วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/19 (2)


พระอาจารย์
4/19 (540601A)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 4/19  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นการประกอบเหตุปัจจุบันในศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้ เรียกว่าอยู่ในองค์มรรค ที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ...ก็ทำในครรลองนี้ตลอดเวลา

มันพร้อมเมื่อไหร่ มันเพียงพอเมื่อไหร่ มันก็แจ้ง...อ้อ หาเราไม่เจอแล้ว กายนี้ไม่มีชื่อ หาชื่อในกาย...ไม่มี หากายว่าเป็นของใคร...ไม่มี

หาว่าเวทนานี้เป็นของใคร...ไม่มี  มีใครเป็นเจ้าของเวทนา..ไม่มี  ...ก็เป็นเวทนาล้วนๆ กับกายล้วนๆ แล้วก็มีอีกอย่างคือใจล้วนๆ

เห็นมั้ย นี่สภาวใจอันหนึ่ง สภาวขันธ์อันหนึ่ง สภาวธรรมอันหนึ่ง สภาวธาตุอีกอันหนึ่ง ...มันก็เป็นต่างคนต่างสภาวะ อยู่ด้วยกันโดยสันติ

เนี่ย...แจ้ง  มันก็ไม่มีปัญหาตรงไหน ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย  มันก็ตั้งอยู่...เวทนาก็ตั้งอยู่ที่กาย แล้วก็มีสภาวะใจที่รู้กับเวทนาทางกายกับเวทนาทางจิต ...มีอยู่แค่นี้

แล้วเป็นของใครล่ะ ...มันก็เป็นธรรมชาติหนึ่งที่เกิดๆ ดับๆ ตามเหตุปัจจัยของเขาเอง นะ มีใครอยู่ตรงไหนในกายนี้ หาดูสิ

เพราะนั้นดูไปจนกว่าหาเราไม่เจอในขันธ์น่ะ หาเราไม่เจอในเวทนา หาเราไม่เจอในใจ เมื่อนั้นแหละ ...เมื่อไหร่ ...ไม่รู้ ดูเข้าไปด้วยมรรค เจริญมรรคอยู่อย่างนี้

แต่ถ้าไปเจริญแบบมรรคในอดีต-อนาคตน่ะ มันมักมาก มักน้อย ...ไม่เจอหรอก ไม่แจ้งหรอก  มันก็มีแต่ทุกข์ร่ำไปอ่ะ เมื่อไหร่ๆ ก็คอย..ตั้งหน้าตั้งตารอคอยอยู่อย่างเดียวน่ะ

เพราะนั้นเวลาคอย...รอคอยนี่...จิตไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย มันไปอยู่กับอะไรก็ไม่รู้  ไปฝันอยู่ข้างหน้า ไปอยู่กับความฝันข้างหน้า

เพราะนั้นไอ้ความฝันข้างหน้ามันจึงเลื่อนลอย  พอเลื่อนลอยก็หมายความว่ามันหาความแน่นอนไม่ได้ ไปอยู่อะไรกับความไม่แน่นอนซึ่งไม่จริงน่ะ ...ความไม่แน่นอนคือความไม่จริง

เพราะฉะนั้น ไอ้ที่จริงคือตรงนี้ กายมีอยู่ เวทนามีอยู่...ตรงนี้จริง ...มันจะมาก มันจะน้อย นี่จริงหมดน่ะ ...ไม่ใช่ถูกไม่ใช่ผิดนะ แต่มันจริง

ต้องให้เข้าใจว่ากายนี้จริง เวทนานี้จริง มากขึ้นจริง ยังตั้งอยู่จริง ยังไม่ดับจริง เกิดขึ้นมากขึ้นจริง ทุกอย่างจริงหมดเพราะนั้นถ้าดูตามความเป็นจริง มันจริงหมดเลย

แต่ถ้าดูว่าถูกว่าผิดน่ะ มันผิดหมดเลย  เนี่ย ถ้ามีความเห็นปุ๊บ มันจะเป็นถูก เป็นผิด เป็นควร เป็นไม่ควรขึ้นมา ...อันนี้คือมิจฉาทิฏฐิ มันเริ่มเข้ามาแทรกแซงด้วยความปรุงแล้ว ด้วยความไม่รู้แล้ว

แต่ถ้าดูถ้าตามความเป็นจริง มันก็จริง กายก็มีจริง เวทนาก็มีจริง ใจก็มีจริง ตามในปัจจุบัน...ทุกอย่างจริงหมดเลย ไม่เห็นมีอะไรไม่จริง แล้วในความจริงนั้นมีอะไร...ไม่มีอะไร

ก็ดูลงไปสิ แยบคายลงไปในความจริงที่ปรากฏในทางกาย แยบคายลงไปที่ความเป็นจริงที่ปรากฏทางเวทนา ในนั้นมีอะไร เนี่ย

เพราะนั้นเวลาที่กายเวลาที่ใจมันละความคิดความเห็นในเบื้องต้นให้ราบคาบ ไม่เผยอ ไม่ส่ายแส่ออกมาแล้วปุ๊บ มันก็จะมาแยบคายภายในขันธ์ ตามความเป็นจริง

ว่ากายที่ตั้งอยู่ตามความเป็นจริง ในเนี้ยเป็นอะไร มีอะไร เห็นมั้ย จึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา ...อ่ะ นี่เห็นมั้ย เห็นกายในกายมั้ย เห็นป่าว รู้มั้ยในกายมีอะไร เป็นอะไร


โยม –  ไม่มีอะไรน่ะค่ะ 

พระอาจารย์ –  เออ เวทนาในเวทนาเป็นอะไร มีอะไร    


โยม –  ไม่มี     

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ มีแต่ความไม่มีตัวไม่มีตนในนั้น เห็นมั้ย จึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นเวทนาในเวทนา

คือความเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ของใคร ไม่มีตัวไม่มีตนในนั้นน่ะ ...เหมือนกันมั้ยล่ะ กาย เวทนา จิต ธรรม น่ะ เป็นอันเดียวกันน่ะ

แต่ถ้าเห็นแค่กาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม  มันก็จะเกิดความเห็นต่างๆ นานา ออกมา ...มันยังไม่แจ้ง 


โยม –  มันมีเรา...มีเราเข้าไป  

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เมื่อใดที่มีความเห็นว่าเป็นเราขึ้นมา ทำให้ความจริงนั้นเบี่ยงเบนหมดเลย มันจะเป็นตัวปิดบังความเป็นจริง

เพราะนั้นต้องละความเป็นเราด้วยการรู้ทัน แล้วไม่ให้มันยืดเยื้อออกมา ...เนี่ย สติสัมปชัญญะ 

