยากอย่างนี้ 

แต่มันต้องด้วยฉันทะ ...เผลอเอาใหม่ๆ  แล้วต้องเจริญไว้ รักษาไว้ รักษาสติไว้ ...ไม่ต้องรักษาใจ แต่รักษาสติ เดี๋ยวใจมันอยู่เอง กลับมาตั้งมั่นของมันเอง 

เมื่อมีสติมาก ใจก็ตั้งมั่นมาก  สติน้อย ใจก็หวั่นไหว สั่นคลอน ส่ายแส่ เลื่อนลอย หิวโหย ...แต่ถ้ามีสติปุ๊บ มันตั้งมั่น สงบ แนบแน่นอยู่ภายใน เห็นมั้ย ใจมาเอง ใจเกิดขึ้นเอง ใจก็เด่นชัดขึ้นเอง

เพราะนั้นไอ้ตัวที่ต้องให้รักษาคือรักษาสติ ไม่ต้องรักษาใจ ...เมื่อมีสติแล้วใจไม่หายไปไหนหรอก ก็อยู่ตรงนี้แหละ อยู่ตรงกายนี่ นั่งตรงไหนใจอยู่ตรงนั้น 

เดินก็อยู่ตรงเดิน มือเคลื่อนตรงไหน มันก็อยู่ตรงมือ บอกให้เลย ...มันจะอยู่คู่กันกับกายนี้เลย เป็นของคู่กันกายกับใจเนี่ย มันไม่ทิ้ง มันไม่พรากจากกัน ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่


(ต่อแทร็ก 4/17  ช่วง 3)