มรรคก็ดำเนิน...ทำงาน ทำงานด้วยการกลับมารู้กลางๆ เป็นเรื่องธรรมดา มองเห็นเป็นธรรมดา ไม่แทรกแซง ไม่มีเราเข้าไปแทรกแซง แค่นั้นเอง

จนกว่ามันจะแจ่มชัด เหลือแค่รู้กับขันธ์ตรงๆ แค่นั้นเอง  มันก็จะเห็นภายในขันธ์นั้นๆ แต่ละส่วนๆ ไป ส่วนของกายก็คือกาย ส่วนของเวทนาคือเวทนา ส่วนของสัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นส่วนนั้นๆ ไป

แล้วในนั้นมันเป็นอะไร มันมีชื่อมั้ย มันมีเจตนาในตัวมันเองมั้ย มันมีสภาวะใดบ่งบอกมั้ยว่า มันเป็นของใคร มีใครเป็นเจ้าของจับจอง มีใครเป็นคนสร้างมัน

เหมือนกับมองดูแดด ในแดดนี่มีใครไปให้แดดออก แดดมันมีเจตนามั้ย ฝนมันตกนี่ มีใครสั่งให้ฝนตก ถามฝนดู ...ฝนไม่ตอบ ฝนยังไม่รู้เลยว่าฝนเป็นฝน ฝนก็ไม่รู้ว่ามันจะตกมาเพื่ออะไร

เห็นมั้ย หาความเป็นตัวเป็นตนในนั้นไม่มี ...ในขันธ์น่ะก็เหมือนกัน  เนี่ย ถึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นเวทนาในเวทนา ว่าเป็นของไม่มีตัวตน

เมื่อนั้นแหละ มันจึงถอดถอนความเป็นเราได้โดยสิ้นเชิง ว่าขันธ์นี้เป็นเรา ว่าขันธ์นี้เป็นของเรา ...เนี่ย อันนี้เป็นอัตตาขั้นสูงสุดนะ

แต่ในเบื้องต้นเราจะต้องแยกออกให้เห็นระหว่างขันธ์ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน...กับรู้ก่อน เพื่อละสักกาย...ขันธ์ในอดีต ขันธ์เราในอนาคตไปก่อน

ว่าขันธ์อดีตขันธ์อนาคตนั้นไม่มี กายเราในอดีต กายเราในอนาคตไม่มี มันเป็นแค่ความคิดความปรุงแค่นั้นเอง ...เพื่อให้กลับมาอยู่กับขันธ์ปัจจุบันหรือว่าตัวตนในปัจจุบันหรือว่าตัวในปัจจุบัน เรียกว่ารู้ตัว

กลับมารู้ตัวคือกลับมารู้กับขันธ์ปัจจุบัน เพื่อจะมาแยบคายในขันธ์ปัจจุบันนั้น ...ไม่งั้นถ้าไม่มีแค่ขันธ์เดียวในปัจจุบันนะ มันไม่มีทางแจ้งได้เลย

เพราะมันจะสร้างขันธ์ล่วงหน้าขันธ์ลับหลัง ซึ่งหาความเป็นจริงไม่เจอหรอก เช่นว่า...เพราะอะไรเราถึงมาเกิดเป็นอย่างนี้ เพราะทำกรรมอะไรมา

มันก็จะไปไล่คว้าหา ควานหาชาติที่แล้ว การกระทำเมื่อชาติที่แล้ว ...มันเจอมั้ยล่ะ มันมีอันไหนจริงมั่ง มันหาได้มั้ย จะไปถามใครเขา เขาก็ตอบไม่เหมือนหรอก

เพราะนั้นพระพุทธเจ้าบอกอย่าหา หาไม่เจอหรอก ไม่ต้องหา ...ข้างหน้าจะเป็นยังไงเราก็ไม่รู้ ตัวเราข้างหน้าจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ไม่มีจริงหรอกหาไม่เจอหรอก

แต่ไอ้ที่จริงอยู่มีตัวเดียว นี่ คือนี่ปัจจุบัน ...เพราะฉะนั้นถึงบอก ธรรมต้องกลับมาลงที่ปัจจุบันธรรม มันถึงจะแจ้งได้ ก็ต้องแจ้งกับปัจจุบันขันธ์ ...ไม่ได้แจ้งในอดีต แจ้งในอนาคตนะ

เพราะนั้นเมื่อไม่แจ้งในอดีต แจ้งในอนาคต ก็แปลว่าไง ...ก็แปลว่าต้องไม่คิดน่ะ ต้องไม่คิด ไม่สร้างขันธ์มารองรับในอดีต ไม่สร้างขันธ์ไปรองรับในอนาคต...ขันธ์ตัวปลอม ขันธ์ปลอมๆ

ขันธ์จริงอยู่ตรงนี้ ...เจ็บจริง นี่ ขันธ์จริงอยู่ตรงนี้ ไม่มีตัวแทน ไม่มีแสตนด์อิน ...จะไปอยู่กับสแตนอินไม่ได้

ตัวสำรองหรือว่าตัวที่เราสร้าง เมค เฟคขึ้นมานี่ มันจะสร้างยังไงก็ได้ ...แล้วพอสร้างแล้วกลับมาดูตัวจริงในปัจจุบันแล้วมันรับไม่ได้ มันยิ่งรับไม่ได้เลย ใช่มั้ยล่ะ

เพราะมันไปหล่อหลอม มันไปสร้าง มันไปเทรูปปั้นหล่อไว้ข้างหน้าว่า รูปปั้นของเรามันจะต้องเป็นทรงนี้ๆ เท่านั้น ...พอมาดูทรงนี้จริงๆ มันไม่เป็นน่ะ มันก็เดือดร้อนน่ะสิ ไม่ยอมรับความจริง

เห็นมั้ย ถึงบอกว่ามันไม่ยอมรับความเป็นจริง ...พอไม่ยอมรับความเป็นจริงของขันธ์ปัจจุบัน ก็ยิ่งคิดไปข้างหน้า...มันก็ยิ่งไม่ยอมรับไอ้ขันธ์ตัวนี้มากขึ้น ...ทุกข์มันจะไม่มากขึ้นยังไง ใช่มั้ย

ทุกข์มันมีอยู่แล้ว มันก็มีของมันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย เรียกว่าทุกขสัจ เงียบๆ นี่ มันก็มีเท่าเก่าน่ะ มีเท่าที่มันมีน่ะ มากขึ้นน้อยลงมันก็ตามเหตุอันควร ...ใจนั่นแหละที่ไปหมายในอดีต-อนาคต

เพราะนั้นเบื้องต้นคือ ละความคิดละความเห็นออกก่อน แล้วมันจะคลายในระดับหนึ่ง ...แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะถอนออกจากทุกข์อุปาทานหรือว่าถอนออกจากทุกขสัจได้โดยเด็ดขาดหรอก

มันจะต้องมาทำความแจ้งภายในขันธ์ปัจจุบันกับใจปัจจุบันอีกทีนึง ...อันนี้ต้องล้าง ตามล้างตามเช็ดกันเลยน่ะ จนเหลือจิตนี่ล้วนๆ ใจล้วนๆ


โยม –  นานมั้ยฮะ

พระอาจารย์ –  ถ้าคิดน่ะนาน ถ้าไม่คิดก็ไม่นาน ...อย่าไปคิด รู้เข้าไป  ติดก็รู้ว่าติด ข้องก็รู้ว่าข้อง ยินดีก็รู้ว่ายินดี ยินร้ายก็รู้ว่ายินร้าย ...รู้อยู่แค่นี้ ๆ ให้กลับมายอมรับให้ได้

เดี๋ยวมันก็..พอรู้อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวสักพักมันก็ไพล่ออกไปคิดอีกแล้ว "เมื่อไหร่จะหายนะ" ...เอาอีกแล้ว ปั๊บเนี่ย ทันนะ ต้องทัน ต้องทันนะ อย่าไปแช่กับความคิดนั้นนะ 

เพราะว่าคนแก่นี่มันจะเจอภาวะพวกนี้บีบคั้น...ทุกคนเลยล่ะ พอเข้าอายุหกสิบล้ำหน้าไปนี่ มันจะต้องมาแยบคายกับอาการของทุกขเวทนาทางกายนี่แหละเป็นหลักอยู่แล้ว

เพราะนั้นต้องแยบคายให้ดี อย่าเอาชนะ หรืออย่าคิด อย่าค้น อย่าหา อย่าแก้ ...กายนี้ขันธ์นี้ ก็มองเสมือนว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ช่างหัวกายมัน

มันจะผุ มันจะพัง มันจะเสื่อม มันจะแตก มันจะหัก ต้องมองก่อน...หยาบๆ เลยว่า...อย่าไปยุ่งกับมัน ...รักษาได้รักษาไป เยียวยาได้เยียวยาไปตามกำลัง

แต่อย่าไปหวังผลอะไรกับมันร้อยเปอร์เซ็นต์ มันหวังอะไรกับมันไม่ได้หรอก ไอ้ท่อนไม้ผุๆ อันนี้ มันไม่มีทางที่มันจะมีชีวิตชีวากลับคืนมาสดใสแจ่มชัดเหมือนกับที่เราเคยผ่านมาหรอก

มันดับไปแล้ว มันหมดไปแล้ว ...ไปตามอายุขัย ไปตามวาระ ไปตามธรรมที่หมุนไปสู่ความดับไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ...ต้องยอมรับในหยาบๆ อย่างนี้ก่อน ด้วยจินตาด้วยสุตตะด้วยสัญญา อะไรก็ตาม

แล้วก็แยบคายกับมัน ค่อยๆ ตั้งมั่นกับกายอันนี้ ตั้งมั่นด้วยสติสมาธิปัญญา รับรู้มันตรงๆ ...ยอมรับให้ได้กับมัน หายก็ช่าง ไม่หายก็ช่าง ...อยู่อย่างนี้ ๆ แค่นี้

อย่าไปแก้มัน หรือเอาชนะกายนี้...ด้วยความคิดใดๆ เลย หรือจะไปหาเหตุหาผลอะไรกับมันเลย ...มันไม่มีเหตุมีผลอะไรมารองรับมันได้หรอก 


โยม –  หมอก็ไม่ต้องเชื่อ  

พระอาจารย์ –  ก็ฟังไป อย่าไปตั้งความหวังไว้กับหมอ ...ถ้าเราตั้งความหวังไว้กับหมอเมื่อไหร่น่ะ เมื่อนั้นน่ะเราก็ทุกข์มาก

เพราะว่าขันธ์ไม่เคยตั้งความหวังกับหมอเลย ...ขันธ์ตั้งไว้ตามกรรม มีกรรมเป็นตัวหล่อเลี้ยง เป็นเหตุและปัจจัยของกรรมและวิบาก

ทำใจให้เป็นกลางๆ แล้วก็หยุดความปรุงความแต่ง รับรู้มันไปด้วยความอดทน ...ถึงยังละอะไรไม่ได้ ถึงจะไม่เข้าใจอะไร...ก็อยู่ด้วยความอดทน


(ต่อแทร็ก 4/20)




วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 4/19 (1)



พระอาจารย์
4/19 (540601A)
1 มิถุนายน 2554
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ง่ายนิดเดียว อย่าไปคิด ให้รู้ทันความคิด แล้วให้กลับมารู้เฉยๆ กับกาย กับเวทนา เฉยๆ เงียบๆ ไม่ต้องไปอดีตไปอนาคต ไม่ต้องไปคาดไปหวังอะไรกับขันธ์

ให้รู้ว่าความคิดน่ะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือว่าสมุทัยเบื้องต้นเลยคือความคิด...ที่ออกมาจากความไม่รู้ นะ ...เพราะนั้นต้องละตัวสมุทัยตัวนี้ก่อน  อยาก...สมุทัยตัวอยากคือความคิด

เมื่อละแล้วนี่ ความทุกข์ภายนอกมันก็จางคลายลง มันก็เหลือแต่ทุกข์ตามความเป็นจริงที่อยู่ต่อหน้า ก็คือกาย กายกับทุกข์ทางกาย นั่นเรียกว่าทุกขสัจ

ให้มันเหลือแค่นั้นก่อน ละทุกข์ภายนอกก่อน คือทุกข์อุปาทานที่เกิดจากการปรุงแต่งด้วยความคิดก่อน ...นี่เบื้องต้นเลยนะ

ถ้ายังละความคิดไม่ได้ มันจะไม่เข้าไปเห็นทุกขสัจเลยนะ มันจะไม่เข้าไปแจ้งในทุกขสัจเลยนะ ...เบื้องต้นนี่ความคิดจะเป็นสมุทัย

จนกว่าความคิดจะเงียบสงัด จะหมด จะหยุดคิดแล้วนี่ ...ก็จะเหลือแต่ขันธ์ ซึ่งมีแค่เป็นกายกับเวทนา นี่ เป็นทุกขสัจตัวจริง เป็นทุกขสัจ...แล้วก็มีใจอีกดวงนึงที่รับรู้อยู่

ตรงนี้ถึงจะเข้ามาถึงเหตุที่แท้จริงคือสมุทัย...คือใจ ตรงนี้ตัวใจนี่คือสมุทัย ...นี่ มันเข้าไปทำความแยบคายภายใน

แต่เบื้องต้นน่ะ มันยังต้องละสมุทัยภายนอกคือความคิดก่อน แล้วมันถึงจะเข้ามาแยบคายในขันธ์ตามความเป็นจริง

ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เป็นของใคร เป็นกายตามความเป็นจริง หรือมีใครเข้าไปทำให้มันมีกาย ใครไปทำให้มีเวทนา ...มันก็มาแยบคายตรงทุกขสัจนั้น

มันเข้าไปแยบคายภายในด้วยสติสัมปชัญญะ เข้าไปรู้ว่า...เมื่อใดที่มันมีผู้ที่รู้อยู่กับขันธ์ เมื่อใดมีผู้ที่รับรู้ขันธ์ เมื่อใดมีผู้ที่รับรู้กับทุกข์...มันก็เป็นทุกข์วันยังค่ำแหละ ...นั่นแหละคือเหตุที่แท้จริง

แต่เบื้องต้นหยาบๆ นี่ เหตุของทุกข์คือความคิด อดีต อนาคต  นี่เป็นทุกข์ที่ก่อเกิดมาจากความปรุงแต่งโดยตรง ...ก็ถือว่าตรงนี้เป็นสมุทัยโดยตรงเบื้องต้นก่อน

ต้องละ... ละอย่างเดียว เลิกคิด ไม่คิดอะไรเลย ...ให้มีแต่รู้กับกาย รู้เฉยๆ รู้เปล่าๆ ก็รู้...ดูมันไป ตรงไหนก็ได้ ที่มันอยู่ตรงหน้าเรานี่

แล้วก็ปวดก็รู้ว่าปวด ...รู้เฉยๆ ไม่ต้องคิดไม่ต้องคิดต่อถึงว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง ข้างหลังจะเป็นยังไง ที่ผ่านมา ความน่าจะเป็นอย่างนั้น ความน่าจะเป็นอย่างนี้

พูดง่ายๆ ต้องละออกให้หมด ไม่ต้องหาเหตุหาผลอะไรทั้งสิ้น  ซึ่งหา...ก็ไม่รู้ ...เพราะยิ่งไม่รู้เท่าไหร่มันก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น ...มันไม่จบหรอก

ไปหาหมอดู หมอดูก็ตอบไม่ถูก ไปถามครูบาอาจารย์ว่าทำกรรมอะไรมาก็แก้ไม่ได้ รู้ไปแล้วก็ไม่ได้หายทุกข์หรอก ใช่ป่าว ...มันแก้ไม่ได้ แก้กรรมไม่ได้

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้แก้กรรม พระพุทธเจ้าสอนให้รับกรรม มีกรรมต้องชดใช้ ...ด้วยการใช้มัน แล้วก็เอากรรมนั่นแหละเป็นทางเดินของปัญญา คือรู้เท่าทันแล้วก็ยอมรับ

บอกเขาอย่างเดียว (หมายถึงคนป่วย) ว่าให้ทำใจให้ยอมรับให้ได้ ไม่ว่าจะหายหรือไม่หาย ยอมรับไป ...แค่นั้นแหละทุกข์ก็หมดไปเอง

แต่ว่าทุกขสัจก็ยังคงอยู่ตามเหตุและปัจจัย แก้ไม่ได้หรอก ทุกข์ในขันธ์นี่ ...เพราะมันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีอำนาจใด เราไม่มีอภิสิทธิ์เหนือขันธ์นี้

ก็บอกเขาว่าอย่าไปคิด ให้รู้อยู่เฉยๆ กับกาย  รู้อยู่เฉยๆ นี่แหละ ให้ทันความคิด ...คนคิดมากก็ทุกข์มาก คิดน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่คิดเลยก็ไม่ทุกข์

คือฟังก็เท่านั้นน่ะ มันอยู่ที่ต้องทำให้ได้ มันต้องแก้ให้ได้...แก้ความคิดของตัวเองให้ได้ด้วยการละออก ไม่ใช่แก้ด้วยการเอาความคิดใหม่มาลบความคิดเก่า

หรือหาวิธีทำ...ว่าคิดยังไงให้มันหายทุกข์ นี่ ไม่มีทางหรอก ...แก้ทุกข์ไม่ได้แก้ด้วยการคิดนะ แก้ด้วยการละความคิด ให้ความคิดน้อยลง

ให้สังเกตดูเมื่อใดที่คิดน้อยลง ทุกข์น้อยลง  เมื่อไหร่ที่คิดมากน่ะ ฟุ้งซ่านมากแล้วก็ทุกข์มาก ...ดูเอาเหอะ ง่ายๆ  พอคิดถึงคนที่มีปัญหากับเรานี่ พอรู้ทันแล้วก็หยุดคิดตรงนั้น ทุกข์ก็ดับแล้ว สังเกตดูสิ

แต่เมื่อใดที่ยังคิดถึงน่ะ เป็นสัญญาขึ้นมา ...เหมือนลูกโยมอย่างนี้ ถ้าอยู่อย่างนี้โยมไม่คิดถึงลูกนะ โยมไม่ทุกข์หรอก ถ้าคิดน่ะทันทีเลย

เห็นป่าว มันเป็นเหตุต้นเหตุแรกเลย ...เพราะนั้นต้องละที่เหตุ ต้องเข้าใจว่าความคิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ต้องละที่เหตุ ...พระพุทธเจ้าสอนให้ละที่เหตุนั้น

เพราะนั้น ถ้ายังไปคิด แล้วยังไปว่าจะทำยังไงกับรูปดี คิดต่อไปอีกเรื่อยๆ ...ไม่จบนะ มันก็เป็นทุกข์ สุมเป็นไฟร้อนอยู่ในใจอยู่เช่นนั้น

เพราะนั้น วิธีแก้ต้องแก้ที่เหตุคือละความคิดนั้นซะ แล้วก็ต้องทำใจยอมรับด้วยการปล่อยวาง ว่าเขาจะเป็นยังไง เขาจะทำยังงั้นยังงี้ ...อันนี้ต้องละวางออกไปแล้วในผลที่จะเกิดหรือยังไม่เกิด

ต้องละ ต้องวางออก ไม่งั้นมันไม่ยอมวางความคิดหรอก ...ต้องวางให้ได้ ฝึกอยู่แค่นี้ เอาจนหมดความคิดไปอ่ะ  แล้วก็ยังไงก็ได้ อะไรก็ได้ ...เนี่ย ให้ยอมรับ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ แค่นั้นเอง

ก็ทุกข์ด้วยความหมายมั่นทั้งนั้นแหละ แค่นั้นน่ะ ทุกข์พวกนี้คือเกิดจากความหมายมั่น หมายมั่นว่าเป็นเรา หมายมั่นว่าเป็นเขา หมายมั่นว่าเป็นสัตว์ หมายมั่นว่าเป็นบุคคล แค่นี้

ด้วยความไม่เข้าใจว่า ความเป็นสัตว์ไม่มี ความเป็นบุคคลไม่มี ...ไม่มีลูก ไม่มีแม่ ไม่มีกาย ไม่มีอะไรของใคร มันเป็นแค่ธรรมชาติที่ปรากฏอยู่

เนี่ย จึงจะลบออกจากความเห็นผิด ...แล้วก็ไม่ได้ทุกข์กับอะไรเลย ก็เห็นทุกอย่างก็เป็นธรรมดา อย่างนี้ นี่คือปัญญาสูงสุด

แต่ยังไงที่คิดขึ้นมาปุ๊บ แค่ความคิด...มันก็เป็นเขาแล้ว ใช่มั้ย ...ความเป็นบุคคลเกิดแล้ว มีชื่อเสียงเรียงนามเสร็จสำเร็จรูป ปุ๊บ ความดีความร้ายอยู่ในนั้นเลย

ด้วยความเห็นนี่ ด้วยความผูกด้วยสมมุติบัญญัติเป็นตัวร้อยรวมกัน ว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นเราเป็นเขาขึ้นมา 
 
แม้แต่เราก็เหมือนกัน แม้แต่กายนี่.. มันก็สร้างตัวเราขึ้นมาในอดีตในอนาคต ...ก็เป็นความเป็นบุคคล กายของเรา ขาของเรา ใช่มั้ย อย่างนี้ มันก็เป็นความหมายมั่น

เอากายนี่เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเรา มีชื่อด้วย ...เนี่ย แล้วก็ไปจริงจัง เกิดความเห็นผิดที่ไปสร้างภพล่วงหน้า ...ทั้งๆ ที่ว่ามันเป็นแค่ความปรุงหนึ่งของความคิด หรือนามขันธ์หนึ่งเท่านั้นเอง

เพราะนั้นวิธีแก้คือยังไง ...ก็ไม่คิด ...พอไม่คิดปุ๊บ กายเราในอนาคตก็ดับ...ไม่มี เห็นมั้ย มันก็ดับไปพร้อมความคิดแหละ ก็ไม่มีตัวเราข้างหน้า มันก็ดับ..นี่คือดับเบื้องต้นสมุทัยแล้ว

มันก็เหลือแต่ตัวเราในปัจจุบัน ทุกข์มันก็อยู่ตรงปัจจุบันของกาย นี่ เรียกว่าทุกขสัจ ...แล้วมันก็เป็นทุกข์ที่เงียบ ไม่มีคำพูด  อยู่ที่กาย กายก็เงียบๆ กายก็ไม่มีคำพูด

กายเขาไม่เคยอุทธรณ์ กายเขาไม่เคยฎีกา เฮอะ แล้วใครเป็นคนฎีกา  ...ใจมันคอยจะหมายมั่นเอายินดียินร้ายในเวทนาตรงนี้ พวกนี้คือเหตุที่แท้จริงอีกทีหนึ่ง

ก็ต้องมาชำระตรงนี้ ...ก็เท่าทัน ด้วยการเท่าทัน ว่าแค่รู้เฉยๆ ไม่ได้รึไง ทำไมถึงไม่ยอม อย่างเนี้ย มันก็จะออกไปหาว่าทุกข์นี้เป็นของเรา เจ็บนี้เป็นของเราอีก

นี่ ทุกข์ในปัจจุบันมันก็ยึด ...แม้จะว่าละอดีต-อนาคตไปแล้วปุ๊บ มันก็ยังมาติดกับปัจจุบัน เห็นมั้ย ติดกับปัจจุบันขันธ์น่ะ ...ปัจจุบันก็คือกายของเราที่มันยังมีเวทนาครองอยู่ 

ถึงแม้จะไม่คิด แต่มันก็มีความเข้าไปยินดียินร้ายตรงนี้ ...ก็ต้องมาแก้ ตรงนี้ก็ต้องมาแก้ที่ภายในใจ ก็ให้เท่าทันความยินดียินร้าย แล้วก็ทำใจให้เป็นกลาง

ก็ละความยินดียินร้ายปั๊บ มันก็กลาง เออ ช่างมัน ปล่อยมัน แล้วก็ไม่คิดไม่ปรุง ...นี่ มันต้องละออกมาเป็นระลอกๆ ออกมาอย่างนี้

ถ้าหยาบๆ นี่มันจะจมอยู่กับความคิดแล้วมันลืมปัจจุบัน ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย ...มันคิดแต่ตัวข้างหน้า ว่าเมื่อไหร่จะหาย เมื่อไหร่จะดี เมื่อไหร่กายนี้จะใช้การได้ดีเหมือนเดิม...นี่คืออดีต

มันก็เอาอดีตมาย้ำว่า...แต่ก่อนเราเคยเดินได้ เราเคยไม่เป็นอย่างนี้ มันก็เอามาพันกันอดีต-อนาคตอยู่แค่นี้ จนกว่าจะละความคิดหมดปุ๊บ คือปุ๊บ...เท่าทัน ไม่คิดๆๆ คิดแล้วละ คิดแล้วดับ ดับความคิดไป

ก็เหลือแต่กายในปัจจุบัน ก็รู้กายอยู่ปัจจุบัน ...เพราะกายปัจจุบันมันยังไม่จบ เพราะเหตุมันยังไม่ละถึงที่สุดของเหตุที่เกิดทุกข์  มันก็ยังเข้าไปหมายเอายินดียินร้ายกับกายปัจจุบันนั้นอีก

ตอนแรกมันไม่ได้หมายยินดียินร้ายกับปัจจุบันโดยตรง มันไปหมายเอาในอดีตอนาคต เข้าใจมั้ย ด้วยความปรุง ด้วยความคิด ด้วยสัญญา ด้วยวิญญาณ

มันก็พาจรไปข้างหน้า ข้างหลัง ไม่ตั้งมั่น ...พอกลับมาตั้งมั่นปุ๊บ มันก็ยังอดไม่ได้นะที่จะออกไปหมายมั่น เพราะยังมีอาสวะอยู่ภายใน ยังคิดว่ากายนี้เป็นของเรา เวทนาเป็นของเรา ...มันก็ยึดในปัจจุบัน 

ก็จนกว่าจะแจ้งชัดว่ากายของเราในปัจจุบัน...ไม่มี เวทนาของเราในปัจจุบัน...ไม่มี


โยม –  เมื่อไหร่จะแจ้งชัดล่ะคะ

พระอาจารย์ –  เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่รู้ ตอบไม่ได้อ่ะ มันก็แล้วแต่ภูมิปัญญา  คราวนี้ว่า..จะไปกะเกณฑ์ไม่ได้ จะไปกะเกณฑ์กำหนดระยะเวลาไม่ได้

พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอกาลิโก ตามเหตุปัจจัย เมื่อประกอบเหตุปัจจัยอันเพียงพอ ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา   


โยม –  อ๋อ เหตุปัจจัย
     
พระอาจารย์ –  สร้างเหตุปัจจัยแห่งศีลสมาธิปัญญาให้เพียงพอ ให้บริบูรณ์ ให้เต็มพร้อม ปุ๊บ มันก็ขาด ประกอบเหตุปัจจัยในปัจจุบันก็คือองค์มรรค เข้าใจมั้ย

การประกอบเหตุปัจจัยในปัจจุบันด้วยศีลสมาธิปัญญา นั่นแหละก็คือการเจริญมรรค ...ก็เจริญมรรคอยู่กับการรู้เห็นเป็นธรรมดา อยู่อย่างนี้


พอมันจะเข้าไปยินดียินร้ายก็ถอยออกมา...ว่าไม่เอายินดี ไม่เอายินร้าย  ละยินดีละยินร้าย ก็รู้เห็นเป็นธรรมดา ...เนี่ย คือการประกอบเหตุในปัจจุบัน ด้วยศีลสมาธิปัญญา


(ต่อแทร็ก 4/19  ช่วง 2)



วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 4/18 (3)


พระอาจารย์
4/18 (540531B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 พฤษภาคม 2554
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 4/18  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นน่ะ สำคัญนะ เราไม่อยากสอนให้ใครไปเดินอ้อมเดินค้อม ...แต่เราจะย้ำอยู่ที่เดียวว่าการปฏิบัติของเราไม่มี ไม่มีวิธีการปฏิบัติ มีแต่หลัก

ไม่ต้องให้บอกอุบายหรอก ...มันไปทำเอาเดี๋ยวมันก็รู้เองว่ามันใช้ยังไงแล้วมันอยู่น่ะ  มันรู้เองน่ะ ค่อยๆ เรียนรู้เอา ...โง่นัก ก็ทุกข์มาก ...ก็ให้ทุกข์มันสอน ให้ธรรมชาติมันสอน 

เอาดิ จะนอนตายอยู่กับมันมั้ย ตายอยู่กับความโง่ความหลงมั้ย ... มันก็หาทางรอด...ต่อให้ซากศพลอยมาก็คว้าจับ เป็นที่พึ่ง อาศัยพยุงตัวไป ...เมื่อพยุงตัวว่ายน้ำเป็น ก็ต้องทิ้งซากศพแล้ว

แต่ถ้าได้ลองว่าครูบาอาจารย์บอกเมื่อไหร่แล้วล่ะก้อ...เดี๋ยวติด มันยึดเอาเป็นสรณะเลย มันยึดเอาเป็นมรรคเป็นผลเป็นวิธีการ ...เดี๋ยวจะติด บอกให้ 

เพราะนั้นเราจะไม่ค่อยเน้นอุบาย แต่ว่าก็ไม่ได้ให้ทิ้งอุบาย หรือว่าไม่ให้ทำอุบาย ...แต่พูดในฐานที่เข้าใจในทุกคนว่า จะให้มารู้ตรงๆ อย่างที่เราพูดเนี่ย...ไม่มีทาง 

มันก็ต้องมีเอ๊อะ มีอ๊ะ มีการเข้าไปด้วยอุบายใดอุบายหนึ่ง ด้วยคำพูดใดคำพูดหนึ่ง ด้วยกลวิธีใดกลวิธีหนึ่ง ...แต่อย่าให้ออกนอกหลักนี้เท่านั้นน่ะ

เพราะนั้นเราจึงไม่ปฏิเสธอุบายเลยสักอุบายเดียว  พอใจจะทำ...ทำอะไรก็ได้ให้มันอยู่กับปัจจุบันแค่นั้นแหละ 

เราถึงบอกไง ...ต่อให้เอาตีนชี้ฟ้าเอาหัวทิ่มดินแล้วสติมันอยู่กับเนื้อกับตัว ทำไปเลยตลอดชีวิต...ดี ไม่ผิดด้วย จะพิจารณาอะไรก็ได้...ไม่ผิด ขอให้มันเข้าใจหลักก่อน อยู่ในหลัก ไม่ออกนอกหลัก ไม่ออกนอกมรรค 

ไม่งั้นทำไปทำมามันจะไหลเลื่อนลอยออกไป ...ไปคว้าไปจับ ไปบูชา ไปสำคัญอุบายเป็นหลักไปเลย ...แล้วมันก็เลยมองว่าไอ้หลักที่เราพูดนี่เป็นแค่อุบาย

เขาบอกว่าดูจิตง่ายยย ไม่เห็นต้องทำอะไร ใครก็ทำได้ เขาพูดกัน...นี่ ไม่เห็นทำอะไร ไม่มีการกดข่มบังคับ ไม่มีกำลัง ไม่มีฐานอะไรสักอย่าง เขาก็พูดกันอย่างนี้ 

มันเลยสำคัญว่านี่เป็นอุบาย ที่จะให้พอเอาตัวรอด ...ซึ่งเราบอกว่า ถ้าคนที่ไปสำคัญอุบายเป็นหลักเมื่อไหร่ มันจะเห็นหลักเป็นอุบายทันที 

เราก็บอกว่า มันต้องมาทำ ...มันทำจริงรึเปล่า จะมาคิดเอาเองแล้วปฏิเสธเลยไม่ได้ ...ให้ทำแล้วถึงจะรู้...สติปัฏฐานจริงๆ น่ะคืออะไร 

มันยังแยกไม่ออกเลยระหว่างสติปัฏฐานหรือมิจฉาสติ  สมาธิ...สัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ

ทำไมเราถึงบอกว่าสมาธิที่เรียกว่าสงบ กายวิเวก จิตวิเวก เกิดจากการสงบระงับ ไม่ใช่สงบกระทำ แต่สงบระงับการปรุงแต่ง ก็เกิดธรรมชาติของใจที่สงบเองแล้ว 

เพราะมันระงับความปรุงแต่ง ไม่ตามความปรุงแต่ง ...ด้วยสติเท่าทัน ใจก็สงบระงับ ตั้งมั่น แล้วก็เป็นกลางในตัวของมันเอง ...ไม่ได้ทำเลย ไม่ใช่ว่าไปนั่งเอาเป็นเอาตาย ทำไงให้มันนิ่ง ใช่มั้ย  

ถ้าทำอย่างนี้เราบอกเลย อย่ามาคุยกัน ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง ยังเถียงกันไม่จบ ...แล้วเราไม่เถียงด้วย เราก็บอก ดี ทำเยอะๆ เอาให้ตายไปเลย เอาให้มันไม่ให้หลุดออกมาเลยนะ เออ แล้วค่อยมาคุยกัน

คือถ้าเป็นอย่างนั้นน่ะ ถ้ายังทิฏฐิยังไม่ตรงนะ ยังแยกไม่ออกระหว่างสัมมากับมิจฉา คุยกันอธิบายกันมันเหมือนว่า ..มึงไปไหน ..เออ ได้ยิน ...มันคนละเรื่อง (โยมหัวเราะ) มันคุยกันไม่จบหรอก อย่างเนี้ย

แต่ในลักษณะที่ปลูกฝังในลักษณะของปัญญา ก็จะสามารถอธิบายได้ว่า...สงบอย่างไรที่เรียกว่าสมถะ สงบยังไงที่เรียกว่าสมาธิ สงบยังไงที่เรียกว่าไม่จงใจ สงบยังไงที่เรียกว่ามันเกิดเอง ใช่ป่าว


โยม –  แต่คนที่ทำเป็น ก็ไม่รู้จะบอกไปยังไง 

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปเถียงกับเขาเลย เราก็บอกไปว่า...อนุโมทนา สาธุ เจริญเข้าไปมากๆ เดี๋ยวคุยกันไม่รู้เรื่องเอง ต้องสนับสนุนไปเลย ...ลดละทิฏฐิความเห็นแม้กระทั่งถูกหรือผิดของตัวเองด้วย 

ไม่เอาอะไรทั้งสิ้นในโลกนี้ ไม่เอาสาระใดๆ ทั้งสิ้นในธรรมทั้งหลายทั้งปวง ...มึงว่าถูกก็ถูกไปสิ (หัวเราะ) ก็ไม่ได้ว่าอะไร อย่างเนี้ย ...ละไปก่อน 

เพราะธรรมเป็นเรื่องของโอปนยิโก ...แม้แต่คนฟังธรรม ต้องโอปนยิโก ไม่ใช่ไปบังคับให้เขาฟัง ด้วยความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง 

จนกว่าดวงจิตของสัตว์นั้นบุคคลนั้นมีอาการน้อมเข้าสู่ธรรม หรือว่าน้อมมาฟังธรรม ...มันจึงจะรับธรรมได้เข้าใจ 

แต่เมื่อใดที่จิตเขาไม่มีการโอปนยิโก หรือมีการน้อมในธรรม หรือว่าน้อมที่จะฟังธรรม ...ลักษณะเช่นนี้แล้ว เหมือนข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า มีแต่โทสะกับปฏิฆะ 

เพราะนั้นน่ะถ้าไม่เข้าใจถึงสัมมาทิฏฐิจริงๆ มันยาก ...แล้วมันจะเกิดความขัดแย้งและแบ่งแยกมากขึ้น เกิดความร้าวฉานยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้มันก็ร้าวจนจะแตกระแหงแล้ว จนจะปริ จนจะขาดจากกันอยู่แล้ว บอกให้เลย ...นักปฏิบัติบ้าบอคอแตกอะไรมาทะเลาะกันเรื่องไร้สาระสิ้นดี

เพราะนั้นว่าต้องปรับทิฏฐิให้ตรงก่อนว่า ที่พระพุทธเจ้าสอนน่ะคืออะไร  เป้าหมายจริงๆ ของพุทธ ...เราถึงบอกวิถีแห่งพุทธ...คือวิถีพุทธะ 

มันเหมือนพูดแบบตีกินหมด ถ้าคนโง่ๆ แล้วมันก็หาว่าเล่นภาษา ...แต่จริงๆ น่ะพุทธะคือผู้รู้ ผู้ตื่น ...อยู่ในวิถีแห่งพุทธะไม่ต้องกลัวหลง รู้เข้าไป ตื่นไว้ ตื่นกับปัจจุบัน แค่นี้ 

หลวงปู่ก็สอนเราในดวงจิตผู้รู้นี่แหละ เพราะนั้นแรกๆ ของการปฏิบัติของเรานี่ อะไรเกิดขึ้น...รู้ๆ กำลังทำอะไร...รู้ อะไรเกิดข้างใน...รู้ ไม่ว่าอะไร...รู้ รู้ไว้ก่อน พ่อสอนไว้ ว่าให้รู้ 

คือหลวงปู่สอนไว้ ว่าอะไรก็ให้รู้ เป็นผู้รู้ ...นั่งก็รู้ ยืนก็รู้ เดินก็รู้ คิดก็รู้ ไม่คิดก็รู้ ดีใจรู้ เสียใจรู้ กิเลสเกิดรู้ ราคะเกิดรู้ โมหะเกิดรู้ โทสะเกิดรู้ ...รู้เข้าไว้ ไม่แก้ไม่หนี รู้อย่างเดียว 

สงสัยรู้ จะคิดรู้ จะคิดตามความสงสัยรู้ ...รู้เข้าไปหมด รู้แก้หมดน่ะ เอารู้เข้าไปแก้ด้วยการรู้  ไม่ได้แก้ด้วยการกระทำ แต่แก้ด้วยการรู้ ...เนี่ย เราถือว่าวิถีนี้คือวิถีของพุทธะ รู้แบบโง่ๆ ไม่แก้ รู้แบบงอมืองอตีน

ก็ทำมาอย่างนี้ เวลาสอนเราก็สอนให้ทุกคนอย่างนี้ ให้ทำแค่นี้ ไม่เห็นมันมีความยากเย็นตรงไหน ...เพราะมันจะมีอะไรเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็รู้มันเข้าไป เห็นมั้ย รู้โง่ๆ

พวกเรามันขี้เกียจรู้น่ะ ...แล้วขี้เกียจรู้เมื่อไหร่ก็คือขี้เกียจเจริญสติ ขี้เกียจเจริญสมาธิ ขี้เกียจเจริญปัญญา ...นี่ ขี้เกียจอีกก็รู้อีก เอา ดูซิมันจะรอดจากรู้ไปได้ยังไง 

แต่ว่าในลักษณะวิสัยของพวกโยมนี่ มันมีการเกี่ยวข้องมาก มันไม่สามารถจะรู้เป็นอาชีพได้หรอก  เพราะนั้นเราจึงให้รู้กายเป็นอาชีพ...ต้องมีอุบาย เห็นมั้ย 

ไอ้อย่างเรานี่อาชีพหลักคือภาวนา เกิดมาเพื่อภาวนา มาเป็นนักบวชโดยตรง ไม่มีอาชีพรอง ไม่มีการเกี่ยวข้องกับผู้คนโดยตรง เพราะนั้นอาชีพหลักของเราคือ...รู้ (หัวเราะ)

รู้ไปตรงๆ เลย...ทุกอย่าง ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น อะไรจะเกิด อะไรจะดับ อะไรจะไม่เกิด อะไรจะไม่ดับ กูไม่สน ใครจะเกิด ใครจะตาย ใครจะมีความคิดความเห็นอย่างไร ใครจะมองยังไง...ไม่สน รู้อย่างเดียว

แต่อย่างพวกโยม...ไม่ได้ มันต้องหาอะไรเป็นที่พึ่งที่ยึด เป็นอุบาย...ก็คือสติปัฏฐาน ที่ฐานใดฐานหนึ่ง 

ที่ชัดเจนที่สุดคือกายคตาสติ หรือว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ...เพราะนั้นพอรู้กายคตาสติ มันก็จะเห็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็จะเห็นกายเป็นวิปัสสนาญาณขึ้นมาเอง ตามลำดับ 

เพราะนั้นดูมันไป...กาย  ผมขนเล็บฟันหนัง ดูมันลงไป ...ดูตรงนี้นะ ไม่ใช่ไปดูในความคิด ดูของจริง ดูผมจริงๆ รู้สึกที่ผม รู้สึกที่หนัง ที่เนื้อตัว เนี่ย กายคตาสติ

อย่างบวชมาเป็นพระ เห็นมั้ย เวลาเป็นพระ ท่านให้กรรมฐานเบื้องต้นเลย พระอุปัชฌาย์ต้องสอนกรรมฐาน ๕ ทุกองค์ไป คือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ 

พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้เลย ว่าอุปัชฌาย์ต้องสอนกรรมฐาน ๕ นี้ เพราะนั้นนักบวชทุกคนต้องรู้กรรมฐาน ๕ ว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนัง  ...ทีนี้คนนี้มันไม่เข้าใจ

นี่สำคัญ เรื่องกายนี่ทิ้งไม่ได้ ...แม้แต่พระพุทธเจ้ายังบอกไว้เลยว่าผู้บวชใหม่ทุกคนนะ ให้พิจารณากรรมฐานห้าเป็นหลัก ผมขนเล็บฟันหนัง 

แต่ไม่ใช่พิจารณาด้วยคิดหรือว่านั่งสมาธิแล้วก็นึกภาพขึ้น ...แต่ให้รู้ตรงๆ ลงไป มันมีอยู่ตลอดเวลา ผมขนเล็บฟันหนัง อย่าให้ขาด อย่าให้หายไป ...มีกายเป็นฐาน 

แล้วเมื่อกายแน่น เข้าใจมากขึ้นหรือว่าชัดเจนว่าเป็นสิ่งหนึ่งแล้ว แล้วก็มีรู้อีกสิ่งหนึ่งกับกายแล้ว จากนั้นสติปัฏฐานสี่ รวมลงเป็นหนึ่ง กายเวทนาจิตธรรมเป็นอันเดียวกันหมด

ก็คือเป็นแค่สิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ ไม่เข้าไปว่าชื่ออะไรโดยสมมุติบัญญัติแล้ว ...มันก็จะกระจายออกไปครอบคลุม จนครอบคลุมไปทุกสรรพสิ่ง จนครอบคลุมไปถึงอนันตาจักรวาล 

เห็นมั้ย แค่กายคตาสตินะ มันออกไปรู้ทุกสิ่งในอนันตาจักรวาล ด้วยอุบายของกายคตา กายานุสติปัฏฐาน

แต่ถ้ามานั่งคิดนั่งค้นนั่งหาอะไรกันอยู่ มันก็มั่วไปหมด แล้วจับต้นชนปลายไม่ถูก เหมือนกับเคยภาวนา แต่ก่อนแรกๆ เริ่มมางงเป็นไก่ตาแตก จับต้นไม่ถูก จับปลายไม่ถูก 

จะทำอันไหนดี อันไหนถูกจริต จะหาจริตตัวเองให้เจอก็ไม่เจอ ...ก็บอกเจอแต่วิกลจริต(หัวเราะกัน) จะเอามั้ยล่ะ วิกลจริต...มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา 

มันจะไปเอาแน่อะไร จริตวันนึงไม่รู้กี่จริต บอกไม่ได้หรอกเป็นราคะจริต โทสะจริต ...มันอยู่ด้วยอาการวิกลจริต คือมันแปรปรวนไปตลอดน่ะ

เพราะนั้นอุบายที่ใกล้เคียงกับหลักที่สุดก็คือสติปัฏฐานทั้ง ๔ ...กรรมฐานทั้งหลายก็หนีไม่พ้นสติปัฏฐานหรอก 

มัวแต่ไปแบ่งแยกกันไป มองไม่แจ้ง มองไม่กระจ่าง มันก็กับเหมือนพายเรือในอ่าง มันไม่ได้ออกไปสู่มหาสมุทร ...ก็จะเห็นว่าน้ำในตุ่มกับน้ำในมหาสมุทรก็น้ำ แต่มันกว้างกว่าเยอะ ไม่ใช่แค่ในตุ่มเท่านั้น 

ก็บอกแล้วเนี่ย ...ความเป็นจริง มันยังมีความเป็นจริงที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่านั้น เปิดกว้างยิ่งกว่านั้น 

เพราะนั้นตัวสติปัฏฐานทั้งหลาย เวลาเจริญสติให้ถี่ถ้วนแล้ว เหมือนของคว่ำที่หงายขึ้นมา เหมือนของมืดที่ทำให้แจ้ง ...ปัญญานี่เข้าไปเปิด เปิดให้แจ้ง ในสิ่งที่ลังเล มืดมน มืดมัว มะงุมมะงาหราอะไรกันอยู่ 

มันก็จะเปิดหงายออก ของคว่ำก็จะเป็นของหงาย ...ไม่ใช่คว่ำอยู่กับกฎเกณฑ์ใดกฎเกณฑ์หนึ่ง รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง 

พอเปิดขึ้นมานี่ ...โหย เคยโง่แทบตาย...ถึงเข้าใจ


……………………